ดัชนีเศรษฐกิจเดือนมกราคม 2559

Sunday, March 20, 2016
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ดัชนีเศรษฐกิจเดือนมกราคม 2559

สำราญ ภูอนันตานนท์

Pierre Nanterme; CEO Accenture บอกกว่าครึ่งของบริษัทที่เคยติดอันดับ Fortune 500 ต้องหลุดหายไปเพราะไม่สามารถปรับตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอล

Smart Bra vs Smart Polo

ผลการเก็บภาษีเดือนมกราคม 2559

ผลการเก็บภาษีในเดือนมกราคม 2559 ปรากฏว่ากรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีก่อนหักคืนได้สูงกว่าปีก่อน 1.16% แต่เมื่อหักส่วนคืนแล้วสูงกว่าปีก่อนประมาณ 0.34% ทั้งนี้เพราะสามารถเก็บเพิ่มได้ทั้งจากภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล

สำหรับภาษีที่แสดงถึงกำลังซื้อภาคประชาชนนั้น ปรากฏว่าในเดือนมกราคม 2559 นั้น รัฐเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง -2.05% และเมื่อหักคืนภาษีส่วนหนึ่งแล้วการเก็บลดลงประมาณ -4.98%

ผลการค้าระหว่างประเทศ

การค้าเป็นเงินบาทนั้นปรากฏว่า การส่งออกไม่มีอัตราการขยายตัว แต่เนื่องจากการนำเข้ายังมีอัตราลดลง ทำให้ไทยยังมีดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็นเงินบาทประมาณ 2,000 ล้าน แต่เมื่อพิจารณาการค้าเป็นเงินเหรียญสหรัฐแล้วประกฎว่าผลการส่งออกลดลงในอัตราสูงถึง -8.91% อย่างไรก็ตามประเทศยังได้เปรียบดุลการค้าประมาณ 230 ล้านเหรียญ

อัตราเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อในเดือนมกราคม 2559 ยังมีค่าดัชนีรวมติดลบเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน โดยมีราคาอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าอื่นๆที่ไม่ใช่อาหารยังลดลง

การวิเคราะห์

เมื่อเดือนที่แล้วได้มีการพูดถึงความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการอัดฉีดเงินลงไปเป็นจำนวนหลายแสนล้านในช่วงระยะ 6 เดือนทั้งในรูปเงินงบประมาณแผ่นดินประมาณกว่า 100,000 ล้าน ในรูปเงินกองทุนให้ธุรกิจ SMEs กู้ ประมาณ 150,000 ล้าน ตลอดจนการสนับสนุนให้ธนาคาร ธกส. ปล่อยเงินกู้ให้กับเกษตรกรอีกหลายหมื่นล้าน รวมทั้งมาตรการเชิงการตลาดอย่างแท้จริงที่ไม่มีการทำมาก่อนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อคือการออกมาตรการให้ถือว่าการใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 15,000 บาทต่อรายในระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคม 2558 นั้นเป็นเงินได้ที่สามารถนำไปหักภาษีได้ นอกจากนั้นรัฐบาลยังมีแนวคิดคล้ายๆกันโดยให้ซื้อสินค้ากลุ่ม OTOP ให้นำไปหักภาษีได้ (เป็นเพียงแนวคิดตามข่าวเท่านั้นนะครับ หวังว่าคงไม่ทำเพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายในวิธีการ)

ถ้าพิจารณาจากวงเงินที่รัฐจ่ายและสนับสนุนแล้วมีวงเงินสูงประมาณ 300,000 ล้าน ถ้าหากผลการใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ 100% (สมมุติ) จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2.5% หรือประมาณ 0.6-1.2% ในช่วง 6 เดือน แต่ปรากฏว่าผลการประเมินของกระทรวงการคลัง GDP ไทยในปี 2558 มีอัตราเจริญเติบโตเพียง 2.8% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ประกาศออกมาในไตรมาส 3 แสดงให้เห็นว่ามาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตแต่อย่างใด แม้ประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินจะมีเพียง 50% ก็น่าจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตบ้างหรือแสดงให้เห็นว่าปัจจัยอื่นๆที่เป็นปัจจัยหลักที่ใช้ในการคำนวณ GDP นั้นหดตัวลงมากเช่น การลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคประชาชน

เมื่อพิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อประกอบจะเห็นว่าการที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกันถึง 13 เดือนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะซบเทราหรือในสภาวะเงินฝืด (กรณีเงินฝืดนั้นนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านให้เหตุผลเป็นเพราะราคาพลังงานที่ลดลงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงจึงสามารถลดราคาขายลงมาได้ ก็ลองรับไว้พิจารณาก็แล้วกัน)

