ดัชนีเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2558

Saturday, July 18, 2015
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ดัชนีเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2558

ผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2558

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลทหารพลเอกประยุทธ

ผลการเก็บภาษีในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2558 นั้น ผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนหักคืนนั้นยังต่ำกว่าปีก่อนในช่วงเดี่ยวกันอยู่ประมาณ แต่หลังหักคืนมีมูลค่าการเก็บเพิ่มสูงขึ้น 4.42% ส่วนยอดเก็บรายได้ทั้งหมดสุทธิในช่วง 5 เดือนของปี 2558 สูงกว่าปี 2557 ประมาณ 0.88% นับว่าการบริโภคของประชาชนอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อนๆโดยประมาณ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม 2558 นั้นยังมีมูลค่าติดลบ แสดงให้เห็นถึงอำนาจการซื้อภาคประชาชนอ่อนแอลง ยิ่งเมื่อพิจารณาแนวโน้มแล้วการที่อัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องกันยาวนานกว่า 5 เดือนนั้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเศรษฐกิจถดถอยอาจไม่ใช่เงินฝืดอย่างที่บุคคลากรภาครัฐพยายามออกมาพูด อย่างไรก็ตามคงต้องพยายามหามาตการแก้ไขต่อไป

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ

ผลการค้าต่างประเทศเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2558

ผลการส่งออกของไทยเป็นเงินบาทระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2558 ลดลงประมาณ -4.0% ส่วนการนำเข้าลดลงประมาณ -9.1% อย่างไรก็ตามไทยยังได้เปรียบดุลการค้าประมาณ 74,000 ล้านบาท เมื่อคิดเป็นการส่งออกในรูปเงินสกุลสหรัฐแล้ว ยอดส่งออกลดลงประมาณ -4.5% ยอดนำเข้าลดลงประมาณ -9.6% ยอดดุลการค้าได้เปรียบประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ การที่ยอดส่งออกลดลงทำให้ผลผลิตในภาพรวมเพื่อการส่งออกลดลงด้วยนั้นส่งผลให้เกิดปัญหาด้านกำลังการผลิตและการจ้างงานตามมาก็ตามแต่การที่ไทยยังเกินดุลการค้าอยู่นั้นก็ไม่ทำให้ฐานะการเงินของไทยอ่อนแอลงมากนัก สิ่งที่ที่รัฐบาลต้องเข้าใจคือต้องปรับปรุงโครงสร้างการผลิตอย่างไรจึงจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเป็นไปอย่างยั่งยืนและมั่นคง

จะเห็นว่าดัชนีมหภาคด้านการบริโภคและการค้าต่างประเทศอยู่ในสภาวะคับขัน จำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆที่ดีพอมากระตุ้นและปริมาณเงินที่ใช้รวมๆกันแล้วต้องมีขนาดใหญ่พอประมาณ มิฉะนั้นจะไม่สามารถฉุดกระชากระบบเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนได้

แนวโน้มของปัญหาเศรษฐกิจไทย

จากการติดตามเศรษฐกิจของไทยอย่างสม่ำเสมอและเคยเขียนเป็นบทความในเว็ปไซ้ท์ creativevill.com เป็นระยะๆ โดยสอบถามข้อมูลจากนักธุระกิจและวิเคราะห์จากฐานข้อมูลที่ได้จากภาครัฐทั้งจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยสรุปว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะยู่ในระดับต่ำสุดแล้วเพราะฐานข้อมูลที่เคยสอดคล้องกันมาตลอดในระยะหลายปีเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะผันผวนขึ้น อย่างไรก็ตามได้บอกว่าการที่เศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำสุดนั้นจะเงยหัวขึ้นเมื่อไรนั้นคงต้องติดตามดูต่อไป และยังเคยเล่าให้ฟังว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2558 นี้นั้นแตกต่างจากเมื่อปี 2540 เพราะเมื่อปี 2540 นั้นตกลงอย่างทันทีทันใดน่ากลัวมาก แต่ครั้งนี้ค่อยเป็นค่อยไปแรกๆไม่ค่อยน่ากลัวนักเพราะเชื่อว่าน่าจะพอแก้ไขได้ แต่พอไปนานๆกลับรู้สึกกลัวมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยกลับชลอตัวลงไปเรื่อยๆ ประกอบกับเกิดความไม่แน่ใจว่าศักยภาพการแก้ปัญหาของท่านผู้นำและทีมงานจะสามารถทำได้ดีแค่ไหน เพราะท่านผู้นำเองอาจบอกว่าท่านรู้เศรษฐศาสตร์แต่ท่านไม่เข้าใจหรอกครับ ส่วนทีมงานเองก็มีแนวคิดแตกต่างกัน มีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน เมื่อนำเสนอผู้นำซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องเลยไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร เหตุการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะเคยเกิดให้เห็นตัวอย่างครั้งหนึ่งในรัฐบาลหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เรามีนักเศรษฐกิจผู้เชี่ยวชาญในทีมรัฐบาล 2 ท่านมีแนวคิดแตกต่างกัน แต่ท่านผู้นำไม่รู้เรื่อง ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างเชื่องช้าและผิดทิศผิดทางไปหมด หวังว่าหลายๆคนยังคงจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี ก็ลองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ครั้งนี้ดูว่าเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน

ถ้าเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 เครื่อง กำลังการบริโภคภาคประชาชน การลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการค้าระหว่างประเทศ อยากเปรียบเทียบให้ฟังว่า ครั้งเมื่อปี 2540 นั้นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยดับไป 3 เครื่องเหลือแต่เครื่องการค้าต่างประเทศเท่านั้นที่ยังทำงานได้และดีมากจนทำให้ช่วยพลิกฟื้นฐานะการเงินของประเทศจากที่แทบล่มสลายคล้ายๆกับกรีซในปัจจุบันขึ้นมาใหม่ จนครั้งหนึ่งมีเงินสำรองอยู่มากถึงประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เศรษฐกิจไทยในปี 2558 นี้ดูเหมือนเครื่องยนต์ทั้ง 4 เครื่องแทบจะดับหมด จะยังพอเหลืออยู่บ้างก็แต่เครื่องที่เป็นการลงทุนภาครัฐเท่านั้นที่พอจะกอบกู้ เพราะฐานะการเงินของประเทศที่ยังดีเพราะมีสำรองอยู่มากถึง 160,000 ล้านเหรียญมากกว่าภาระหนี้สินทั้งหมดของทั้งภาครัฐและเอกชนและฐานะการคลังแม้จะเป็นปัญหาในเรื่องการเก็บภาษีและรายได้อื่นๆเข้าประเทศแต่ภาระหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ในสภาพที่ไม่หนักหนาสากรรจ์มากนักเพราะมีอัตราอยู่ที่ต่ำกว่า 40% ของ GDP ยังมีช่องเพียงพอให้ภาครัฐสามารถกู้เงินเพื่อใช้ในการลงทุนได้ไม่ว่าจะเป็นการกู้ในประเทศหรือกู้จากต่างประเทศ ดังนั้นจึงพูดได้ว่าอยู่ที่ศักยภาพของรัฐบาลจะสามารถจัดการกับเครื่องยนต์ที่ยังพอใช้ได้อยู่แม้จะเดินสดุดบ้างเป็นบางครั้งให้สามารถขับเคลื่อนเพื่อรอเวลาการซ่อมแซมเครื่องยนต์เครื่องอื่นๆกลับฟื้นคืนมาได้หรือไม่ บอกตรงๆโดยส่วนตัวไม่ค่อยเชื่อน้ำยาว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาได้เร็วพอไม่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำมากเกินไปจนต้องอาศัยองค์กรระหว่างประเทศอย่างหลายๆประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ขาดรัฐบาลที่สามารถจนทำให้ประเทศต้องตกเป็นทาสทางการเงินหรือพูดอีกอย่างว่าประเทศได้สูญเสียอธิปไตยทางการเงินให้กับ IMF และธนาคารกลางและประเทศในกลุ่ม EU ได้แต่หวังว่ารัฐบาลชุดนี้คงไม่นำพาประเทศจนต้องสูญเสียอธปไตยทางการเงินให้กลับ IMF อีกครั้งเหมือนเมื่อปี 2540 นะครับ

จากที่ติดตามแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทั้งระยะสั้นและระยะยาวแล้ว อยากนำมาเล่าให้ฟังใน 3-4 เรื่องที่น่าสนใจ เช่นเรื่องแรกเป็นการช่วยเหลือ SMEs ด้วยการจัดตั้งกองทุนค้ำประกันเงินกู้ 70% ของวงเงินกู้ เรื่องสองเป็นแนวคิดเกี่ยวกับ Border Free Trade Zone ตามชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ เรื่องสามเป็นแนวคิดการพัฒนาประเทศให้เป็น International Trading Hubs และสุดท้ายเป็นเรื่องกองทุนเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมภาคการผลิตโดยการร่วมลงทุน หรือเงินให้กู้ในลักษณะพิเศษสามารถแปลงเป็นเงินให้เปล่าได้ เลยขอวิเคราะห์และวิจารณ์แบบพอสังเขปนะครับ เรื่องอื่นๆส่วนใหญ่เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำทั้งนั้น ไม่ใช่ไม่ดีนะครับแต่มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเศษเงินจึงไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่พอควรให้ขับเคลื่อนได้

