เศรษฐกิจไทยกับกบในหม้อน้ำร้อน

Friday, September 22, 2017
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

เศรษฐกิจไทยกับกบในหม้อน้ำร้อน

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์

เมื่อประมาณต้นปี 2560 ผมเริ่มได้ยินหลายๆคนเริ่มพูดถึงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะมีลักษณะเหมือนกบในหม้อน้ำร้อนมากขึ้น ความหมายของเศรษฐกิจเมื่อเปรียบกับกบในหม้อน้ำร้อนนั้นหมายความว่าระบบเศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างช้าๆและอาจส่งผลรุนแรงเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เสมือนกบที่อยู่ในหม้อน้ำร้อนที่ค่อยๆร้อนขึ้นโดยที่มันไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวจนกระทั่งเมื่อความร้อนถึงจุดหนึ่งมันก็ตาย

ความจริงที่หลายๆคนพยายามตั้งคำถามเช่นนี้นั้นอาจเป็นเพราะเกรงว่าเศรษฐกิจอาจจะเกิดวิกฤติคล้ายๆวิกฤต ”ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดในปี 2540 ถ้าคิดเช่นนั้นผมขอยืนยันว่าสถานการณ์ด้านการเงินในช่วงปี 2540 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในปี 2560 นั้นเป็นคนละเรื่องเลยครับ เพราะในปี 2540 นั้น ประเทศไทยเรามีเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำมาก ไมพอชำระค่าสินค้านำเข้าเป็นเวลา 3 เดือน (สมัยก่อนเขานิยมเปรียบเทียบกันแบบนั้นนะครับ) นอกจากเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำแล้วไทยยังขาดดุลการค้า ขาดดุลการชำระเงิน ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดก็ไม่มีความเสถียรมากพอ ประเทศมีหนี้ระยะสั้นเป็นจำนวนประมาณ 70-80% ของหนี้ทั้งระบบ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ภาคเอกชนซึ่งเวลานั้นสามารถกู้เงินตราต่างประเทศง่ายมากผ่านระบบ BIBF อีกทั้งพฤติกรรมการกูเงินหลักไม่ได้นำมาลงทุนระยะยาว แต่เป็นการเก็งกำไรมากกว่า โดยบางรายกู้เงินเข้ามาแล้วฝากในสถาบันการเงินในอัตรา 12-14% (อัตราดอกเบี้ยในช่วงเวลานั้น) ขณะที่กู้มาเสียดอกเบี้ยในอัตราประมาณ 4% ทำให้สามารถทำกำไรได้ถึงประมาณ 8-10% ซึ่งถ้านำมาทำธุรกิจบ่อยครั้งไม่สามารถทำกำไรได้ในระดับนั้น นอกจากนั้นนักอสังหาริมทรัพย์ยังกู้มาเพื่อเก็งกำไรที่ดิน หรือบางกลุ่มกู้มาเพื่อซื้อหลักทรัพย์ โดยทุกๆคนไม่ห่วงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพราะเวลานั้นเราใช้อัตราแลกปลี่ยนคงที่โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงิน 25-26 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐ ครั้นเมื่อเราถูกโจมตีค่าเงินบาทจึงก่อให้เกิดวิกฤตการเงินล่มสลายถูกบังคับให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ผลก็คืออัตราแลกเปลี่ยนขยับขึ้นสูงสุดประมาณ 57 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ ผลก็คือเจ้าหนี้ต่างชาติเร่งขอคืนเงินกู้ ธนาคารเองก็สั่งให้ลูกค้าแปลงหนี้จากเงินเหรียญเป็นเงินบาท ส่งผลให้หนี้เพิ่มเป็น 2 เท่าทันที ยิ่งเมื่อรัฐบาลสั่งปิดสถาบันการเงินถึง 58 แห่ง ทำให้ธุรกิจต่างๆล้มละลายทันทีหรือเกือบทันที แรงงานต่างๆตกงานจำนวนมาก ยิ่งมาถูก IMF บีบให้แก้ปัญหาด้วยวิธีรัดเข็มขัด ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการที่เข้มเกินไป ทำให้ทั้งประเทศเกิดความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ผมบอกเพื่อนๆว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในฐานะยากจนมาก ช่วงเวลาวิกฤตนั้นถ้ารัฐบาลและธนาคารร่วมกันวิเคราะห์และหาทางแก้ปัญหา เช่น ธนาคารไม่บังคับให้ลูกค้าแปลงหนี้จากเงินเหรียญเป็นเงินบาท เหตุการณ์ก็จะทยอยแก้ปัญหาของมันเองเพราะหลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งปี อัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญลดลงเหลือประมาณ 37 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ และถ้ารัฐบาลไม่รีบปิดสถาบันการเงิน ปิดเฉพาะพวกมีปัญหาจริงๆ บริษัทจำนวนมากก็ไม่ต้องปิดตัวลงเพราะขาดเงินทุนหมุนเวียน ทั้งหมดอาจเกิดขึ้นจากประสบการณ์ ความขาดสติในการแก้ปัญหา ทำให้เหตุการณ์ลุกลามต่อมาอีก 7-8 ปี สถานการณ์จึงค่อยๆกลับเข้าสู่ปกติ

