วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร

Saturday, April 16, 2011
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

วัดราชโอรสารามราชวรวหาร (วัดราชโอรส) 

 

วัดราชโอรส ตั้งอยู่ฝั่งธนบุรีติดคลองด่าน

วัดราชโอรสาราม หรือ วัดราชโอรส เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร จัดเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชวงศ์จักรี ตั้งอยู่ริมคลองสนามไชย ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) และติดคลองบางหว้า ทางด้านทิศเหนือของวัด ตั้งอยู่เลขที่ ๒๕๘ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นวัดประจำรัชกาลแห่งเดียวที่ตั้งอยู่นอกกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมเรียกว่า “วัดจอมทอง” หรือ “วัดเจ้าทอง” หรือ “วัดกองทอง” เป็นวัดโบราณที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ก่อนสร้างกรุงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์

คลองด่าน นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือมาชมวัดได้

กล่าวกันว่ามูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนาวัดราชโอรสนั้น คงเนื่องจากบริเวณใกล้เคียงที่ตั้งของวัดราชโอรสเป็นนิวาสสถานของพระประยูรญาติข้างฝ่ายพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับท่านเจ้าอาวาสในสมัยเล่ากันว่าเป็นพระเถระที่มีความชำนาญทางวิปัสสนาอีกทั้งยังชำนาญในการพยากรณ์ยามสามตาและเชื่อว่าคงจะคุ้นเคยกับรัชกาลที่ ๓ เป็นอย่างดี

ในสมัยราชกาลที่ ๓ เดือน ๑๑ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๖๓ มีข่าวว่าพม่าตระเตรียมกำลังจะยกเข้ามาตีประเทศสยาม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓) ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลหมื่นหนึ่งไปขัดตาทัพพม่าทางเจดีย์ ๓ องค์ ณ ตำบลปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี พระองค์ทรงยาตราทัพออกจากกรุงเทพฯโดยทางเรือเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๒๐ ค่ำ ปีมะโรง วันแรกเมื่อเสด็จถึงวัดจอมทองซึ่งเป็นวัดโบราณ ได้เสด็จประทับแรมที่หน้าวัดนี้ และทรงทำพิธีเบิกโขลนทวาร ตามลักษณะพิชัยสงคราม ทรงอธิษฐานให้การไปราชการสงครามครั้งนี้ประสบความสำเร็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ  แต่พม่าไม่ได้ยกทัพมาตามที่เล่าลือกัน จนกระทั่งย่างเข้าสู่ปีมะเส็ง ปี พ.ศ.๒๓๖๔ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพม่าจะยกทัพมา พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์จึงทรงเลิกทัพเสด็จกลับพระนครแล้ว ต่อมาทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ทั้งวัด ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด ๑๑ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๖๔ – ๒๓๗๔ และถวายเป็นพระอารามหลวงและพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดราชโอรส” ซึ่งหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

ศิลปกรรมจีนผสมผสานไทย

อาคารศาลาการเปรียญ

หอระฆัง

ระหว่างการก่อสร้างนั้น พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้เสด็จมาคุมงานและตรวจตราการก่อสร้างด้วยพระองค์เองอย่างสม่ำเสมอ ภายในวัดมีต้นพิกุลใหญ่คงจะแผ่กิ่งก้านสาขา ทำให้ร่มเย็นดี เมื่อคราที่พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้เสด็จมาคุมงานการก่อสร้าง คงอาจทรงโปรดประทับใต้ต้นพิกุลเพราะความร่มเย็นสบาย ถึงกับมีเรื่องเล่ากันต่อมาว่าพระองค์ทรงเคยปรารภกับข้าราชบริพารที่เฝ้าเสด็จว่า “ถ้าข้าตาย ข้าจะมาอยู่ที่ต้นพิกุลนี้”  

