การค้าต่างประเทศเดือนมิถุนายน 2556

Saturday, July 27, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

การค้าระหว่างประเทศเดือนมิถุนายน 2556

จงรีบแก้ปัญหาดุลการค้าก่อนที่จะเกิดเหตุลุกลามถึงระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

การค้ามูลค่าเป็นเงินบาท

การส่งออกสินค้าไทยในเดือนมิถุนายน 2556 มีมูลค่าเท่ากับ 564,168 ล้านบาทน้อยกว่าการส่งออกของเดือนเดียวกันปี 2555 ซึ่งส่งออกได้ 616,506 ล้านบาทเท่ากับ -8.5% และเมื่อรวมมูลค่าการส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556 เท่ากับ 3,336,007 ล้านบาทน้อยกว่าการส่งออกในครี่งปีแรกของปี 2555 ซึ่งส่งออกได้รวม 3,465,935 ล้านบาทหรือเท่ากับน้อยลง -3.7%

ส่วนการนำเข้าในเดือนมิถุนายน 2556 มีมูลค่าเท่ากับ 628,589 ล้านบาทน้อยกว่าการนำเข้าของเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งนำเข้าเท่ากับ 641,206 ล้านบาทหรือนำเข้าลดลง -2.0% และเมื่อรวมยอดนำเข้าในสองไตรมาสแรกของปี 2556 จะมีมูลค่ารวมเท่ากับ 3,865,930 ล้านบาท ซึ่งยังมากกว่าการนำเข้าในสองไตรมาสแรกของปี 2555 ซึ่งนำเข้ารวม 3,828,538 ล้านบาท หรือนำเข้าเพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.0%

จากการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออก ทำให้ดุลการค้าในเดือน มิถุนายน 2556 ขาดดุลประมาณ -64,421 ล้านบาทเมื่อพิจารณาการนำเข้าและส่งออกแล้วตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา จะพบว่าในปี 2556 จะมีผลขาดดุลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนมิถุนายนเป็นมูลค่าทั้งสิ้น -529,923 ล้านบาท สูงกว่าการขาดดุลในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ซึ่งขาดดุลเป็นมูลค่าเท่ากับ -362,603 ล้านบาท

การค้ามูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศ

สำหรับการค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2556 การส่งออกมีมูลค่าประมาณ 19,098 ล้านเหรียญ ต่ำกว่าการส่งออกของเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งส่งออกเป็นมูลค่าเท่ากับ 20,128 ล้านเหรียญหรือต่ำลง -5.1%และเมื่อพิจารณายอดรวมการส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนปี 2556 จะมีมูลค่าเท่ากับ 114,594 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่ายอดรวมในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ซึ่งส่งออกรวม 112,619 ล้านเหรียญ หรือสูงขึ้น 1.8%

ส่วนการนำเข้าในเดือนมิถุนายน 2556 มีมูลค่าเท่ากับ 21,013 ล้านเหรียญสูงกว่าเดือนเดียวกันปี 2555 ซึ่งนำเข้าเป็นมูลค่า 20,678 ล้านบาทหรือสูงขึ้น 1.6% เมื่อรวมยอดนำเข้าในสองไตรมาสแรกของปี 2556 จะมีมูลค่าเท่ากับ 129,577 ล้านเหรียญสูงกว่าการนำเข้าในช่วงเดียวกันของปี 2555 ซึ่งนำเข้าเท่ากับ 122,966 ล้านเหรียญ หรือสูงขึ้น 5.4%

ผลการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออกของเดือนมิถุนายน 2556 ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเป็นจำนวนเท่ากับ -1,915 ล้านเหรียญ และเมื่อรวมยอดดุลการค้าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556 แล้วไทยจะมียอดขาดดุลการค้าสะสมเท่ากับ -16,273 ล้านเหรียญสหรัฐฯสูงมากกว่าของปี 2555 ซึ่งขาดดุลสะสมรวมเท่ากับ -10,347 ล้านเหรียญสหรัฐฯประมาณ 60%

บทวิเคราะห์

ดุลการค้าระหว่างประเทศของไทยจัดว่าอยู่ในช่วงอันตราย เพราะยังปรากฎว่ามีการขาดดุลต่อเนื่อง ในรอบ 6 เดือน ที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556 มีการขาดดุลมากถึง -530,000 ล้านบาท หรือเท่ากับ -16,273 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าหากแนวโน้มเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญๆต่างๆยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เชื่อว่าในปี 2556 นี้ไทยอาจขาดดุลการค้ามากถึง -1 ,000,000 ล้านบาท (หนึ่งล้านล้านบาท) หรือประมาณ -30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.2-8.5% ของ GDP ถ้าเป็นอย่างที่คาด คงจะเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่วิกฤตที่ใกล้เคียงปี 2540 จึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขโดยด่วน

การขาดดุลการค้าในครึ่งปีแรกของปี 2556 ซึ่งเท่ากับ -529,923 ล้านบาทหรือคิดเป็นการขาดดุลการค้าเทียบ GDP ของทั้งปีเท่ากับประมาณ 4.4% (GDP 2556 ประมาณ 12 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นประมาณ 8.8% ของ GDP เมื่อเทียบเป็น GDP ในช่วงเวลาเดียวกัน ต้องถือว่าประมาณการการขาดดุลเป็นวิกฤต ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างแน่นอนถ้าไม่รีบแก้ไข

