พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

Monday, February 13, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

พระราชประวัติ (ประสูติ พ.ศ. 2310 ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2353 – พ.ศ. 2367)

พระอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 2 ในวัดอรุณฯ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงประสูติเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 7 คํ่า เดือน 3 ปีกุน มีพระนามเดิมว่า “ฉิม” พระองค์ทรงเป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติ ณ บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม พระองค์ทรงมีพระชายาเท่าที่ปรากฎ กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระอัครมเหสี กรมสมเด็จพระศรีสุราลัย พระสนมเอก เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2352 มีพระชนมายุได้ 42 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าหญิงบุญรอด พระธิดาในพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาญาณ ด้านวรรณคดีและศิลปกรรม ส่วนพระราชบิดาทรงได้ชื่อว่ามีพระปรีชาญาณและความชำนาญด้านการศึกสงคราม

การสถาปนาบรรดาศักดิ์

ได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร” เมื่อปี พ.ศ. 2325 และได้รับสถาปนาเป็น “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” ซึ่งดํารงตําแหน่งพระมหาอุปราชขึ้นแทน กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ที่ได้สวรรคตแล้วเมื่อ พ.ศ. 2346 ในปี พ.ศ. 2349 ( วันอาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 7 คํ่า ปีขาล ) ขณะทรงพระชนมายุได้ 40 พรรษา

พระราชกรณียกิจที่สําคัญ

ภาระกิจสงคราม

พระองค์ได้ร่วมติดตามพระราชบิดาไปสงครามเชียงใหม่ ขณะที่เพิ่งมีพระชนมายุได้ 8 พรรษา ได้ร่วมติดตามพระราชบิดาไปปราบปรามเมืองนางรอง นครจําปาศักดิ์ และบางแก้ว ราชบุรี จนถึงอายุ 11 พรรษา ร่วมไปราชการสงครามกรุงศรีสัตนาคนหุต ไปร่วมปราบปรามเขมร ไปสงครามตําบลลาดหญ้า และทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ ไปสงครามที่ตําบลท่าดินแดง และตีเมืองทวาย เป็นต้น

พ.ศ. 2352 หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติพระชนมายุได้ 43 พรรษา นาน 2 เดือน พม่ายกทัพมาตีหัวเมืองทางใต้ จึงโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์เป็นจอมทัพไปทรงปราบปรามพม่าได้สำเร็จ

พ.ศ. 2363 พม่าได้มีการเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ โดยมีพระเจ้าจักกายแมง สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าปดุง ได้ข่าวว่า ไทยเกิดโรคระบาด จึงได้ยกทัพมาตี ไทยได้จัดกองทัพไปป้องกันตามทางที่พม่าจะเดินทางเข้ามา เช่น กาญจนบุรี เพชรบุรี ถลาง สงขลา พัทลุง และตาก พม่ารู้ข่าวก่อนจึงไม่กล้ายกทัพมา

ภาระกิจการเมืองระหว่างประเทศ

การติดต่อกับญวน

พ.ศ. 2353 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้าเวียตนามยาลองกษัตริย์ญวน ได้แต่งตั้งให้ทูตเดินทางมาเคารพพระบรมศพ พร้อมกับถวายเครื่องราชบรรณาการเพื่อขอเมืองพุทธไธมาศกลับคืน จึงยอมให้เพื่อสมานพระราชไมตรี

การติดต่อกับเขมร

พ.ศ. 2353 สมเด็จพระอุทัยราชา กษัตริย์เขมร ถูกรัชกาลที่ 1 บริภาษไปเมื่อคราวเข้าเฝ้า จึงผูกใจเจ็บไว้ ครั้นรัชการที่ 1 สวรรคต จึงหันไปพึ่งอํานาจญวน จึงได้ร่วมกับญวนทำอุบายยกทัพไปไทยโดยทําทีว่าจะไปเก็บค้างคาวและยมศิลาตามประเพณี ถ้าเห็นว่าอ่อนแอก็ให้โจมตีเมืองพระตะบอง แต่ฝ่ายไทยไหวทัน จึงตีกองทัพเขมรแตกพ่ายไป