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงสถาปนาวัดนี้ ในขณะที่ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอก็ตาม แต่เนื่องจากทรงเห็นว่าการสถาปนานี้เป็นการส่วนพระองค์ จึงทรงพระราชดำริเปลี่ยนแปลงแบบอย่างศิลปกรรมตามพระราชหฤทัย และช่วงระยะเวลานั้นได้ทำการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนและทรงนิยมศิลปแบบจีน ดังนั้น วัดราชโอรสจึงตกแต่งด้วยศิลปะจีนเป็นส่วนมาก แต่ก็ผสมผสานศิลปแบบไทยอย่างกลมกลืนอยู่ส่วนหนึ่ง เช่น โบสถ์ วิหาร ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่หลังคาโบสถ์เป็นกระเบื้องเคลือบแบบไทย กุฏิพระสงฆ์เป็นอาคารตึกแทนเรือนไม้แบบของเดิมการประดับตกแต่งต่างๆ เป็นแบบจีนผสมไทย เช่น บานประตูหน้าต่างพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดับด้วยเสี้ยวกางแทนลายเทพนม หรือลายไทยแบบของเดิม หน้าบันพระอุโบสถ และพระวิหารประดับพระเบื้องเคลือบสี จึงนับเป็นครั้งแรกที่มีการประยุกต์ศิลปกรรมได้อย่างประณีต เหมาะสม ยิ่งอย่างหาที่ติมิได้ เป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนสถานได้อย่างสง่า และงดงาม

หน้าบันตกแต่งเป็นศิลปจีน รูปมงคลต่างๆ

ศิลปกรรมในวัดราชโอรส

ศิลปกรรมทุกชิ้นในวัดล้วนสร้างขึ้นด้วยฝีมือประณีตวิจิตรบรรจงจริงๆ ความงดงามในศิลปกรรมของวัดราชโอรสเป็นที่เลื่องลือมาก ถึงกลับมีชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาชมมิได้ขาด ความแปลกและความงดงามของศิลปกรรมในวัดราชโอรสนี้เห็นได้จากมีผู้กล่าวชมที่ปรากฏเป็นหลักฐานต่างๆดังนี้

สุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปลายรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเดินทางผ่านและเห็นความงดงามของวัดราชโอรส จึงได้รำพรรณไว้น่าฟังมากในนิราศเมืองเพชรว่า

“ถึงบางหว้าอารามนามจอมทอง ดูเรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม สาธุสะพระองค์มาทรงสร้าง เป็นเยี่ยงอย่างไว้ในภาษาสยาม ในพระโกศโปรดปรานประทานนาม โอรสราชอารามนามเจริญ มีเขื่อนรอบขอบคูดูพิลึก กุฏิตึกเก๋งกุฏิสุดสรรเสริญ ที่ริมน้ำทำศาลาไว้น่าเพลิน จนเรือเดินมาถึงทางบางขุนเทียน”

เกี่ยวกับศิลปกรรมในวัดราชโอรสนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยมีลายพระหัตถ์ทูลสมเด็จฯกรมพระยานรศรานุวัตติวงศ์ว่า “หม่อมฉันเคยเห็นกลอนหรือโคลงที่พระยาไชยวิชิต (เผือก) แต่งเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จารึกศิลาไว้ในโบสถ์วัดหน้าพระเมรุ มีความแห่งหนึ่งกล่าวถึง “ทรงสร้างวัดราชโอรส ชมพระปัญญาว่า ช่างแก้ไขยักเยื้องมิให้มีช่อฟ้าใบระกาอันเป็นของหักพังง่าย ไม่ถาวร ก็วัดราชโอรสนั้นสร้างแต่รัชกาลที่ ๒ ความที่พระยาไชยวิชิตกล่าวถึงนั้น ส่อว่าเป็นวัดแรกคิดสร้างออกนอกแบบอย่างวัดที่สร้างกันเป็นสามัญ จะเรียกต่อไปในจดหมายนี้ว่า “วัดนอกอย่าง” พิจารณาดูวัดราชโอรสเห็นได้ว่าวัดนอกอย่างนั้นไม่ใช่เอาแต่ช่อฟ้าใบระกาออกเท่านั้น ถึงสิ่งอื่นเช่นลวดลายและรูปภาพเป็นต้น ก็แผลงไปเป็นอย่างอื่นหมด คงไว้แต่สิ่งอันเป็นหลักของวัดอันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น โบสถ์ วิหาร เป็นต้น นอกจากทรงสร้างตามพระราชหฤทัย ไม่เกรงใครจะติเตียน แต่ตั้งพระราชหฤทัย ประจงให้งามอย่างแปลก มิใช่สร้างพอเป็นกิริยาบุญ…….”

