ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 ตอนที่ 2

Friday, January 1, 2016
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เป็นรูปแบบ Cyber-Physical Systems  ตอนที่ 2

เขียนโดย มนู อรดีนรเชษฐ

เรื่องเกี่ยวกับ Internet of Things (IoT) เป็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีด้าน Internet  software  และ sensor technology  ผสมผสานเข้ากันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มหรือนวัตกรรมใหม่ให้กับอุตสาหกรรมหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อิเลคทรอนิกส์ อุตสาหกรรมด้านไบโอเทคและอุตสาหกรรมอีกหลายๆอย่างที่อาจประยุกต์ให้เกิดการเชื่อมโยงกับสุขภาพ เป็นต้น เชื่อว่าในปลายทศวรรษที่ 21 และต้นทศวรรษที่ 30 เราจะเห็น Internet technology เข้าไปเชื่อมโยงกับผลิตผลต่างๆจนแทบจะคาดไม่ถึง ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างปลายทศวรรษที่ 21 นี้ เราได้เห็นการเริ่มต้นศักราชของคอมพิวเตอร์ที่เริ่มมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้น และเชื่อว่าในทศวรรษที่ 30-40 นั้นเราคงมีโอกาศได้เห็นซอฟแวร์พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือหุ่นยนต์ที่อาจมีความรู้สึกหรือมีขีดความสามารถในการทำงานคู่ขนานไปกับมนุษย์ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า Artificial Intelligent (AI) ในฐานะของผู้ดูแลเว็บไซ้ท์ “creativevill.com” เห็นว่าบทความนี้ซึ่งเขียนโดยคุณมนู อรดีดลเชษฐ เป็นบทความที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงได้ขออนุญาตคุณมนูพร้อมๆกับนำภาพหลายๆภาพลงตีพิมพ์เพื่อเพิ่มสีสรรค์ในเว็บนี้ครับ

ทิศทางการพัฒนาซอฟแวร์ให้มีความสามารถในการทำงานคู่ขนานกับมันสมองของมนุษย์

บทความเขียนขึ้นโดยคุณมนู อรดีดลเชษฐเป็นตอนที่ 2 ครับ สำหรับประวัติคุณมนูท่านหาอ่านได้จากตอนที่หนึ่งนะครับ

คุณมนู อรดีดลเชษฐ เจ้าของบทความ

ตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงพัฒนาการเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet of Things (IoT) โดยมีใจความว่า IoT เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเชื่อมโยงทุกสิ่งที่มีกายภาพในโลกมนุษย์เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่นคน เครื่องจักร สินค้า และสิ่งของทางกายภาพอื่น ๆ   IoT เป็น “Data Point” หรือจุดที่เกิดของข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของและสภาพแวดล้อมที่สรรพสิ่งนั้นปรากฏอยู่เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ มีความฉลาดขึ้นในเชิงสร้างและใช้ข้อมูล    บัดนี้เราไม่เพียงสามารถสื่อสารกันระหว่างคนด้วยกัน แต่ยังสื่อสารได้กับเครื่องจักรและสิ่งของอื่น ๆ ได้  เรายังสามารถรับรู้ถึงสถานภาพของสรรพสิ่งเหล่านี้ได้ (Sense) หรือปฏิสัมพันธ์กับมันได้ (Interact)  ความสามารถนี้นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินธุรกิจที่มีผลต่อการแข่งขันและการสร้างคุณค่าต่อธุรกิจ ต่อผู้บริโภค ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม บทความตอนใหม่นี้ จะกล่าวถึงความสำคัญที่ IoT มีต่อระบบธุรกิจ

ความสำคัญของ IoT มีต่อระบบธุรกิจ

กว่าหนึ่งทศวรรษที่อินเทอร์เน็ตได้แสดงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงแนวทางดำรงชีวิตของพวกเราทุกคน รวมทั้งวิถีการดำเนินธุรกิจและแข่งขันทางธุรกิจ ธุรกิจรุ่นเก่า ๆ หลายอย่างได้หายตายจากไป หรือกำลังจะสูญหายไปอันเนื่องจากธุรกิจเกิดใหม่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น Amazon.com ทำให้ร้านจัดจำหน่ายหนังสือแบบดั่งเดิมค่อย ๆ สูญหายไป  ธุรกิจ iTune Store  ของบริษัท Apple ทำให้ธุรกิจจัดจำหน่ายเพลงทั้งโลกต้องเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง Airbnb เป็นจ้าวธุรกิจบริการด้านห้องพักทั่วโลกโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างของตนเอง นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจและแข่งขันธุรกิจเป็นอย่างมาก

