ธุรกิจในศตวรรษที่ 21

Wednesday, December 16, 2015
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ธุรกิจในศตวรรษที่ 21

บทความนี้ “ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 ” เขียนขึ้นโดยคุณมนู อรดีดลเชษฐ์ เป็นบทความหลายตอน บทความที่ท่านกำลังอ่านนี้เป็นตอนที่ 1 สำหรับตอนอื่นๆจะขออนุญาตคุณมนูนำลงต่อไป ผมคิดว่าข้อเขียนนี้เป็นบทความที่มีคุณค่าสำหรับผู้สนใจความรู้ใหม่ๆที่นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ จึงได้ขออนุญาตคุณมนู อรดีนรเชษฐ์นำมาลงใน website creativevill.com

ดร.มนู อรดีดลเชษฐ ผู้เขียนบทความนี้

คุณมนู อรดีดลเชษฐ์  มีประสบการณ์ด้านคอมพิวเตอร์มากมาย ท่านจบปริญญาตรีด้าน Electronics และปริญญาโทด้าน Computer Science จาก Oregon State University ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆในหลากหลายองค์กร เช่น กรรมการผู้จัดการบริษัทดาต้าแมทจำกัดมหาชน คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยชินวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SiPA) ท่านเคยดำรงตำแหน่ง President, Asia-Oceanian Computing Industry Organization (ASOCIO) (สมาชิก 20 ประเทศ) ฯลฯ ปัจจุบันท่านเป็นกรรมการบริหารศูนย์ NECTEC กรรมการบริหาร มูลนิธิ C&C เพื่อการศึกษากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานนโยบายไอซีที มหาวิทยาลัยศรีปทุม  และท่านเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 เป็นรูปแบบ Cyber-Physical Systems

ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “Internet of Things (IoT)” จนคุ้นหูมากแม้ในกลุ่มผู้ที่อยู่นอกแวดวงของเทคโนโลยีก็ตาม ทุกคนรู้ว่า IoT นั้นกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ เช่น RFID, QR code, Beacon, Sensors ทุกชนิด และอื่น ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันคืออะไรและสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจยุคใหม่ และที่คนเขาพูดกันว่า IoT จะเป็นกลไกสำคัญที่จะปฏิรูปอุตสาหกรรมและธุรกิจในทุก ๆ ด้านที่ฝรั่งใช้คำว่า “Industry 4.0 หรือ Smart Manufacturing และ Global Value Chain หรือ Global Supply Chain” มันจะสำคัญถึงขนาดนั้นจริงหรือ แล้วมันจะเชื่อมโยงกับ Service Science นั้นอย่างไร

บทความชุดใหม่นี้จะพยายามอธิบายและเชื่อมโยงกันให้เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ที่สำคัญจะพยายามชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จะมองข้ามแนวโน้มของเทคโนโลยีกลุ่มนี้และไม่ทำความเข้าใจกับมันและไม่เรียนรู้มันให้ลึกซึ้งไม่ได้ และต้องสามารถนำมาประยุกต์และสร้างนวัตกรรมในด้านอุตสาหกรรมและธุรกิจที่จะช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้ก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง

ความหมายของ Internet of Things (IoT)