จากการพิจารณาตารางต่างๆจากการค้าระหว่างประเทศทำให้เกิดความกังวลว่า แม้ว่าการส่งออกลดลงการนำเข้าก็ยังมีแนวโน้มลดลงและมีอัตราลดลงที่สูงกว่าทำให้ไทยก็ยังได้ดุลการค้า แต่คาดว่าถ้าหากการปรับตัวในเรื่อความสามารถในการแข่งขันของไทยยังไม่สามารถทำได้รวดเร็วพอ ประเทศไทยจะเกิดปัญหาการส่งออกที่ลดลงและการนำเข้าจะเพิ่มสูงขึ้นและหรือการส่งออกเพิ่มขึ้นแต่การนำเข้าจะมีอัตราเพิ่มสูงกว่า ทำให้เราขาดดุลการค้าได้

ข้อเสนอแนะ

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในช่วงเวลาประมาณ 2530-2540 เกิดขึ้นจากการพึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก เป็นการย้ายฐานผลิตโดยอาศัยแรงงานราคาถูกและมีคุณภาพในระดับหนึ่งทำการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ขณะเดียวกันผู้นำภาครัฐและผู้นำภาคเอกชนก็ไม่ได้ส่งเสริมนโยบายเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีของโลกตลอดจนการขาดการส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการผลิตและบริการของไทยให้ก้าวทันโลก ทำนองเดียวกับขาดการส่งเสริมการสร้างและการพัฒนามูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมหลักที่เป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ นโยบายหลายๆอย่างขาดการพิจารณาอย่างเป็นบูรณาการทำให้ประเทศต้องสูญเสียดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลชำระเงินจนเกิดวิกฤตการเงินในปี 2540 ที่มีต้นเหตุจากประเทศไทย

วิกฤตทางเศรษฐกิจในรอบปี 2554-59 นี้มีลักษณะแตกต่างจากเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมาซึ่งเกิดจากอุตสาหกรรมหลักเริ่มขาดความสามารถในการแข่งขันและอุตสาหกรรมที่เป็นฐานผลิตของต่างชาติก็ย้ายออกไปยังประเทศอื่นๆรอบบ้านเรา อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นดาวรุ่งสำคัญก็มีแนวโน้มเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันไปสู่การใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

ถ้าหากเราไม่ตระหนักถึงความสามารถในการแข่งขันที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจในการพัฒนาตนเอง ไม่สนใจในการเรียนรู้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่สนใจในการสร้างและพยายามสร้างความเป็นเจ้าของเทคโนโลยีของตนเอง ไม่ตระหนักถึงการเผชิญกับปัญหา ประเทศที่ครั้งหนึ่งได้รับการยกย่องว่ามีอัตราการเจริญเติบโตดี ได้รับการยกย่องว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาตามติดกลุ่มประเทศ 4 เสือแห่งเอเซีย ก็จะต้องถูกเบียดออกจากเวทีการแข่งขันโลก

การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันนั้นควรมองเป็นระยะเวลาคือ ๑. ระยะสั้นและปานกลาง ๒. ระยะยาว หรือในมองอีกมุมหนึ่งคือ ๑. พัฒนาในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการที่เราได้เปรียบเชิงการแข่งขันอยู่แล้วก่อน (Comparative Advantage) ซึ่งส่วนนี้น่าจะใช้เวลาสั้นหรือไม่นานนัก และ ๒. พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นแนวโน้มอนาคต (Competitive Advantage) ซึ่งอาจใช้เวลาที่ยาวกว่ากลุ่มแรก

๑.     พัฒนาในกลุ่มเกษตร อุตสาหกรรมและบริการที่เราได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Comparative Advantage) เช่นการปรับโครงสร้างการผลิตกลุ่มสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความหลากหลายของสินค้าเกษตรกรรม กลุ่มสร้างมูลค่าเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมการบริการ การท่องเที่ยวและการบันเทิงที่อาศัยธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมโดยการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆและกลุ่มบริการทางการแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและการแพทย์แผนโบราณ ที่ไทยมีความสามารถเป็นทุน

๒.     พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นแนวโน้มอนาคต เช่นกลุ่มที่ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ (Competitive Advantage) ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และบุคคลากรรุ่นใหม่เป็นฐานให้มีศักยภาพในการคิดเชิงสร้างสรรค์ เชิงนวัตกรรม พัฒนางานวิจัยที่สามารถต่อยอดเชิงการค้า การบริการและการผลิต การพัฒนาโดยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้าด้วยกันเพื่อเกิดสิ่งประดิษฐใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ การพัฒนาความสามารถในการคิดเชื่อมโยงเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ากับอุตสาหกรรมหลักในปัจจุบัน การพัฒนานักธุรกิจรุ่นใหม่ๆที่มีแนวทางการการทำงานเป็นกลุ่มจากหลายๆสาขาวิชาในลักษณะเครือข่าย เช่น นักประดิษฐ์ นักการตลาด นักจัดการ นักการเงิน เป็นต้น

