ดุลยภาพระหว่างดัชนีเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค

Sunday, October 18, 2015
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ดุลยภาพระหว่างดัชนีเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2558

Professor August Deaton ผู้ได้รับรางวัล "โนเบล"สาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2015 คนล่าสุด เป็นผู้ริเริมแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศโดยใช้ดัชนีเกี่ยวกับ การกิน การอยู่ อย่างมีความสุขเป็นปัจจัยพื้นฐาน

ถ้าใครติดตามข่าวการมอบรางวัล “Nobel Laureate” ด้านเศรษฐศาสตร์ล่าสุดที่ให้แก่ Professor August Deaton จาก Princeton University ซึ่งได้รับรางวัลจากการใช้มุมมองด้านเศรษฐศาสตร์จุลภาคเพื่อวัดระดับการพัฒนาของประเทศด้วยการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับ การกิน การอยู่ อย่างมีสุขของประชาชนในประเทศแทนการใช้มุมมองด้านมหภาคซึ่งมีแนวโน้มทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นทุกทีๆ

ในมุมมองของผมคิดว่านโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้นต้องให้เกิดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจมหภาคและเศรษฐกิจจุลภาค ต้องให้เกิดดุลยภาพระหว่างอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มเศรษฐกิจย่อย คือกลุ่มการเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต และกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ เพื่อส่งผลต่อการจ้างงาน ต่อการกระจายรายได้ ถ้าจะคุยเรื่องนี้คงต้องคุยยาวครับ

การมอบรางวัลโนเบลให้กับ Professor August Deaton จึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าโลกควรปรับเปลี่ยนวิธีการและมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศใหม่ได้แล้วจากที่เคยมองระดับการพัฒนาของประเทศจากการวัดอัตราการเจริญเติบโตของ GDP เป็นฐานให้หันกลับมามองและวัดด้านความเป็นอยู่ มีการกิน การอยู่ อย่างมีความสุข เป็นฐาน

รางวัล “Nobel” ที่ Professor Dr. August Deaton ได้รับครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่พิจารณาจากอัตราการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ GDP นั้นเริ่มมีกลุ่มคนหรือนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเห็นต่างจำนวนมากขึ้นทุกที เพราะจากข้อมูลต่างๆที่ปรากฎเชิงประจักษ์นั้นช่องว่างระหว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนที่จนที่สุด 20% กับกลุ่มคนที่รวยที่สุด 20% เกิดห่างขึ้นทุกทีๆ จนกระทั่งครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ Professor Joseph Stiglisch นักเศรษฐศาสตร์ผู้เคยได้รับรางวัล “Nobel” อีกท่านหนึ่งจาก Columbia University ได้เคยกล่าวว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากลุ่มคนที่รวยที่สุดเพียง 1% จะครอบครองทรัพย์สินที่มีมูลค่าถึง 50%
ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญของความเหลื่อมล้ำมากขึ้นทุกทีๆ แต่ละท่านก็พยายามให้เหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น Professor Erik Brynjolgsson จาก MIT (Massachusette Institute of Technology) (อ่านจากไทยรัฐ 18-10-15) ให้ความเห็นไว้ว่า เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างของสหรัฐอเมริกาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากเกินไป (QE) ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของทรัพย์สินและกำลังนำไปสู่วิกฤตเชิงเศรษฐกิจ (เช่น ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์และทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ฟองสบู่ มีคนได้ประโยชน์จำนวนน้อย คิดเอง เออเองครับ)

รางวัล “Nobel” ที่ Professor Dr. August Deaton ได้รับครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่พิจารณาจากอัตราการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ GDP นั้นเริ่มมีกลุ่มคนหรือนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากขึ้นทุกที เพราะจากข้อมูลต่างๆที่ปรากฎเชิงประจักษ์นั้นช่องว่างระหว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนที่จนที่สุด 20% กับกลุ่มคนที่รวยที่สุด 20% เกิดห่างขึ้นทุกทีๆ จนกระทั่งครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ Professor Joseph Stiglisch นักเศรษฐศาสตร์ผู้เคยได้รับรางวัล “Nobel” อีกท่านหนึ่งจาก Columbia University ได้เคยกล่าวว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากลุ่มคนที่รวยที่สุดเพียง 1% จะครอบครองทรัพย์สินที่มีมูลค่าถึง 50%

ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญของความเหลื่อมล้ำมากขึ้นทุกทีๆ แต่ละท่านก็พยายามให้เหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น Professor Erik Brynjolgsson จาก MIT (Massachusette Institute of Technology) (อ่านจากไทยรัฐ) ให้ความเห็นไว้ว่า เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มมากขึ้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างของสหรัฐอเมริกาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากเกินไปส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทรัพย์สินและกำลังนำไปสู่วิกฤตเชิงเศรษฐกิจ