เรื่องแรกเกี่ยวกับการให้ SMEs กู้ ความจริงแล้วการช่วยเหลือ SMEs เป็นเรื่องที่รัฐทุกรัฐบาลต้องทำ แต่มาตรการการเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ถึง 70% เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ เหมือนกับให้เปล่าเลยยิ่งกว่าโครงการรับจำนำข้าวที่กล่าวหารัฐบาลยิ่งลักษณ์เสียอีก ถ้าปล่อยจริงเชื่อว่ารัฐบาลคงต้องรับภาระหนี้เสียจำนวนมาก และในที่สุดก็คงต้องนำภาษีรัฐเข้าชดเชยหนี้เสียเหล่านั้นเหมือนเมื่อครั้งที่เกิดปัญหาหนี้ในยุคปี 2540 เรื่องนี้โดยหลักการแล้วเห็นด้วยแต่โดยละเอียดการปฏิบัติมีปัญหาแน่นอน สงสัยคงต้องเตรียมฟ้องรัฐบาลนี้ข้อหาทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินจำนวนมากเสียแล้ว

เรื่องสองเกี่ยวกับ Border Free Trade Zone เป็นโครงการที่ควรพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไทยควรให้ความช่วยเหลือด่านเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตเพื่อนบ้านพร้อมๆกับข้อเสนอพัฒนาเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้ฐานะของเพื่อนบ้านดีขึ้นแล้วยังช่วยลดปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศด้วย ไม่ทราบว่ารัฐบาลได้มอบหมายให้มีการจัดทำโครงการและดำเนินไปได้มากน้อยเท่าไรแล้ว หรือเพียงแต่พูดโก้ๆให้ดูเหมือนมีกิจกรรมแต่ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ

เรื่อสามเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาประเทศให้เป็น International Trading Hubs เท่าที่เข้าใจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ท่านคงมีแนวคิดให้เป็น International Trade Hubs ทั้งในระดับ ASEAN ก่อนแต่ต้องวางหลักให้สามารถขยับขยายให้เป็นระดับ ASIA หรือ ระดับโลก อยากบอกว่าเป็นข้อเสนอที่ดีโดยเฉพาะเริ่มต้นในระดับ ASEAN เพราะไทยเป็นศูนย์กลางเชิงภูมิศาสตร์สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซี่ยน จีนตอนใต้ และยังสามารถเชื่อมโยงได้ไปจนถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆตั้งแต่รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เส้นทางเดินเรือทั้งในประเทศที่สามารถเชื่อมต่อได้กับประเทศเพื่อบ้าน โครงสร้างพื้นฐานด้านอินเตอร์เนตความเร็วสูงซึ่งไทยมักมีปัญหาว่ามีแต่ความคิด มีแต่ปาก แต่ไม่มีมือ หรือพูดแบบหยาบๆคือ ”ได้แต่คิดแต่ทำไม่เป็น” นอกจากนั้นระเบียบกติกาต่างๆอีกมากมายที่จำเป็นต้องมีเพื่อชักจูงให้บรรดาประเทศต่างๆเข้ามาลงทุน แนวคิดนี้เป็นแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ด้านการกระจายสินค้าที่ดีทำนองเดียวกันกับกาคิดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตด้วยเทคโนโลยี

เรื่องที่สี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักวิศวกร นักวิทยาศาสตร์รวมทั้งนักประดิษฐ์ทั่วๆไป เป็นการจัดตั้งกองทุนเพื่อการร่วมทุนส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นเงินกู้ที่มีเงื่อนไขพิเศษสามารถแปลงเป็นเงินให้เปล่าได้อีกส่วนหนึ่ง เงินกองทุนที่มีหลักการนี้เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่งเพราะส่วนใหญ่นักประดิษฐ์ไม่ค่อยมีเงินทุนมากมายทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองเป็นเจ้าของกิจการได้ “Entrepreneurship” อย่างไรก็ตามในสังคมอุปถัมภ์แบบไทยๆจำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดีพอว่าเงินที่ได้จากกองทุนนี้ถูกนำไปเพื่อการพัฒนาจริงๆ ไม่ใช่เกิดการสูญเสียเนื่องจากการทุจริต นอกจากนั้นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ได้รับเงินกู้จากกองทุนนี้ในเรื่องครามรู้เกี่ยวกับการตลาด การเงินเพื่อให้เกดความสูญเสียให้น้อยที่สุด

แนวทางปฏิบัติในสามเรื่องหลังที่เล่าให้ฟังเป็นส่วนของยุทธศาสตร์ในแต่ละด้านเป็นเรื่องระยะกลางและยาว จำเป็นต้องจัดอันดับความสำคัญให้ดี แต่สิ่งที่อยากบอกคือเป็นวิสัยทัศน์ที่ต้องจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ควรถูกกำหนดในนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01364 pr-600-400-king-3 dsc01365 photo-vr-resize-1000-handicraft-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1