Valkyrie หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ NASA พัฒนาขึ้นเพื่อส่งไปปฏิบัติงานที่ดาวอังคาร

เรากำลังจะเห็นคลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง  Internet of Things (IoT) คือคลื่นลูกใหม่นี้ IoT เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างในโลก สรรพสิ่งที่มีกายภาพจะติดต่อกันได้และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต IoT ถือเป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีก้าวใหญ่และก้าวสำคัญมากอีกก้าวหนึ่ง และค่อนข้างจะ Disruptive คือมีพลังที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  คุณสมบัติสำคัญของ IoT คือความสามารถในการสร้างข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและสื่อสารข้อมูลกับโลกภายนอกได้ ถ้าเปรียบเทียบคนกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ ความแตกต่างอยู่ที่คนมีความสามารถเหนือกว่าในการสื่อสารด้วยข้อมูลที่มีสาระและเป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง  ถ้าเราสามารถสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้สรรพสิ่งในโลกสื่อสารได้อย่างชาญฉลาด สรรพสิ่งเหล่านั้นก็จะทำสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น สามารถสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการทำงานของเครื่องจักรในโรงงานอย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำไปสู่การวิเคราะห์และพิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานภาพหรือสุขภาพของเครื่องจักรเพื่อจะได้หามาตรการป้องกันแก้ไขในกรณีที่เครื่องจักรเกิดปัญหาจนไม่สามารถทำงานปกติได้และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หรือกรณีที่ใช้อุปกรณ์ Beacon ในเครื่องโทรศัพท์พกพา ทำให้คนติดต่อสื่อสารกับระบบคอมพิวเตอร์ของร้านสรรพสินค้าโดยอัตโนมัติ ทำให้คอมพิวเตอร์ในห้างรู้ว่าเราได้เข้าไปเดินชมสินค้า และจากพฤติกรรมการเลือกดูสินค้า ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคาดเดาความต้องการของเรา แล้วทำการประมวลผลจนนำไปสู่การทำข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้เราซื้อ ความสามารถในการสื่อสารข้อมูลจาก IoT ดังตัวอย่างที่กล่าว นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมในเชิงธุรกิจหลากหลายรูปแบบตามจินตนาการณ์ของคนเรา

คงจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าภายในอีกไม่นานข้างหน้า ถ้ารัฐบาลไทยยอมให้ขึ้นค่าแรงจาก 300 บาทต่อวัน เป็น 360 บาท หรือมากกว่า จะเป็นผลอย่างไรต่อศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในต่างแดน การขึ้นค่าแรงถึงร้อยละ 20 หรือมากกว่าในช่วงอีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้าจะนำไปสู่การย้ายฐานการผลิตสินค้าไปสู่ประเทศที่สามที่มีค่าแรงต่ำกว่า และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหนือกว่าไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ประเทศไทยอาจไม่สามารถป้องกันไม่ให้ขึ้นค่าแรงจนถึงขนาดที่ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ประเทศไทยสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนด้านอื่น ๆ ได้ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าไทย เป็นการทดแทนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้ การลดต้นทุนด้วยการพัฒนาวิธีจัดการด้าน Supply Chain หรือมาตรการสร้างมูลค่าด้วยบริการที่เพิ่มคุณค่าแก่ลูกค้ามากขึ้นนั้นเป็นวิธีที่จะทดแทนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ  IoT เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้  Industry Internet of Things (IIoT) เป็นการใช้ IoT ในภาคการผลิต ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่การบริหารจัดการการสั่งซื้อ การผลิต และบริหารระบบโลจิสติกส์ทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนการจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย  ธุรกิจภาคการผลิตของประเทศเป็นธุรกิจที่ต้องรีบเร่งพัฒนาทักษะที่จะนำ IIoT มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับภาคธุรกิจหลัก ๆ อื่น ๆ เพื่อการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้ยั่งยืนได้