เชื่อกันว่าคำ “Internet of Things” เริ่มพูดกันมากว่า 15 ปี และ Kevin Ashton ชาวอังกฤษผู้ร่วมก่อตั้ง Auto-ID Center ที่สถาบันเทคโนโลยี MIT ศูนย์วิจัยและกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบ RFID และ Sensors จนกลายเป็น EPCGlobal ที่กำหนดมาตรฐานรหัสสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Product Code, EPC) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้  เป็นผู้พูดถึงคำนี้ครั้งแรกในการบรรยายเรื่องเกี่ยวกับอิทธิพลของ RFID ที่บริษัท Procter & Gamble (P&G) ในราวปี 1999[1] Kevin Ashton บอกว่าสาเหตุที่เขาใช้คำว่า “Internet of Things” ในครั้งนั้นเป็นเพราะว่า คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ยังต้องพึ่งพาคนในการสร้างและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วยการ Key เข้าหรือด้วยการถ่ายภาพ หรือสแกนภาพ และอื่น ๆ ที่ผ่านการกระทำด้วยคน แต่การบันทึกด้วยคนมีข้อจำกัดมาก นอกจากความช้าแล้วยังไม่มีความละเอียดและขาดความต่อเนื่อง เป็นผลให้การบันทึกข้อมูลนั้นถ้าไม่ผิดพลาดก็ไม่สมบูรณ์และไม่ครบถ้วนอีกทั้งยังไม่ต่อเนื่อง ข้อสังเกตของ Kevin Ashton นั้นสำคัญอย่างไร ลองดูตัวอย่างสักหนึ่งตัวอย่าง โรงงานส่งใบแจ้งให้ลูกค้าว่าได้ส่งสินค้าที่สั่งแล้ว เมื่อได้รับแจ้งผู้รับจะนำข้อมูลที่แจ้งในเอกสารบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ผู้รับก็จะได้ข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ว่าสินค้าได้ถูกส่งมาให้แล้ว ประโยชน์ก็พอมีบ้างและก็ไม่มาก แต่ถ้าให้เครื่องจักรรายงานข้อมูลเองและทำอย่างต่อเนื่องได้ ในบริบทนี้คอมพิวเตอร์ของผู้รับจะคุยกันกับอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับหีบห่อสินค้าที่เดินทางด้วยรถขนส่ง ในขณะเดียวกันระบบ GPS ก็จะจับตำแหน่งของรถขนส่งที่เดินทาง ข้อมูลจะถูกรวบรวมประมวลผลและส่งไปให้ผู้ที่จะรับสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะทางเดินทาง ทำให้ผู้รับสินค้าสามารถรับรู้ตำแหน่งและสถานภาพของสินค้าได้ต่อเนื่อง ถ้าหากสินค้านั้นเป็นเนื้อสดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิในขณะขนส่ง ภายในรถขนส่งจะติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิที่สามารถส่งข้อมูลไปให้ผู้รับปลายทางร่วมกับข้อมูลอื่น ทำให้ผู้รับมั่นใจว่าเนื้อสดที่ต้องการคุณภาพสูงนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิให้มีความสดตามที่ตกลงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเดินทางได้   Internet of Things จึงเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการทำให้สรรพสิ่งทุกชนิดในโลกสามารถรายงานข้อมูลและสื่อสารข้อมูลกับสรรพสิ่งอื่น ๆ ได้ผ่านอินเทอร์เน็ตและทำได้อย่างต่อเนื่อง

การรายงานและบันทึกข้อมูลของสรรพสิ่งในโลกมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมนุษย์เราอยู่ในสังคมที่ต้องพึ่งพามนุษย์ด้วยกัน และพึ่งพาสรรพสิ่งที่เป็นกายภาพ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมเพื่อคงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติตามธรรมชาติของมนุษย์ เราต้องการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของเราอย่างต่อเนื่อง เราต้องการรู้ว่าเครื่องจักรในโรงงาน ณ วิธีใดวิธีหนึ่งทำงานได้เป็นปกติหรือไม่ หรือมีสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังจะเกิดปัญหา เราต้องการรู้สถานภาพของวัสดุคงคลังว่าสอดคล้องกับตารางการผลิตอย่างต่อเนื่องหรือไม่เพื่อจะได้จัดการการสั่งซื้อวัสดุเพื่อป้อนสายการผลิตได้อย่างไม่ติดขัด เราต้องการควบคุมระบบไฟฟ้าและอุณหภูมิในบ้านพักในขณะที่อยู่นอกบ้าน เราต้องการรู้พฤติกรรมของลูกค้าที่เดินซื้อสินค้าในห้างเพื่อกำหนดมาตรการจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าให้มากที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเพียงบางตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลที่ถูกส่งมาจากสรรพสิ่งโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการทำงานของมนุษย์ เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสิ่งของโดยตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์