การติดต่อกับจีน

ในรัชกาลที่ 2 โปรดให้ไปเจริญทางพระราชไมตรีถึง 2 ครั้งคือ เมื่อปี พ.ศ. 2353 โปรดให้ราชทูตอันเชิญพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าเกียเข้งกรุงปักกิ่ง เพื่อให้จีนทราบว่าไทยเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ และอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2364 โปรดให้อัญเชิญพระราชสาส์น โดยมีพระยาสวัสดิสมุทร เป็นทูตไปแสดงความยินดีต่อพระเจ้าเตากวาง ที่ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเกียเข้ง พร้อมคํานับพระศพด้วย

การติดต่อกับโปรตุเกส

พ.ศ. 2361 ประเทศโปรตุเกสแต่งตั้งให้ มร. คาร์ลอส มานูเอล ซิลเวียรา เป็นทูตถือสาส์นนําเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีสมัยรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น หลวงอภัยวาณิช

การติดต่อกับสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2364 กัปตันแฮน เป็นพ่อค้าชาวอเมริกันคนแรกได้ถวายปืนคาบศิลา 500 กระบอก จึงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น หลวงภักดีราช

การติดต่อกับอังกฤษ

พ.ศ. 2365 บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษตั้งผู้สําเร็จราชการอินเดียคือ มาร์ควิส เฮสติงค์ ได้ส่งจอห์นครอว์เฟิด มาเจริญสัมพันธไมตรี ผลของการเจรจาไทยเห็นว่าอังกฤษเอาเปรียบทุกอย่างไทยเลย ไม่ติดต่อด้วย แต่ยังมีพ่อค้าชาวอังกฤษชื่อ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ ยินยอมทําตามระเบียบของไทย และค้าขายเรื่อยมาจนได้ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น หลวงอาวุธวิเศษ

การทำนุบำรุงด้านศาสนา

ได้เข้าเป็นศิษย์และศึกษาวิชาความรู้กับสมเด็จพระวันรัต (ทองอยู่ ) ณ วัดบางหว้าใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2323 ขณะพระชนมายุ 13 พรรษา ในปี พ.ศ. 2331 ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นพระองค์แรกที่อุปสมบทในวัดนี้ เสด็จไปจําพรรษา เมื่อครบสามเดือน ณ วัดสมอราย ปัจจุบันคือวัดราชาธิราช ครั้นทรงลาผนวชในปีนั้น

พระองค์ยังได้ทำการการปฎิสังขรณ์วัดวาอาราม โปรดให้แกะลายสลักที่บานประตู พระวิหารพระศรีศากยมุนี ณ วัดสุทัศน์ เป็นภาพสิงห์สาราสัตว์ ซึ่งสวยสดงดงามมาก ดังที่มีพระราชนิพนธ์จากบทละครอิเหนาตอนหนึ่งว่า

ภาพแกะสลักจากบานประตูหน้าต่างวัดสุทัศน์

“สลักรูปสิงหฺสัตว์นานา

ดุนเด่นออกมาเหมือนจริง

ทั้งเนื้อนกดั่งเป็นเห็นประหลาด

พฤกษชาติเหมือนจะไหวไกวกิ่ง

อันรูปเสือสิงห์มีกระทิง

เหมือนจะย่างวางวิ่งเวียนวน”

(บทพระราชนิพนธ์จากละครอิเหนา)

นอกจากนั้นยังทรงสร้างพระประทานในพระอุโบสถวัดแจ้ง และพระพักตร์พระพุทธธรรมิศรราช การสังคายนาสวดมนต์ การสร้างพระไตรปิฎก การส่งสมณทูตไปประเทศลังกา

การทํานุบํารุงบ้านเมือง

การปกครอง

ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน โดยได้ทรงแต่งตั้งให้เจ้านายกำกับกระทรวง เป้นการให้เกิดการกำชับราชการและดูแลควบคุมกันเอง ทำให้เกิดแบบอย่างเจ้านายมีพระภาระช่วยเหลือบ้านเมืองสืบต่อมา ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “เรื่องเจ้านายกำกับกระทรวงราชการ ไม่ปรากฏมีมาแต่ในรัชกาลที่ 1 จึงยุติได้ว่าพึ่งมีขึ้นในรัชกาลที่ 2 เป็นปฐมและเป็นแบบอย่างต่อมา_ _ _ _ _”