จะใช้มาตรการการคลังอย่างไรเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพื่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ผมเคยประเมินการส่งออกและดุลการค้าไทยไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ว่ามีแนวโน้มในทิศทางที่ถดถอยและเป็นการขาดดุลการค้าที่นอกเหนือจากน้ำท่วมในปลายปี 2554 โดยมีเหตุผล 3 ประการ

  1. การส่งออกที่ลดลงเป็นผลจากน้ำท่วมใหญ่นิคมอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยโรงงานผลิตเพื่อการส่งออกทั้งของไทยและของต่างชาติ ส่งผลเสียต่อรายได้ของประเทศเป็นจำนวนเงินนับล้านล้านบาท
  2. ภาคการผลิตของอุตสาหกรรมไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งอุตสาหกรรมหลักจำนวนมากเป็นภาคการผลิตที่เกิดจากการย้ายฐานผลิตของต่างชาติเพื่อประโยชน์จากค่าแรงต่ำแต่ฝีมือแรงงานอยู่ในระดับดี เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ทำให้เกิดจากความเชื่อในเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงของบุคคลากรภาครัฐ ทำให้ส่วนหนึ่งได้ย้ายฐานผลิตหรือยกเลิกการผลิต
  3. การนิยมใช้ของต่างประเทศเพิ่มขึ้นหรือการนำกลุ่มสินค้าหลายๆกลุ่มเข้ามาเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศแทนสินค้าหลายๆกลุ่มที่หยุดผลิตเนื่องจากปัญหาความสามารถในการแข่งขัน

ข้อเสนอแนะ

ผมเองเคยเสนอแนะให้รัฐหาทางแก้ไขโดยมีข้อเสนอทั้งมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะกลาง-ยาว เพื่อลดการขาดดุลการค้าและพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน จึงใคร่นำเสนออีกครั้งดังนี้คือ

  1. ให้รัฐบาลปรึกษาหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการหามาตรการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง การอ่อนตัวของค่าเงินบาทจะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจดังนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งให้เงินหมุนเวียนจากการส่งออกเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของการอ่อนตัวของค่าเงิน จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อุตสาหกรรมภาคการผลิตเพื่อการส่งออกจะมีผลกำไรมากขึ้น สามารถนำไปขยายการลงทุนต่อ แต่ในขณะเดียวกันจะเพิ่มต้นทุนให้กับกลุ่มสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเป็นผลดีทำให้เกิดการประหยัดหรือความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจากต่างประเทศลดลง เป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตไทย และจะส่งผลทำให้การค้าระหว่างประเทศไทยเกินดุลได้ในที่สุด
  2. รัฐบาลต้องเพิ่มศักยภาพฝีมือแรงงาน เพื่อให้สินค้าไทยเกิดมูลค่าเพิ่มทั้งในเรื่องราคาเมื่อเทียบกับความพึงพอใจในตัวสินค้า (Price to Perception Ratio) และในเรื่องราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพหรือประโยชน์ที่ได้จากสินค้านั้นๆ (Price to Performance Ratio) ซึ่งทั้งสองปัจจัยจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
  3. รัฐจะต้องสร้างทิศทางหรือกำหนดทิศทางภาคการผลิตของไทยและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีความแม่นยำและความละเอียดสูง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งในระดับพื้นฐานและระดับก้าวหน้า เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆหรือสร้างอุตสาหกรรมที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเทคโนโลยีซึ่งปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย

สองคนที่ต้องร่วมมือกันจึงจะสามารถแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าด้วยมาตรการการเงินการคลังสำเร็จ

บทสรุป

สิ่งที่เป็นกังวลคือรัฐหรือผู้บริหารระดับประเทศสามารถอ่านหรือเข้าใจหรือกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาคการผลิตใหม่ๆหรือไม่ ผมไม่อยากเห็นผู้บริหารภาครัฐเข้าใจว่าตลาดเงินตลาดทุนเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ จริงอยู่ตลาดเงินตลาดทุนมีความสำคัญที่คนไทยต้องเข้าใจเพื่อการลดต้นทุนทางการเงินหรือการเข้าถึงแหล่งเงินที่อาจมีต้นทุนที่ถูกกว่า แต่หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอยู่ที่ภาคการผลิต ภาคบริการที่โยงกับภาคการผลิตที่สามารถสร้างการจ้างงาน สร้างผลิตภาพ (Productivity) เพื่อให้ประเทศเกิดการเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพและพื้นฐานทางด้านสติปัญญาเพือ่ให้คนไทยสามารถคิดอ่านเขียนอย่างสร้างสรรและมีนวัตกรรม ควรพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จะให้เกิดประโยชน์กับคนไทย และที่สำคัญคือต้องเร่งสร้างและกระตุ้นคนไทยให้สามารถคิดค้นนวัตกรรมที่เป็นแนวโน้มด้านอุตสาหกรรมสำคัญๆของโลกมากขึ้น

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-11 dsc01365 pr-600-400-king-13 photo-vr-resize-1000-handicraft-1

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1