  1. 1. ประโยชน์ของ IoT

ประโยชน์ของ IoT อยู่ที่ความสามารถในการสร้างข้อมูลเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งในปริมาณมาก ข้อมูลเหล่านี้ใช้สื่อสารกับ  IoT ตัวอื่น ๆ  ข้อมูลเหล่านี้เมื่อถูกนำไปวิเคราะห์และประมวลผลจะทำให้เกิดคุณค่าใหม่ ๆ จนทำให้สรรพสิ่งนั้น ๆ เพิ่มความฉลาดในการทำงานมากขึ้น เช่นในกรณีใช้ IoT กับเรือประมง ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจะสามารถช่วยตรวจสอบย้อนกลับว่าผลผลิตที่เป็นสัตว์น้ำถูกจับจากเรือลำไหน น่านน้ำส่วนไหน และเมื่อไร ข้อมูลจำนวนมากที่เกิดจาก IoT ในระบบธุรกิจ ตั้งแต่ IoT ที่เป็นเครื่องจักรในโรงงาน สินค้าและวัสดุที่ใช้ผลิตสินค้า ตลอดจนระบบงานต่าง ๆ ทั้งของเราเองและของคู่ค้าถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจได้ ที่สำคัญข้อมูลที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ข้อมูลอันมหาศาลนี้เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าและบริการจะช่วยการตัดสินใจที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้อย่างถูกที่ถูกทางและถูกโอกาส  เช่นบริการแท็กซี่แบบสมัยใหม่ Grabtaxi หรือ Uber ใช้ระบบ GPS ผ่านอุปกรณ์ในรถยนต์และโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการทำให้รถแท็กซี่และผู้โดยสารเป็น IoT  ทั้งคนขับและผู้โดยสารสามารถติดต่อสื่อสารเพื่อจองรถบริการ และระบุตำแหน่งของผู้โดยสารรวม อีกทั้งยังคำนวณระยะทางเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใช้บริการแบบเรียวไทม์และคำนวณค่าบริการ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การบริการที่สะดวกและมีคุณค่าเพิ่มขึ้น เป็นผลให้การบริการแท็กซี่แบบเดิมนั้นล้าสมัยไปโดยสิ้นเชิง

ภาคธุรกิจเริ่มนิยมนำ IoT มาประยุกต์เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างน้อยในด้านเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ และพัฒนาธุรกิจที่เน้นผลลัพธ์หรือ Outcome เป็นหลักดังนี้

1.1. การใช้ IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ

ดังที่ได้กล่าวมาข้างตันว่าความสำคัญของ IoT คือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เช่น Sensors, RFID, Beacon และอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็น Data Point ที่สามารถสื่อสารข้อมูลกับโลกภายนอก ทำให้สิ่งต่าง ๆ สร้างข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเองและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่นเครื่องจักรในโรงงาน หรือเครื่องปรับอากาศในอาคารสามารถบอกสถานภาพหรือสภาพเกี่ยวกับความสามารถการทำงานชองตนเองในแต่ละขณะ เพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องได้รับรู้สภาพที่แท้จริงของเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้น ๆ เพื่อคาดเดาสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นเกิดขัดข้องจนทำงานไม่ได้ เพื่อจะได้หามาตรการแก้ไขก่อนที่กระบวนการผลิตจะหยุดชะงักจนเกิดความเสียหาย ความสามารถของ IoT ที่สามารถสื่อสารข้อมูล สามารถรับรู้ได้ (Sense) หรือปฏิสัมพันธ์ได้ (Interact) กับสิ่งภายนอก เป็นหนทางที่จะช่วยให้เรานำไปออกแบบกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้โดยรวม เช่นการทำให้เครื่องจักรในกระบวนการผลิตสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง สามารถจัดการประหยัดพลังงาน สามารถติดตามและวิเคราะห์ความต้องการเกี่ยวกับวัสดุที่ป้อนเข้าสู่สายการผลิตอย่างไม่ติดขัด ในขณะเดียวกันก็ช่วยหลีกเลี่ยงการสต๊อกวัสดุมากเกินความจำเป็นจนทำให้ต้นทุนการผลิตสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ IoT ยังสามารถช่วยสร้างนวัตกรรมในเชิงกระบวนการเพื่อให้การทำงานภายในองค์กร และการบริการลูกค้ามีประสิทธิภาพและประหยัด ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างการใช้ IoT เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ

Drone หนึ่งในตัวอย่างผลิตภัณฑ์ IoT ที่มีประโยชน์มหาศาล

1.2. การใช้ IoT เพื่อพัฒนาธุรกิจที่เน้น Outcome เป็นหลัก

ทุกวันนี้ ธุรกิจจะไม่สามารถแข่งขันลำพังที่ตัวสินค้าและบริการเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากผู้ผลิตทั่วโลกสามารถผลิตสินค้าจำนวนมากที่มีคุณภาพด้วยต้นทุนต่ำใกล้เคียงกัน ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายที่มีคุณค่าตามบริบทของตนเองมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องอาศัยความสามารถที่จะสร้างคุณค่าหรือสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า คือเน้นที่ผลลัพธ์ในมุมมองของลูกค้าเป็นเครื่องมือใหม่ในการแข่งขัน  ฝรั่งเรียกการดำเนินธุรกิจแนวใหม่นี้ว่า “Outcome Economy”  อธิบายง่าย ๆ  Outcome Economy[1] คือธุรกิจที่เน้นผลลัพธ์ ไม่เน้นเพียงแค่ผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการ  ตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่ายมาจากประโยคที่รู้จักกันในหมู่ธุรกิจสมัยใหม่ที่กล่าวโดยนักเศรษฐศาสตร์สำคัญ Theodore Levitt ท่านพูดว่า “เราต้องการรูบนกำแพงเพื่อไว้แขวนรูป เราไม่ต้องการเป็นเจ้าของเครื่องสว่านเจาะรู”  แท้ที่จริง คนเราส่วนใหญ่ต้องการผลแต่ไม่ได้ต้องการความเป็นเจ้าของอุปกรณ์หรือตัวสินค้า

เราคุ้นเคยกับการไปหาหมอแล้วหมอก็ให้ยาเรามา แต่ผลจะเกิดขึ้นหรืออยู่ที่คนไข้ได้รับประทานยาตามที่หมอสั่ง ถ้าไม่รับประทานก็ไม่เกิดผล  การซื้อและขายยาไม่ถือว่าเป็น Outcome แต่ถ้าเราติด Sensor ไว้ในกล่องใส่ยา ทำให้กล่องใส่ยาเป็น IoT  ถ้าคนไข้ไม่เปิดกล่องกินยาตามกำหนด Sensor จะส่งสัญญาณไปที่เครื่องโทรศัพท์มือถือของคนไข้เพื่อเตือนให้กิน ถ้าคนไข้กินยาบ้างไม่ยอมกินบ้าง Sensor จะส่งข้อมูลนับจำนวนครั้งที่คนไข้เปิดกล่องยาเพื่อกินยา รายงานไปยังนายแพทย์เจ้าของไข้เพื่อแพทย์จะได้หามาตรการแก้ไขสถานการณ์ต่อไป ธุรกิจที่เน้นเรื่องผลลัพธ์มากกว่าตัวสินค้าหรือบริการกำลังอยู่ในความสนใจในยุคของ IoT ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมในเชิงรูปแบบใหม่ของธุรกิจที่สำคัญจากนี้เป็นต้นไป และ IoT จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกิดการปฏิรูปรูปแบบการทำธุรกิจได้

  1. 2. แนวทางที่ทำให้ได้ประโยชน์จาก IoT

ประโยชน์ของ  IoT ไม่ว่าจะใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจการก็ดี หรือใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจที่เน้นผลลัพธ์หรือ Outcome ก็ดีนั้น เกิดจาการทำให้คน เครื่องจักร สินทรัพย์ทางด้านกายภาพอื่น ๆ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมให้เป็น IoT เพื่อสร้างข้อมูลและสื่อสารกันระหว่าง IoT และสิ่งแวดล้อม ข้อมูลจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อใช้ตัดสินค้าใจในเชิงธุรกิจ  IoT จะเกิดประโยชน์ได้ต้องทำงานเป็นเครือข่ายประกอบด้วยองค์กร หน่วยงาน เทคโนโลยี สินค้าและบริการรวมทั้งสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก IoT เหล่านี้ต้องเชื่อมโยงผ่านอินเทอร์เน็ตกลายเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนมาก  เพื่อให้สามารถทำงานสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย เราจำเป็นต้องมีระบบ IoT Ecosystem หรือระบบนิเวศ IoT  เพื่อรองรับการทำงานเป็นเครือข่ายอย่างเป็นระบบ อีกทั้งต้องมีมาตรการในการทำงานร่วมกันระหว่างคนและเครื่องจักรของต่างหน่วยงาน เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทรัพยากรที่มีหลากหลายชนิด และยังสามารถนำข้อมูลจากที่ต่าง ๆ มาวิเคราะห์ประเมินผลเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับการผลิตและการทำธุรกิจ

2.1. IoT Ecosystem เพื่อสนับสนุนการทำงานแบบเครือข่าย

ระบบที่ประกอบด้วย IoT นั้นทำงานด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยอุปกรณ์เหล่านี้เป็น Data point ของสรรพสิ่ง แต่เนื่องจากระบบที่มีส่วนประกอบของ IoT นั้นมีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่หลากหลายจำนวนมาก รวมทั้งระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ Total solution หรือ End-to-end solution  นั้น ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดหาและจัดการอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่มีมากมาย ต่างคนต่างมีบทบาทที่จะทำงานร่วมกันเพื่อทำงานบรรลุผลตามเป้าหมาย  การเชื่อมโยงดังกล่าวต้องคำนึงถึงมาตรฐานการเชื่อมโยง ภาษาที่ใช้สื่อสารระหว่างกัน ตลอดจนกฎกติกาและเงื่อนไขของการเชื่อมโยง องค์ประกอบทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า “IoT Ecosystem” หรือระบบนิเวศ IoT

ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ IoT คือ Software Platform ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกันทางเทคนิค ภายใน IoT Ecosystem หนึ่ง ๆ มักจะมี Software Platform มากกว่าหนึ่ง Platform ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน เช่น IoT Ecosystem ของระบบ Smart Manufacturing อาจประกอบด้วย Software Platform ของกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบ Supply Chain และมีอีก Platform หนึ่งสำหรับเชื่อมต่อเครื่องจักรของโรงงานกับระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทที่ให้บริการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ  ยังมี Platform ที่เชื่อมโยงคลังสินค้าเพื่อบริหารจัดการคลังสินค้า นอกจากนี้ยังอาจมี Platform เชื่อมโยงกลุ่ม IoT ที่เกี่ยวข้องกับการบริการโลจิสติกส์ เป็นต้น โดย แต่ละ Platform จะมีการเชื่อมโยงกันอย่างน้อย 4 ระดับดังนี้

  • ในระดับอุปกรณ์ (Connected devices) ที่เชื่อมโยงกับสรรพสิ่ง  IoT ที่ใช้เชื่องโยงนั้นทำงานภายใต้ Operating system ที่แตกต่างกันก็จริง แต่อาศัยมาตรฐานการเชื่อมโยงที่เข้าใจตรงกันระหว่างสมาชิกและกับส่วนอื่น ๆ  หรือกับเทคโนโลยีที่จะช่วยรวมกลุ่มอุปกรณ์เพื่อเชื่อมต่อกับโลกภายนอกที่จุดเดียวเช่น เทคโนโลยี Gateway เป็นต้น
  • ในระดับการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจใช้มาตรฐานระบบการสื่อสารไร้สาย หรือ Wi-Fi router หรือมาตรฐานทั้งแบบรัศมีใกล้และไกลชนิดอื่น ๆ
  • ในระดับบริการในเชิงปฏิบัติงาน (Application services) และการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยอาศัยมาตรฐานที่ยอมรับกันเช่น JSON, SOA ฯลฯ
  • ในระดับสนับสนุนการใช้ระบบงานอื่น ๆ ประกอบด้วยบริการติดตามผลการทำงานของอุปกรณ์และเครือข่าย ( Performance Monitoring) การบริการปริมาณการใช้บริการเพื่อส่งบิลค่าใช้บริการ ตลอดจนการบริการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบงาน ฯลฯ

ระบบนิเวศ IoT จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบธุรกิจยุคใหม่ที่ใช้ IoT ที่จะขาดไม่ได้ ธุรกิจที่ทำกันแบบเครือข่าย เช่นระบบ Global supply chain จะมีระบบนิเวศ IoT ที่ประกอบด้วย Platform หลากหลายมาก การออกแบบและสร้างระบบนิเวศ IoT และระบบ Platform เพื่อรองรับธุรกิจใหม่นี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2.2. การร่วมสร้างคุณค่าและร่วมเพิ่มผลิตภาพ