นอกจากความต้องการข้อมูลเพื่อติดตามสถานภาพและพฤติกรรมของสรรพสิ่งตามที่กล่าวข้างต้น บางครั้งเรายังต้องเพิ่งพาสติปัญญาของคนเพื่อทำให้ข้อมูลที่ได้มีประโยชน์มากขึ้น เช่นสามารถบอกได้ว่าสินค้าที่วางจำหน่ายนั้นมีความปลอดภัยที่จะบริโภคหรือไม่ สินค้ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพและคุณภาพของสินค้าและเครื่องจักรตลอดช่วงวงจรชีวิตของสินค้าเหล่านั้น เราต้องการรู้สภาพความสมบูรณ์ของเครื่องจักรทุกชิ้นในโรงงาน เราต้องการรู้ระยะเวลาการเดินทางของวัตถุดิบจากผู้ผลิตต้นทางมาสู่โรงงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต เราต้องรู้ว่าทุกครั้งที่บริษัทคู่ค้าเปลี่ยนปริมาณหรือเปลี่ยนคุณลักษณะของสินค้าที่สั่งซื้อ โรงงานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับการสั่งซื้อ ทั้งหมดนี้นอกจากต้องอาศัยข้อมูลที่สื่อสารกันระหว่างสิ่งของ (Things) กับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง ยังต้องอาศัยสติปัญญาของคนเพื่อช่วยสนับสนุนการประมวลผลและตัดสินใจด้วย

Internet of Things (IoT) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ทั้งคน เครื่องจักร สินค้า และสรรพสิ่งทุกชนิดบนโลกใบนี้กลายเป็น “Data Point” หรือจุดที่เกิดของข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองและสภาพแวดล้อมที่สรรพสิ่งนั้นปรากฏอยู่ เพื่อนำข้อมูลนั้นไปแลกเปลี่ยนและจัดเก็บเพื่อให้ถูกนำไปใช้ประมลผลจนเกิดคุณค่าต่าง ๆ ได้ Gartner ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกได้ให้ความหมายของ Internet of Things (IoT) ได้อย่างชัดเจนว่า…

“IoT หมายถึงเครือข่ายที่ประกอบด้วยสรรพสิ่งทางกายภาพ (Physical things: คน เครื่องจักร สินค้า ฯลฯ) ที่มีอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Embedded Technology) ที่ถูกฝังตัวอยู่ หรือพกติดตัว หรือติดตั้งไว้กับสรรพสิ่งเหล่านี้เพื่อใช้สำหรับสื่อสารกัน (Communicate) หรือทำให้สามารถรับรู้ได้ (Sense) หรือปฏิสัมพันธ์ได้ (Interact) เกี่ยวกับสถานภาพของตนเอง หรือกับสิ่งแวดล้อมภายนอก (their internal states or the external environment)”