นายจอห์น ครอฟอร์ด ราชทูตจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศสยาม ในรัชกาลที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๓๖๕ ได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุรายวันของเขาเองว่า “…..หลังคาโบสถ์ดูแปลก แต่ใช่ว่าไม่งาม เพราะใช้กระเบื้องเคลือบน้ำยาสีเขียว ส่วนบริเวณรอบๆโบสถ์เป็นสวนปลูกไม้ประดับและไม้ผล กุฏิพระแบบใหม่ เพราะแทนที่จะเป็นเครื่องไม้ กุฏิในวัดนี้ก่อเป็นตึกหมด ใช้อิฐฉาบปูน ทำให้รู้สึกเหมือนบ้านเรือนน้อยๆในอังกฤษ….”
   
โบราณสถานและวัตถุสำคัญ

พระอุโบสถ มีสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมผสมผสานระหว่างไทย และจีน หลังคาเป็นแบบจีนแต่มุงกระเบื้องสีแบบไทย ไม่มีช่อฟ้าใบระกา นับเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างโบสถ์ที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ สวยงาม ตอนบนเป็นเครื่องบูชา มีแจกันดอกเบญจมาศประดับ มีรูปสัตว์มงคล คือ มังกร หงส์ และนกยูง มีกระเช้าผลไม้มงคล ทับทิม น้ำเต้า ส้ม ตอนล่างเป็นภาพทิวทัศน์มีรูปบ้าน ภูเขา ลำธาร สัตว์ต่างๆ ต้นไม้ ตามขอบหลังคาประดับกระเบื้องสี และถ้วยชามโดยรอบ

พระประธานในพระอุโบสถ

ตุ๊กตาเซรามิกหน้าพระอุโบสถ

บานประตูประดับมุกรูปมังกร แห่งเดียวในสยาม

บริเวณหน้ามุขมีตุ๊กตาจีนรูปคนขนาดใหญ่กว่าคนจริงเล็กน้อยเป็นกระเบื้องเคลือบทั้งหมด ๕ ตัว (เดิมมี ๖ ตัว)ประตูพระอุโบสถมี ๔ ประตู ตัวบานเป็นไม้ด้านนอกลงรักประดับมุกลายมังกรดั้นเมฆ ล้อมกรอบด้วยลายดอกเบญจมาศสลับอาวุธจีน ฝีมือละเอียดและงดงามมาก นับเป็นงานศิลปะที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนบานประตูประดับมุกลายมังกรถือว่ามีเพียงวัดนี้เพียงแห่งเดียวในประเทศสยาม ด้านในเขียนเป็นรูปทวารบาลยืนเฝ้ารักษาพระอุโบสถ ผนังพระอุโบสถทั้ง ๔ ด้านเป็นภาพเขียนเป็นรูปเครื่องบูชาแบบจีนแบ่งเป็นช่องๆ แต่ละช่องเป็นรูปไม่ซ้ำกัน

ภายในพระอุโบสถยังมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ ๓ เป็นภาพสีน้ำมันเต็มพระองค์ประดิษฐานอยู่ด้วย

พระบรมสาทิศลักษณ์รัชกาลที่ ๓

พระประธานในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชทานพระว่า “พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ ๓.๑๐ เมตร สูงประมาณ ๔.๕๐ เมตร เป็นพระพุทธรูปเดี่ยว ประดิษฐานภายใต้นภดลมหาเศวตฉัตร (พระมหาเศวตฉัตร ๙ ชั้น) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๐๔ ไม่มีพระพุทธรูปอื่นหรือพระสาวกประดิษฐานอยู่ด้วย หล่อด้วยโลหะมีลักษณะสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้ฐานชุกชีบริเวณผ้าทิพย์มีช่องซึ่งบรรจุพระบรมราชสริรางคารของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ภายใน และมีตราโลหะปิดทองเครื่องหมายรูปประสาทปิดไว้

พระประธาน "พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร" ในพระอุโบสถ

ศาลาการเปรียญ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปั้นปางประทับนั่ง อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทาน พระธรรมเทศนา ถือตาลปัตร มีพระนามว่า “พระพุทธชัยสิทธิธรรมนาท” ประทับนั่งแบบขัดสมาธิราบ ต่างจากพุทธลักษณะ “พระชัยสิทธิ” พระพุทธรูปประจำของแต่ละรัชกาลตรงที่พระชัยวัฒน์ประทับนั่งแบบขัดสมาธิเพชร นอกจากนั้นภายในศาลาการเปรียญยังมี พระพุทธบาทจำลอง ประดิษฐานอยู่ด้วย ตัวอาคารฯที่มีลักษณะของสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมผสม ระหว่างไทยและจีน เช่นเดียวกัน หลังคาเป็นแบบจีน ลด ๒ ชั้น แต่มุงกระเบื้องแบบไทย บนหลังคาประดับรูปถะ ระหว่างมังกรกระเบื้องเคลือบสีอย่างศาลเจ้าจีน ผนังด้านนอกตอนบนเขียนรูปผลไม้ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล (ฮก ลก ซิ่ว) เช่น ส้มมือ หมายถึง การมีวาสนาสูง ทับทิม หมายถึง ความมั่นคงอุดมสมบูรณ์ และผลท้อ หมายถึง การมีอายุยืน