ส่วนในปี 2560 นั้นสถานการณ์ทางการเงินของประเทศแตกต่างจากปี 2540 อย่างมากมาย ประเทศมีเงินสำรองสูงถึงเกือบ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับยอดการนำสินค้าเข้าแล้วเท่ากับประมาณกว่า 10 เดือน ประเทศนอกจากมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงแล้วยังได้เปรียบดุลการค้าค่อนข้างสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดก็อยู่ในเกณฑ์ดี หรือแม้กระทั่งดุลชำระเงินก็ได้เปรียบ อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำจนเกรงว่าเศรษฐกิจอาจเกิดภาวะถดถอย อัตราแลกเปลี่ยนแม้ว่าจะผันผวนก็อยู่ในระดับ 33-35 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ สถานะเงินกู้ก็ดีมาก เงินกู้ระยะสั้นต่ำมาก ถ้าคิดเงินสำรองระหว่างประเทศกับหนี้สินทั้งระบบแล้ว ไทยยังมีเงินสำรองที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆประมาณ 30,000-40,000 ล้านเหรียญ ในช่วงนี้ผมมักจะยืนยันกับพรรคพวกว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะคนร่ำรวย โอกาสที่จะเกิดวิกฤตทางการเงินเช่นเมื่อปี 2540 แทบมองไม่เห็น และโดยส่วนตัวก็ไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะเกิดวิกฤตทางการเงินอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตามเมื่อได้พิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างรอบครอบแล้ว จะเห็นว่าแม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรงด้วยการใช้เงินนอกงบประมาณกว่า 800,000-900,000 ล้านบาทอัดฉีดเข้าไปในระบบ ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยก็ไม่กระเตื้องขึ้น เศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นฐานราก กลุ่มคนจนชาวนา แรงงาน ซึ่งค่อยๆขาดกำลังซื้อ ในขณะที่เงินอัดฉีดภาครัฐไม่สามารถลงถึงกลุ่มฐานราก อาจมีบ้างแต่จำนวนน้อยเกินไป ทำให้อัตราการหมุนเวียนต่ำมาก ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ กับเศรษฐกิจอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นกลาง สูง เงินที่รัฐบาลอัดฉีดลงไปก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเพราะการช่วยเหลือหลายๆอย่างเป็นลักษณะการ Refinance มากกว่าจะนำไปลงทุน ทำให้ไม่เกิดผลิตภาพแต่อย่างใด ไม่เกิดการหมุนเวียนหรือเกิดบ้างแต่น้อยมาก ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้ดีพอ

ต้องขอบอกว่าการที่รัฐบาลไม่ได้อัดฉีดเงินลงสู่ระดับฐานรากเป็นเพราะรัฐบาลพลเอกประยุทธ กลัวคำครหาเกี่ยวกับประชานิยมมากเกินไป ทำให้ช่วงแรกๆของแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่ลงสู่ฐานรากอย่างแท้จริง แต่ก็ค่อยๆผ่อนปรนในช่วงหลังโดยการประดิษฐ์ถ้อยคำใหม่หรือแจงรายละเอียดมากขึ้น เช่น การตั้งราคารับซื้อข้าวบวกค่าโกดังสินค้าบวกฯลฯ หรือ การให้สินเชื่อชะลอการขาย เป็นต้น

ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ข้างต้น เราจะเห็นเศรษฐกิจไทยเริ่มแบ่งเป็นสองส่วนค่อนข้างชัดเจน คือส่วนแรกเป็นเศรษฐกิจระดับคนชั้นกลาง สูง ผลการดำเนินการจากรายงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปรากฏว่าในครึ่งปีแรกบริษัทในตลาดมีกำไรเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจระดับบนดีซึ่งสอดคล้องกับผลการประกาศของสถาบันต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารชาติ โดยประเมินอัตราการเจริญเติบโตของ GDP ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3-3.5% ในช่วงครึ่งปีแรก