จากที่บรรยายมาข้างต้น Internet of Things (IoT) จึงหมายถึงสิ่งต่าง ๆ (Things) ที่ติดตั้งด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดพิเศษ มีระบบซอฟแวร์ฝั่งตัวและเซ็นเซอร์ เพื่อจัดทำและส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสิ่งที่มีกายภาพอื่นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นผลให้สิ่งต่าง ๆ นั้นถูกรับรู้ได้ ติดตามได้ และควบคุมจากสถานที่ห่างไกลได้ IoT จึงเป็นเทคนิคสำคัญที่ใช้เพื่อการเชื่อมโยงระหว่างสรรพสิ่งมี่มีกายภาพในโลกกับโลกคอมพิวเตอร์หรือโลกดิจิทัล โดยจะนำข้อมูลของสรรพสิ่งมาประมวลผลด้วยโปรแกรมซอฟต์แวร์ในโลกดิจิทัลเพื่อให้เกิดผลในเชิงบริหารจัดการ ติดตามประเมินผลแล้วตัดสินใจเลือกมาตรการเพื่อปฏิบัติต่อสรรพสิ่งเหล่านี้ตามสถานการณ์ ตั้งแต่การควบคุมเพื่อการทำงานโดยอัตโนมัติ การประเมินสถานภาพของเครื่องจักรกลเพื่อช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการบำรุงรักษาและการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นส่วนเพื่อป้องกันการหยุดชะงักของเครื่องจักร ตลอดจนช่วยบริหารจัดการการไหลเวียนของชิ้นส่วนวัสดุภายในห่วงโซ่การผลิตไม่ให้หยุดชะงัก และอื่น ๆ เทคโนโลยี IoT จึงเป็นช่วงต่อสำคัญที่ทำให้เกิดการทำงานแบบปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง Machine to Machine (M2M)  Human-to-Machine (H2M) และ Machine-to-Human (M2H)   เช่นนายแพทย์สามารถติดตามสุขภาพของผู้ป่วยที่ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจจากที่ห่างไกลได้ เครื่องจักรกลที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมสามารถใช้ IoT เพื่อช่วยให้ตรวจสอบสภาพการทำงานและความผิดปกติของการทำงานในทุกระยะแทนหรือเสริมอุปกรณ์ PLC (Programmable Logic Controller) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สรรพสิ่งทุกชนิดตั้งแต่งสิ่งของและวัตถุชิ้นใหญ่ ๆ จนถึงชิ้นเล็ก ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นเช่นเครื่องกลเล็ก ๆ ที่ฝังตัวในร่างกายเพื่อการรักษาโรค สิ่งของและวัตถุเหล่านี้ถูกกำหนดให้มีเลขประจำตัวที่ไม่ซ้ำกัน (Unique Identification, UID) และเลขที่อยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต (Internet Protocol (IP) Address) สิ่งของและวัตถุเหล่านี้เชื่อมโยงกันโดยอาศัยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดต่าง ๆ กันตั้งแต่ RFID จนถึง Sensors ทุกรูปแบบ การสื่อสารทำได้ด้วยระบบไร้สายและมีสาย ทั้งระยะสั้นเช่น Bluetooth, Near Field Communication (NFC) และ WiFi จนถึงระยะไกลเช่นระบบสื่อสารดาวเทียม และเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Network) วัตถุประสงค์ของการเชื่อมต่อกันก็เพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลจนก่อเกิดประโยชน์นา ๆ ประการอย่างที่ไม่สามารถทำได้ในอดีต ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้โลกกายภาพกับโลกดิจิทัลถูกหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้ศักยภาพของแต่ละโลกสร้างคุณค่าให้แก่มนุษย์อย่างมหาศาล คุณค่านี้เกิดจากความสามารถที่คนกับเครื่องจักรเริ่มร่วมทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาศัยจุดเด่นของคนที่ถนัดใช้ประสบการณ์และสมรรถนะรวมทั้งทักษะการตัดสินใจเพื่อสร้างคุณค่า ในขณะที่เครื่องจักรอาศัยความรวดเร็วในการบันทึกข้อมูลและความสามารถในการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลมหาศาลทั้งในทางลึกและทางกว้าง ทั้งสองสิ่งต่างส่งเสริมกันทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในระดับบุคคลและกับธุรกิจ ในทางธุรกิจ IoT ทำให้เครื่องจักรในโรงงานสามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับรถขนสิ่งสินค้า ทำให้รู้ปริมาณวัสดุหรือชิ้นส่วนและเวลาที่สิ่งของจะส่งมาถึงโรงงาน เพื่อจะได้เตรียมล่วงหน้าในการจัดกระบวนการผลิตให้เหมาะสม เครื่องจักรในโรงงานสามารถติดต่อสื่อสารกับคลังสินค้าเพื่อคลังสินค้าจะได้รับรู้ปริมาณสินค้าที่จะถูกส่งมาเก็บรักษาเพื่อจะได้บริหารจัดการการจัดส่งให้ลูกค้าปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างชิ้นเล็ก ๆ ที่ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์อันเกิดจากอิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่

เพื่อให้เข้าใจลักษณะการทำงานของ Internet of Things ในภาพใหญ่ ลองจินตนาการณ์ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเสมือนสายไฟที่เชื่อมโยงกลุ่ม IoT เสมือนหนึ่ง Wiring เส้นเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ บนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic circuit board) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรากฏ

การสร้างเครือข่ายระบบงานด้วย IoT เปรียบเสมือนกับเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (ที่มาของรูปแผงวงจร: Google.com)