สำหรับผมแล้วมองว่าพื้นฐานการคิดของ Professor August Deaton นั้นเป็นหลักการเดียวกับหลักคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง “Sufficiency Economy” ซึ่งพระองค์ทรงแนะนำให้คนไทยนำไปปฏิบัติเมื่อประมาณ 20 ปี มาแล้วหรือเป็นหลักการเดียวกับการเดินสายกลางของพุทธศาสนาเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้วนั่นเอง

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แม่ทัพใหญ่ผู้รับอาสาแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุค 2015

ถ้าเราจะเปรียบประเทศเหมือนเรือลำหนึ่งซึ่งมีหางเสือเรือเป็นตัวปรับทิศทางการเดินเรือ มีเครื่องยนต์ที่คอยขับเคลื่อนเรือให้วิ่งไปข้างหน้า ดัชนีเศรษฐกิจมหภาคคล้ายๆกับหางเสือเรือที่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเรือเดินไปถูกทิศทางหรือไม่ ส่วนดัชนีเศรษฐกิจจุลภาคหรือกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่จะช่วยขับเคลื่อนผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้นการกำหนดนโยบายผลักดันเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องสร้างดุลภาพระหว่างดัชนีเศรษฐกิจทั้งมหภาคและจุลภาคให้ได้และต้องคอยปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เศรษฐกิจเข้าสู่เป้าหมาย มิฉะนั้นเรืออาจวิ่งเฉียงไปทางซ้ายหรือไปทางขวา ไม่อาจเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการได้

อยากให้พิจารณาแนวคิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีแม่ทัพใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีแม่ทัพนายกองอีกหลายท่าน เช่น คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ดร.อาคม – รมว.คมนาคม คุณอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ดร.อุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์ แถมยังรวมเข้ากับ พล อ.อ. ดร.ประจิณ จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูและกระทรวงเศรษฐกิจ คือ ไอซีที และพลังงาน ถ้าหากไม่สามารถกระชากเศรษฐกิจไทยพ้นจากก้นเหวได้ สงสัยคงต้องตัวใครตัวมันแน่นอน

โดยความเห็นส่วนตัวมองว่า แนวคิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของทีม ดร.สมคิด บอกได้เลยว่า ใช้นโยบายแก้ปัญหาเพื่อส่งผลระยะสั้นในทำนองประคองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกันก็ใช้นโยบายระยะกลางและยาวเพื่อแก้ปัญหาอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ระยะสั้น ดร.สมคิดเริ่มต้นด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาท เข้ากองทุนหมู่บ้าน 60,000 ล้านบาท เข้าสู่ตำบลอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท อัดฉีดเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs อีกจำนวนมาก ประเมินวงเงินทั้งหมดประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท นับว่าเป็นการอัดฉีดเงินในรอบแรกสูงพอประมาณ โดยกระทรวงการคลัง กลุ่มธนาคารรัฐและภาคเอกชน ล่าสุดก็เกี่ยวกับการลดค่าจดทะเบียนการซื้อบ้าน ทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาพอสมควร

ระยะกลาง-ยาว ให้เร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ ถนน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งขับเคลื่อนโดยกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม

ให้เร่งสร้างและพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักในปัจจุบัน สร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่เป็นเสาหลักเพื่อการเสริมและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมบางอย่างที่สูญเริ่มเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งคงต้องขับเคลื่อนโดยกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์กระทรวงไอซีที และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมคงมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เพราะต้องการความร่วมมือจากทุกส่วนงานจริงๆตั้งแต่รายชื่อกระทรวงที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกระทรวงสาธารณสุข องค์กรภาคเอกชน มหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างไรก็ตามคงต้องพิจารณาแนวทางที่สั้นที่สุดเพื่อก่อให้เกิดผลได้เร็มที่สุดแต่มั่งคงและยั่งยืน

นับว่าเป็นแนวคิดเชิงบูรณาการ ที่มีการใช้ทั้งแนวคิดจากดัชนีมหภาคและจุลภาคเข้าผสมผสานกันแต่ไม่ทราบจะมีโอกาสทำได้มากน้อยเพียงใดเพราะระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลนี้น่าจะมีเพียงประมาณปีเศษๆเท่านั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจมีการแก้ไขแผนงานหรือโครงการต่างๆทำให้งานขาดความต่อเนื่องได้ แต่ก็ไม่ต้องวิตกเกินไปนะครับ

จากนโยบายการผลักดันของทีมเศรษฐกิจชุดนี้ ได้รับเสียงวิจารณ์ต่างๆนานพอสมควร ผมอยากจะนำข้อมูลบางอย่างมาให้ดูนะครับว่าการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบนั้นมีความจำเป็นหรือไม่เพียงใด ข้อมูลเหล่านี้มาจากภาครัฐ ทั้งของกระทรวงการคลังและของกระทรวงพาณิชย์ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ผลการเก็บภาษีของกระทรวงการคลัง ตลอดจนผลดำเนินการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผมขอถือโอกาสนี้วิเคราะห์สถานการณ์บนพื้นฐานข้อมูลดังกล่าวนะครับ