พระพุทธรูปสององค์ในศาลาการเปรียญ

 
 

พระพุทธรูปปางประธานธรรม พระหัตถ์ขวาถือตาลปัตร

พระพุทธบาทจำลอง

พระวิหารพระพุทธไสยาสน์

เป็นพระวิหารขนาดใหญ่ ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ปูนปั้นสัดส่วนงดงามมาก มีขนาดยาว ๒๐ เมตร สูง ๖ เมตร ใต้ฝ่าบาทประดับมุกเป็นรูปลวดลายต่างๆเหมือนหรือคล้ายพระพุทธไสยยาสน์วัดโพธิ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายพระนามพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ว่า “พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรมสมเด็จสรรเพชญ์พุทธบพิตร” ที่บานประตู และบานหน้าต่างด้านนอกประดับด้วยลายปูนปั้นที่เรียกว่า กระแหนะ เป็นรูปเลี้ยวกางแบบไทย ยืนอยู่บนประแจจีน ประดับด้วยแจกันดอกเบญจมาศและพานผลไม้ เช่น ทับทิม ส้มมือ ลิ้นจี่ มังคุด และน้อยหน่า เป็นต้น เพดานพระวิหารเขียนลายดอกเบญจมาศ นก และผีเสื้อ สีสวยงาม และหน้าบันประดับด้วยกระเบื้องสีเป็นลายดอกเบญจมาศและรูปสัตว์มงคลของจีน เช่นเดียวกับหน้าบันพระอุโบสถ

พระพุทธไสยาสน์ในพระวิหาร

 
 

ใต้ฝ่าพระบาทประดับมุขเป็นภาพมงคล

ภาพเขียนรูปนกยูงคู่บนประตูพระวิหาร

พระแท่นที่ประทับใต้ต้นพิกุล

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นหมื่นเจษฎาบดินทร์ เมื่อทรงเสด็จมาทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้าง ได้ประทับที่พระแท่นใต้ต้นพิกุลใหญ่ที่อยู่ตรงด้านหน้าทางด้านซ้ายของพระอุโบสถ และเล่ากันว่าเคยรับสั่งไว้ว่า “ถ้าข้าตาย ข้าจะมาอยู่ที่ต้นพิกุลนี้” อาจจะเป็นเพราะพระราชดำรัสนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จมาพระอารามนี้ จะมาทรงถวายสักการะที่พระแท่นนี้เสมอจนกลายเป็นประเพณี และเวลาเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระราชกฐินหรือเจ้านายเสด็จในการทอดกฐินพระราชทาน เจ้าหน้าที่จะตั้งเครื่องมุกไว้ทรงสักการะ ณ ต้นพิกุลนี้ทุกครั้ง สำหรับต้นพิกุลเดิมนั้นก็ถึงเวลาผุหักและตายไป แต่ทางวัดก็ได้นำเมล็ดของต้นเดิมไปเพาะไว้จนกระทั่งแข็งแรงดีแล้ว ก็นำมาปลูกไว้แทนที่ดังเดิม

อ้างอิง:

1.หนังสือ “วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร” คำนำโดย “พระธรรมกิตติวงศ์” เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม ๒๖ มกราคม ๒๕๔๙

2.หนังสือ “พิธีสมโภชพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ พระระเบียง วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร” ๓๐ มีนาคม – ๓ เมษายน ๒๕๕๓

3.หนังสือ “เส้นทางบุญ ๙ วัด ๙ รัชกาล”, รวบเรียงและถ่ายภาพโดย วัลลภ คล่องพิทยาพงษ์, จัดพิมพ์โดย ส เจริญ การพิมพ์, 2551.

4. http://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watpho.php

5. http://www.panyathai.or.th

Tags: , ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-11 photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-9 dsc01365

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1