รูปที่ 1 การสร้างเครือข่ายระบบงานด้วย IoT เปรียบเสมือนกับเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (ที่มาของรูปแผงวงจร: Google.com)

บนแผงวงจรเปรียบเสมือน Internet of Things ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงกับสิ่งของหรือวัตถุต่าง ๆ ในโลกกายภาพ ทำให้สรรพสิ่งเหล่านี้กลายเป็น Data Point ที่รับส่งข้อมูลจากสรรพสิ่งอื่น ๆ ในโลกได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ผลที่ได้คือทั้งคน เครื่องจักร สินค้า สถานที่ และอื่น ๆ สามารถถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเพื่อมุ่งหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งเปรียบเสมือนกับแผงวงจรไฟฟ้าที่ถูกออกแบบให้ทำงานด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น IoT จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบระบบงานสมัยใหม่เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสรรพสิ่งในโลกกายภาพกับข้อมูล กระบวนการ และการบริการต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในโลกดิจิทัล นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้เกิดคุณค่าแก่ผู้ในเกี่ยวข้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล

การออกแบบระบบงานที่ใช้ IoT อุปมากับแผงวงจรไฟฟ้า นอกจากจะได้ประโยชน์มากมายตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ข้อมูลที่ถูกส่งออกสู่ภายนอกจาก Data Points ซึ่งก็คือสรรพสิ่งที่ถูกทำให้เป็น Internet of Things นั้น จะช่วยให้เราติดตาม (Track) สถานภาพการทำงานของสรรพสิ่งแบบเรียลไทม์ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว โดยเฉพาะการแปลงบุคคลที่พกพาสมาร์ทโฟนติดตัวให้เป็น Data Points ได้ด้วยนั้นเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ก่อเกิดประโยชน์มหาศาลรวมทั้งทำให้เกิดการปฏิรูปธุรกิจครั้งใหญ่ที่จะตามมา ความสามารถที่จะทำการสกัดข้อมูลจากสิ่งของทางกายภาพรอบตัวเราตั้งแต่อุปกรณ์ เครื่องจักร ของใช้ในครัวเรือน และสินค้าต่าง ๆ ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคจะช่วยให้เราทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากข้อมูลมหาศาลนี้เพื่อเกิดประโยชน์ในการรับรู้สิ่งที่ได้เกิดขึ้นและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมีหลักการแทนที่จะใช้วิธีเดาสุมอย่างในอดีต ทำให้เราสามารถเรียนรู้แนวทางปฏิบัติในอดีตและแนวโน้มของอนาคตตลอดจนพฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการงานด้านต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์มหาศาลต่อการวางแผนในทุก ๆ ระดับ สรรพสิ่งและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกันจะส่งข้อมูลเป็นการรายงานผลการทำงาน สภาพทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับตนเอง รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่ถูกกำหนด ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ถูกนำไปวิเคราะห์และนำไปสู่การกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม และเมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มารวมกับข้อมูลอื่นจากเครือข่ายสังคม และจาก Data Points อื่น ๆ เช่นอุปกรณ์ Sensors และตัวคนเราด้วย ทำให้เกิดประโยชน์นา ๆ ประการยากเกินกว่าจะจินตนาการณ์ และเมื่อรวมกับความสามารถที่มีอยู่เดิม เช่นการทำงานแบบอัตโนมัติ ความสามารถในการคาดคะเนล่วงหน้า (Predictive analytics) ความสามารถในการใช้ Artificial Intelligent กับเครื่องจักรกล ทำให้แนวทางแข่งขันการทำธุรกิจจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แน่นอนธุรกิจที่สามารถปรับใช้ความสามารถของ Internet of Things และการใช้ Data Analytics ได้ดีย่อมจะมีศักยภาพการแข่งขันที่สูงกว่าอย่างแน่นอน

ยังมีต่อครับ….


[1] Ashton, Kevin (June 22, 2009). “That ‘Internet of Things’ Thing, in the real world things matter more than ideas”. RFID Journal.

Tags: , ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-13 dsc01363 photo-vr-resize-1000-handicraft-2 photo-vr-resize-1000-handicraft-1

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1