ด้านกฏหมาย

ทรงตราพระราชกําหนดสักเลข โดยให้ทำหลักฐานทะเบียนราษฎร์ใหม่หมด เนื่องจากบ้านเมืองเผชิญศึกสงครามมามาก ทำให้จำนวนชายฉกรรจ์ลดหายไป เวลามีราชการจะได้เกณฐ์สดวก อีกทั้งยังทรงให้ทำสักเลขเพื่อบอกสังกัด

พระราชกําหนดอีกฉบับที่น่าสนใจคือ พระราชกำหนดห้ามมิสูบฝิ่น ขายฝิ่น และซื้อฝิ่น จ.ศ. ๑๑๗๓ ปีมะแมตรีศกซึ่งมีข้อความตอนหนึ่ง “———— แต่นี้สืบไปเมื่อน่า ห้ามมิให้ผู้ใดสูบฝิ่น กินฝิ่น ซื้อฝิ่น ขายฝิ่น และเปนผู้สมซื้อสมขายเปนอันขาดทีเดียว ถ้ามิฟังจับได้แลมีผู้ฟ้องร้องพิจารณาเปนสัจจะให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๓ ยก ทะเวนบก ๓ วัน ทะเวนเรือ ๓ วันริบราชบาทว์บุตรภรรยาแลทรัพย์สิ่งของให้สิ้นเชิง ให้ส่งตัวไปเปนตะพุ่นหญ้าช้าง

การสร้างเมืองเพื่อป้องกันเขตขัณฑ์ราชสีมา

ตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ครั้นถึงเดือน ๕ ฉศก ปีจอ จ.ศ.๑๑๗๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงมีพระราชดำริก่อสร้างเมืองป้อมชายทะเลสืบต่อจากพระราชประสง๕ของพระราชบิดา ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึกทางทะเล ที่ตำบลปากลัดแขวงเมืองสมุทรปราการ ครั้นสร้างเสร็จแล้วทรงพระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองนครเขื่อนขันธ์ และได้โปรดให้โยกย้ายครอบครัวชาวมอญซึ่งพำนักอยู่แถวปทุมธานีไปตั้งรกรากอยู่ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์จำนวนหนึ่ง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพระประแดงได้ขยายเขตพระบรมมหาราชวังสร้างสวนขวา และได้สร้างพระสมุทรเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมสวยงามไว้ด้วย

การใช้ธงช้างเป็นธงชาติ

ในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งเรือหลวงและเรือค้าขายของเอกชน ยังคงใช้ธงแดงเป็นเครื่องหมายเรือสยาม ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงได้รับช้างเผือก 3 เชือกได้แก่ พระยาเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยาเศวตคชลักษณ์ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศยิ่งแก่แผ่นดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เพิ่มรูปช้างเข้าภายในวงจักรในธงแดงของเรือหลวงด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหมายว่า “พระเจ้าแผ่นดินอันทรงมีช้างเผือก”

ธงชาติไทยสมัย ร.2 (ช้างในจักรพื้นแดง)

การคลัง

จัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน การเก็บภาษีอากรทางด้านการค้า ที่ทําตามแบบเดิม คือให้พระคลังสินค้ามีอํานาจในการซื้อขาย

การฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณี - ศิลปวัฒนธรรม

ทรงฟื้นฟูประเพณี วันวิสาขบูชา

เดิมงานประเพณีวันวิสาขะบูชา ได้เคยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ถึงอยุธยา แต่เนื่องจากเกิดศึกสงคราม งานประเพณีจึงไม่ได้ จัดกัน ด้วยเหตุที่บ้านเมืองวุ่ยวายไม่สงบสุข ครันถึงสมัยรัชกาลที่ 2 บ้านเมืองร่มเย็นสงบสุขดี รัชกาลที่ 2 ได้ปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราช เมื่อเห็นสมควรดีแล้ว จึงได้โปรดให้ทำเป็นพระราชพิธีใหญ่โต  พระมหากษัตริย์ ขุนนาง ไพร่ ทาส จะรักษาศีล 8 (พระอุโสถศีล) ปล่อยนกปล่อยปลา ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามเสพสุรา ให้ตั้งโคมแขวนเครื่องสักการะบูชา เวียนเทียน โปรดให้มีพระธรรมเทศนาในพระอารามหลวง ถวายเครื่องไทยทานจนครบ 3 วัน