Device for measuring heart rate, blood oxygen and blood flow

กระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กิจกรรมที่เป็นทั้งภาคบริการและภาคการผลิตเกิดและมีแนวโน้มที่จะเกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ถูกเรียกทั่วๆไปว่า Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นการประยุกต์เทคโนโลยีหลายๆอย่างผสมผสานเข้าด้วยกันโดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตผสมผสานกับเทคโนโลยีด้านอิเลคทรอนิคส์ ด้านเมคาทรอนิกส์ ด้านเซ็นเซ่อเทคโนโลยี ด้านระบบการพิมพ์แบบ 3 มิติ ทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมหลักทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม นอกจากนั้นการประยุกต์เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเข้ากับงานภาคบริการต่างๆทำให้เพิ่มศักยภาพของงานบริการทั้งในด้านความเร็ว ทั้งในด้านขอบเขต จะเห็นว่าจำเป็นที่ประเทศเราต้องปรับตัวเองด้วยการเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆเพื่อประยุกต์เข้ากับภาคการผลิตและบริการหลักของเราตลอดจนวางยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาและการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ซึ่งจะเป็นช่องทางการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย จะช่วยสร้างโอกาสให้ประเทศไทยไม่ต้องถูกทิ้งให้ตามหลังประเทศอื่นๆมากมายหรือแม้แต่ประเทศรอบๆบ้านของเรา

Device makes you calm and energentic

สรุป

แม้ว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายการเงินการคลังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากมาย แต่ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นทั้งนี้เป็นเพราะการกระตุ้นนั้นยังไม่สามารถสร้างการหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นวิกฤตทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังส่งผลลบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งนี้จะเห็นจากดัชนีเศรษฐกิจต่างๆทั้งกำลังซื้อ การส่งออก อัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มทรงตัว

จากภาวะเศรษฐกิจนั้นประเมินว่าเป็นผลจากความสามารถในการแข่งขันของไทยถดถอยลง อุตสาหกรรมกลุ่มที่ใช้แรงงานเป็นหลักไม่สามารถแข่งขันได้ ราคากลุ่มสินค้าเกษตรตกต่ำ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีกลางๆส่วนใหญ่ก็เป็นของต่างชาติกำลังย้ายฐานไปยังประเทศที่ยังมีระดับการพัฒนาต่ำกว่าและมีค่าแรงงานต่ำกว่า ภาครัฐเองแม้จะรู้ดีว่าควรต้องพัฒนาการศึกษาแต่ก็ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทำให้ประเทศไม่สามารถปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมต่างๆได้ด้วยศักยภาพของตนเอง

บทเรียนราคาแพงสำหรับการบริหารจัดการองค์กร ถ้าไม่เรียนรู้การเปลี่ยนแปลง ไม่พัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงองค์กรให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี วันหนึ่งในไม่ช้าก็จักถูกกันออกจากเวทีการแข่งขัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือโนเกียซึ่งเคยเป็นบริษัทโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่เชื่อในกระแสของ Smart phone ซึ่งเป็นผลจากการประยุกต์เทคโนโลยีด้านต่างๆมาผสมผสานกัน ทำให้สามารถเข้าใจและเข้าถึงความต้องการด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ภายในไม่กี่ปี Nokia กลายเป็นองค์กรโทรศัพท์มือถือที่เกือบไม่มีความหมายในเวทีโลกอีกเลย

นอกจากโนเกียแล้วเรายังได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่เคยเป็นผู้นำด้านการตลาดต้องถูกเบียดออกจากเวทีการแข่งขันไป เช่น กล้องถ่ายรูปที่เคยใช้ฟิล์มถ่ายรูปถูกแทนที่ด้วยชิพหน่วยความจำจนฟิล์มถ่ายรูปต้องสูญไปจากตลาด หรือ เทปบันทึกเสียง ภาพ ถูกแทนที่ด้วยแผ่นซีดีและแผ่นวีซีดี และต่อมาถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์บันทึกเสียงเพลง I-pod

ดังนั้นถ้าหากผู้บริหารไม่มีวิสัยทัศน์ดีพอ ไม่เข้าใจถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีตลอดจนเข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนั้นๆแล้ว แม้ว่าจะเป็นผู้นำอยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าไม่สามารถปรับตัวเองได้แล้ว โอกาสที่จะถูเบียดตกจากเวทีการแข่งขันก็สูงมาก

บุคคลากรเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาจำเป็นต้องสร้างสังคมมนุษย์ให้เกิดศักยภาพเป็นทั้ง นักคิด นักทำ และ นักถ่ายทอด เพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

Robert J. Shiller; Nobel Lauretae of Yale University, เร่งเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับการปฏิรูปอุตสาหกรรมยุคใหม่

Tags: , ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-18 pr-600-400-king-11 photo-vr-resize-1000-handicraft-1

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1