ส่วนที่สองเป็นส่วนเศรษฐกิจของประชาชนระดับฐานราก ถ้าหันไปดูกำลังซื้อภาคประชาชนระดับฐานรากแล้วจะเห็นว่ามีปัญหาค่อนข้างมาก ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรขาดกำลังซื้ออย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้านค้าขนาดเล็กกลางล่างต่างมียอดขายถดถอย ไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข NPL ที่ธนาคารต่างๆประกาศออกมาเป็นระยะๆว่ามีอัตราเพิ่มสูงขึ้นและอาจขึ้นสูงสุดในไตรมาส 3 หรือปลายปี 60 สำหรับส่วนตัวแล้วต้องบอกว่าไม่มีผลงานวิจัยมาสนับสนุน แต่ประเมินเศรษฐกิจฐานรากจาการพูดคุยและสอบถามจากผู้ค้าขายในจำนวนระดับหนึ่งพอให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าเศรษฐกิจระดับฐานรากมีแนวโน้มเป็นอย่างที่คิด คือ กำลังซื้อชะลอตัวลง นอกจากนั้นอาจอาศัยดัชนีชี้วัดจากผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่กระทรวงการคลังรายงานว่าต่ำกว่าเป้าหมาย พร้อมทั้งดัชนีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ NPL ของบริษัทระดับกลาง กลางสูงเริ่มมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าช่วงการขาดกำลังซื้อของประชาชนในระดับฐานรากเริ่มขยายขอบเขตเพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง แม้แต่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 3-4 แห่ง ไม่สามารถชำระคือเงินกู้พันธบัตรได้ และมีแนวโน้มขยายตัวออกไปอีก

ถ้าหากการขาดกำลังซื้อของคนระดับฐานรากเริ่มขยายตัวจากล่าง-กลางล่าง ไปสู่ระดับกลาง-กลางบนแล้ว น่าจะส่งผลให้การดำเนินการของบริษัทขนาดกลาง-กลางใหญ่เริ่มมีปัญหา ในที่สุดอาจไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ ถ้าหากสมมุติฐานนี้เกิดขึ้นจริงย่อมจะสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการเงินของไทยอีกครั้งหนึ่งได้ เป็นการเกิดวิกฤตจากการขาดกำลังซื้อจริงๆ

สถานการณ์ที่เล่ามาฟังแล้วดูเหมือนน่ากลัว แต่คงไม่ต้องเป็นห่วงมากนักด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ ประการแรกเพราะอย่างที่เรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่า ฐานะการเงินของประเทศไทยอยู่ในระดับคนรวย ถ้าเรารู้จักนำเงินสำรองมาใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจก็จะสามารถฟื้นกลับคืนได้อย่างรวดเร็ว อาจคิดทำนองคล้ายๆกับการอัดฉีดเงิน QE ของสหรัฐเข้าสู่ระบบ แต่ไม่เหมือนกันนะครับ ปัญหาของเราคงไม่ใช้เงินมาก ไม่น่าจะเกิน 40,000 ล้านเหรียญหรือประมาณ กว่าหนึ่งล้านบาท นี่คิดเป็นเพียง 10% ของเงินสำรองไทยที่ไม่มีข้อผูกพัน 40,000 ล้านเหรียญดังที่ประเมินให้ฟังตั้งแต่แรกครับ ประการที่สองรัฐบาลพลเอกประยุทธด่าเรื่องประชานิยมมากจนเกินขอบเขตโดยขาดความรู้ว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น นโยบายประชานิยมเขามีวัตถุประสงค์การใช้อย่างไร เมื่อไร กลับด่าหาว่าประชานิยมทำให้ประเทศและเพิ่มหนี้ให้กับประชาชน จริงอยู่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจบางอย่างที่ถูกเรียกว่าประชานิยมใช้อาจไม่ถูกกับห้วงเวลาและจังหวะ เป็นนโยบายที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อเอาใจประชาชนมากเกิน ทำให้ไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทำนองเดียวกันกับรัฐบาลของท่านประยุทธเองหลายๆนโยบายไม่ส่งผลเชิงเศรษฐกิจเพราะเงินทีกระตุ้นอาจน้อยเกินไปหรืออาจกระตุ้นไม่ถูกที่คัน เพราะฉะนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจคล้ายๆกับกบในหม้อน้ำร้อนคือ เร่งอัดฉีดเงินลงสู่ระดับฐานราก จะทำให้อัตราการหมุนของเงินเร็วขึ้น ระยะเวลาหมุนนานขึ้นและที่แน่ๆคือจะช่วยเพิ่ม multiplication factor อีกด้วย

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันหลายคนอาจรู้สึกคล้ายๆกับกบในหม้อน้ำร้อน แต่สำหรับผมเองแล้วขอบอกว่าเราน่าจะแก้ปัญหาได้ก่อนที่กบจะร้อนตายครับ

พลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเสรษฐกิจไทย

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01363 pr-600-400-king-13 photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-9

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1