พระราชพิธีอาพาธพินาศ

ในปีพุทธศักราช 2363 ได้เกิดโรคอหิวาตกระบาดเรียกกันว่า “โรคห่าระบาด” ทำให้ราษฎรล้มตายเป็นจำนวนมาก รัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้ประกอบพระราชพิธีอาพาธพินาศขึ้น เมื่อวันจันทร์ขึ้น 7 ค่ำเดือน 10 พ.ศ. 2363  ณ  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  ลักษณะของพระราชพิธีนี้คล้ายกับพิธีตรุษ กล่าวคือมีการยิ่งปืนใหญ่รอบพระนครตลอดรุ่งคืน แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตออกแห่มีพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ออกร่วมขบวนแห่ด้วย โดยทำหน้าที่โปรยทรายและประพรมน้ำพระปริตร เพื่อขับไล่โรคร้ายทั้งทางบกและทางน้ำ พร้อมทั้งพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง หยุดงาน เพื่อรักษาศีลทำบุญทำทาน

นอกจากนี้ได้โปรดให้ตั้งโรงทานขึ้น ณ ริมประตูศรีสุนทร พระราชทานอาหารเลี้ยงราษฎรที่มีความปรารถนามารับพระราชทาน การรับประทานอาหารที่ถูกหลักอนามัย บ้านเมืองสะอาด ทำให้โรคอหิวาตกโรคหมดไป

ยุคทองของวรรณคดีไทย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาญาณ ด้านวรรณคดีและศิลปกรรม ในรัชสมัยของพระองค์นับได้ว่าเกิดความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปวิทยาการและและการช่างของไทยทุกๆทาง ทั้งด้านวรรณคดี ภาษา ศิลปกรรมทั้งด้านวิจตรศิลปและปฏิมากรรม

มีรัตนกวีคู่พระหฤทัย เช่น พระสุนทรโวหาร สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส นายนรินทร์ธิเบศร์ ( อิน ) พระยาตรัง ได้ทรงพระราชนิพนธ์ บทพระราชนิพนธ์ในพระองค์มากมาย ได้แก่ บทละครในเรื่องรามเกียรติ์ บทละครในเรื่องอิเหนา บทละครนอกเรื่อง สังข์ทอง คาวี ไชยเชษฐ์ ไกรทอง มณีพิชัย กาพย์แห่เรือชมเครื่องคาวหวาน บทกาพย์โขน ตอนนางลอย พรหมาสตร์ นาคบาศ และเอราวัณ กลอนเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

เรื่องอิเหนา บรรจุความประมาณ 20,250 คำกลอน ตามฉบับพิมพ์ที่หอพระสมุด พิมพ์เมือ่ พ.ศ. 2464 รวม 3 เล่ม มีความหนาถึง 1,294 หน้า

เรื่องรามเกียรติ์ บรรจุความประมาณ 14,300 คำกลอน ตามฉบับพิมพ์ที่หอพระสมุด พิมพ์เมือ่ พ.ศ. 2456 มีความหนาถึง 844 หน้า

เรื่องไกรทอง บรรจุความประมาณ 888 คำกลอน

เรื่องคาวี บรรจุความประมาณ 1,808 คำกลอน

เรื่องไชยเชษฐ์ บรรจุความประมาณ 1,426 คำกลอน

เรื่องสังข์ทอง บรรจุความประมาณ 3,256 คำกลอน

เรื่องมณีพิไชย บรรจุความประมาณ 500 คำกลอน

สมเด็จพระพุทธเลิสหล้าฯมิเพียงแต่แต่งบทละครจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่มีความสมบูรณ์ในการใช้ภาษาในการพรรณาความ การใช้โวหารเปรียบเทียบให้เหมาะกับเหตุกาณ์และสิ่งแวดล้อมของเรื่อง การพรรณาความเป็นการแสดงออกซึ่งอารมณ์ เช่น อารมณ์รัก อารมณ์โศก หรืออารมณ์โกรธ นอกจากนั้นยังมีกระบวนการคิด การวางเรื่องที่แจ่มชัดและมีหลักมีเกณฑ์ ทำให้บทละครเกิดอรรถรส เช่นบทกลอนที่พรรณาถึงความงดงามของหญิงสาวดังต่อไปนี้