ดัชนีเศรษฐกิจเดือน กันยายน 2558

ถ้าพิจารณาจากภาษีนิติบุคคล ณ สิ้นเดือน 8 และกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ในสองไตรมาสของปี 2558 จะเห็นว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  คือเก็บภาษีนิติบุคคลได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5% ประกอบเข้ากับผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงระยะเวลา 8 เดือนลดลงประมาณ -0.6% ก่อนหักคืนแต่ผลเก็บสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 3.4% สรุปจากดัชนีพื้นฐานข้างต้นอนุมานว่าเศรษฐกิจพื้นฐานแม้จะยังไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ถดถอยลง สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีข้อสังเกตคือยอดขายโดยรวมลดลงแต่กำไรเพิ่มขึ้นทั้งนี้อาจเนื่องจากต้นทุนลดลงจากราคาน้ำมันหรือเพิ่มราคาขายเพราะยังไงๆยอดขายก็น้อยลงแล้วเอากำไรเพิ่มดีกว่า

เมื่อพิจารณาในประเด็นการส่งออก แม้ว่าการส่งออกที่ลดลงจะยังคงมีแนวโน้มแกว่งตัวสูง แต่เมื่อมองในภาพรวมรวมจะเห็นว่าปริมาณวงเงินที่คาดว่าจะลดลงจากภาคการส่งออกในรอบ 8 เดือนดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาซึ่งกระทรวงพาณิชย์เคยประเมินว่าการส่งออกอาจลดลงประมาณ 4-5% ซึ่งจะทำให้ปริมาณเงินที่เกิดจากการส่งออกหายไปประมาณ 300,000 ล้านบาทแต่ถ้าประเมินใหม่จากผลการส่งออกในรอบ 8 เดือนคาดว่าการส่งออกที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อวงเงินหมุนเวียนประมาณ 200,000 บาทเท่านั้นและเมื่อนำเอาดุลการค้ามาประกอบด้วยแล้ว ประเทศไทยได้ดุลการค้าเป็นวงเงินในรอบ 8 เดือนเป็นวงเงิน 130,000 ล้านบาท ทำให้พอสรุปได้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจน่าจะดูดีขึ้น (ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่า GDP จะลดลงอย่างที่ ธปท คาด 2.5-2.7% หรืออย่างที่ ธ.โลกประเมินไว้ประมาณ 2% น่าจะสูงกว่าที่ ธปท. คาดไว้)


เมื่อพิจารณาเรื่องอัตราเงินเฟ้อ เป็นการติดลบเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน ประเด็นนี้ยังน่าห่วง เพราะแสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อในระดับฐานรากยังมีปัญหา อัตราเงินเฟ้อในเดือน 9 แสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าในภาพรวมเริ่มคงที่ สินค้าที่ไม่ใช่อาหารเริ่มมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ถ้าจะให้สรุปผลจากฐานข้อมูลข้างต้น น่าจะเป็นไปอย่างที่ท่านรองนายกฯสมคิดท่านพูดไว้ว่าเศรษฐกิจน่าจะพ้นวิกฤตและมีแนวโน้มเจริญเติบโตขึ้น

ส่วนคำวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการกระตุ้นบ้านจัดสรรนั้น อยากบอกว่าไม่สามารถนำไปเทียบกับการซื้อรถยนต์คันแรกได้ เพราะเมื่อซื้อรถยนต์แล้วราคารถจะลดลงอย่างต่อเนื่องและยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมา จัดเป็นประเด็นหนี้ที่เกิดจาการบริโภค ผมขอใช้คำภาษาอังกฤษนะครับว่าเป็น Consumption Loan ส่วนการซื้อบ้านนั้นเป็นเรื่องของการออมหรือเรียกว่า Investment Loan สามารถชดเชยค่าผ่อนส่งกับค่าเช่าบ้านได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วบ้านจัดเป็นทรัพย์สินที่มีแต่ราคาเพิ่มขึ้น ประเด็นหนี้จึงจัดเป็นหนี้ที่ถือเป็นการลงทุน อยากบอกให้เกิดความเข้าใจนะครับ เพราะนโยบายที่ออกมาบางทีก็ถูกอธิบายไปอีกมุมหนึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ถ้าหากผู้ซื้อบ้านไม่ประเมินฐานะตัวเอง ซื้อบ้านเกินวัตถุประสงค์การใช้หรือเกินกำลัง อาจทำให้ไม่สามารถผ่อนส่งได้ ดังนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือในเรื่องบ้านมือสองโดยเร่งด่วน

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-18 photo-vr-resize-1000-handicraft-1 dsc01364 pr-600-400-king-13

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1