ธุรกิจที่ใช้ IoT เป็นธุรกิจที่ทำงานเป็นเครือข่าย ทั้งเครือข่ายภายในองค์กรและเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพันธมิตร ทุกเครือข่ายจะเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคนกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อหวังให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิพลได้ด้วยระบบอัตโนมัติที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เมื่อธุรกิจเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้ามาเป็นเน้นคุณค่าและ Outcome  จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล เครือข่ายและระบบนิเวศ IoT ช่วยให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน การทำงานที่ร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรจึงเป็นการนำทรัพยากรของทุกฝ่ายมาใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่ามากที่สุดแก่ทุกฝ่าย หลีกเลี่ยงการลงทุนซ้ำซ้อน ทำให้ Time to market ดีขึ้น ทรัพยากรมีตั้งแต่องค์ความรู้ ข้อมูล กระบวนการทำงาน และสินทรัพย์อื่น ๆ  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เป็นเพราะ IoT และระบบนิเวศ IoT   การเข้าถึงทรัพยากรของพันธมิตรที่อยู่ภายในเครือข่ายจะทำให้เกิดการ Recombine ทรัพยากรจนนำไปสู่การสร้างทรัพยากรที่เป็นองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ  เกิดเป็นคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งจะนำไปสู่การประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในที่สุดได้

โดยสรุป IoT ช่วยให้ธุรกิจปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการผลิตและจำหน่ายสินค้าไปเป็นการบริการที่เน้น Outcome การแข่งขันธุรกิจจากนี้ไปขึ้นอยู่ที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าที่จับต้องได้ให้แก่ลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โรงงานสามารถดำเนินการผลิตโดยไม่หยุดชะงัก สามารถมีวัสดุเพื่อป้อนสายการผลิตได้อย่างไม่ติดขัด สามารถ Reconfigure เครื่องจักรในโรงงานเพื่อผลิตสินค้าตามสั่งได้อย่างทันท่วงทีและประหยัด  จนถึงการเสนอคุณค่าอื่น ๆ ตามความต้องการของลูกค้าได้  IoT และ Software platform ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับสรรพสิ่งในระบบธุรกิจเพื่อการแลกเปลี่ยนสื่อสาร และวิเคราะห์เพื่อให้มีความรอบรู้ในเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจสามารถพัฒนาสินค้าบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการตามบริบทของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและประหยัด กล่าวโดยรวม ธุรกิจจากนี้ไปควรต้องพิจารณานำ IoT ไปใช้อย่างน้อยดังนี้

1)            ปรับปรุงระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain System) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการสั่งซื้อและได้มาซึ่งวัสดุเพื่อใช้ในการผลิต โดยสามารถเชื่อมโยงกับระบบงานของ Suppliers และพันธมิตรอื่นเพื่อให้มีทางเลือกมากขึ้น โดยเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

2)            ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น โดยอาศัย IoT ทำให้เครื่องจักรส่งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของตัวเองในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุขัดข้องจนเป็นเหตุให้สายการผลิตต้องหยุดชะงักและเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสายการผลิตและกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับการสั่งจ้างการผลิตได้อย่างสะดวก รวดเร็วและประหยัด

3)            เพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) ตลอดกระบวนการผลิต การจำหน่ายและการบริการ (Manufacturing value chain) โดยใช้ IoT กับเครื่องจักร อุปกรณ์ ระบบโลจิสติกส์ คลังสินค้า ตลอดจนถึงส่วนที่เกี่ยวกับการบริการลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนแนววิธีดำเนินการที่ส่งผลให้เกิดการผลิตและจำหน่ายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่แข่งขันได้

4)            ใช้ IoT เสริมสร้างความใกล้ชิดกับพันธมิตรและลูกค้า จนเกิดความสัมพันธ์ที่ดี นำไปสู่การร่วมมือกันเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันด้วยความจริงใจระหว่างกัน

ประโยชน์ของ IoT มีไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับจินตนาการณ์ของเราว่าจะคิดสร้างสรรค์นำไปประยุกต์ใช้กับงานส่วนใดและอย่างไร IoT เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปรากฏการณ์ด้านเทคโนโลยีครั้งใหม่นี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวทางการธุรกิจครั้งใหญ่ (Disruptive change) ที่ไม่มีใครอาจมองข้ามได้  ธุรกิจไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กต่างต้องเตรียมตัวเรียนรู้และพร้อมที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับระบบธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในโลกสองใบ นั่นก็คือโลกกายภาพและโลกดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันด้วย Internet of Things นำไปสู่การเป็นธุรกิจส่วนหนึ่งของระบบห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (Global Value Chain) ได้ในที่สุด

ยังมีต่อครับ


[1] เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ของ Alan Alter โดย Mary K. Pratt, http://searchcio.techtarget.com/feature/The-outcome-economy-is-upon-us-is-your-business-ready

Tags: , ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-3 pr-600-400-king-7 dsc01367 dsc01365

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1