เจ้าร่างน้อยนอนนิ่งบนเคียงต่ำ           คมขำงามชะแร่มแจ่มใส

คิ้วคางบางงอนอ่อนละไม                   รอยไรเรียบรับระดับดี

ผมเปลือยเลื้อยประลงจนบ่า               งอนปลายเกษาดูสมศรี

ที่นอนน้อยน่านอนอ่อนดี                     มีหมอนข้างคู่ประคองเคียง

กระจกแจ่มจัดใส่คันฉ่องน้อย             ไม้สอยซ้นงางามเกลี้ยง

ฉากบังจัดคั้งไว้ข้างเตียง                      อัฒจันทร์ตั้งเรียงในห้องน้อย

ห้องแคบอุตส่าห์แอบไม่แออัด            รู้จักจัดเครื่องเรือนไว้ใช้สอย

ทั้งกระโถนขันน้ำแลจอกลอย              ดูน้อยน้อยงามรับกับรูปคน

พระอัจริยภาพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าทางด้านศิลปะ จัดเป็นมรดกอันล้ำค่าที่พระองค์ทรงพระราชทานให้กับบ้านเมือง เป็นศิลปวัฒนธรรมอันมีคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้ที่ถ่ายทอดสืบมาสู่ลูกหลานปัจจุบัน

ด้านดนตรี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านดนตรีไม่น้อยไปกว่าด้านละครและฟ้อนรำ เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซึ่งซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า “ซอสายฟ้าฟาด” และเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ “เพลงบุหลันลอยเลื่อน” หรือ “บุหลัน (เลื่อน) ลอยฟ้า” แต่ต่อมามักจะเรียกว่า “เพลงทรงพระสุบิน” ทรงอนุญาตให้นำออกเผยแพร่ได้ เพลงนี้จึงเป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันกว้างขวางมาจนทุกวันนี้

เสด็จสวรรคต

พระบาทสมเด้จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต เมื่อวันพุธ เดือน 8 แรม 11 คํ่า ปีวอก ตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 ขณะนั้นทรงพระชนมายุ 58 พรรษา ทรงเสวยราชย์สมบัติ 16 ปี ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 73 พระองค์

เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแล้วเจ้าอนุวงศ์หมดความเกรงกลัว เริ่มแข็งเมืองและเป็นกบฎขึ้นในรัชกาลพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๒

เป็นรูปครุฑยุดนาค เป็นพระราช สัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า “ฉิม” อันหมายถึงพญาครุฑในวรรณคดีไทย ซึ่งอยู่ที่วิมานชื่อ ฉิมพลี

สรุป

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านวรรณคดีและศิลปะหลายๆประเภทอย่างแท้จริง บทละครต่างๆที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นได้ตกเป็นมรดกตกทอดสู่คนรุ่นหลัง เป็นมรดกตกทอดที่แสดงให้เห็นถึงความมีอารยะธรรมของไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์

พระผู้ทรงพระปรีชาญาณด้านวรรณคดี รัชกาลที่ 2

พระผู้ทรงพระปรีชาญาณด้านวรรณคดี รัชกาลที่ 2

อ้างอิง:

  1. คุณหญิงบุษยา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา บรรณาธิการ “หนังสือชุดพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 2”  ผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายโดย บริษัท ไดเร็ค มีเดีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด
  2. ลำจุล ฮวบเจริญ “กรุงรัตนโกสินทร์ เกร็ดพงศาวดาร” สำนักพิมพ์ “The Knowledge Centre” 2550
  3. วิกิพีเดีย สารานุกรม
  4. http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-2 pr-600-400-king-13 pr-600-400-king-9 pr-600-400-king-7

เรียนภาษาอังกฤษ

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

UA-28221961-1