เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

Monday, April 20, 2015
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์ บทความเพื่อสถาบันสร้างอนาคตไทย

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์

หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียที่เรียกกันว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ประมาณปี 2541 ได้มีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทย ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งหรือหลายท่าน หนึ่งในนั้นน่าจะเป็น ดร.วีระพงศ์ รามางกูร ท่านได้เปรียบเทียบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคล้ายกับเครื่องบิน 4 เครื่องยนต์ เครื่องยนต์เครื่องที่หนึ่งคือ การบริโภคภายใน เครื่องที่สองคือการค้าต่างประเทศ เครื่องที่สามคือการลงทุนภาครัฐและเครื่องสุดท้ายคือการลงทุนภาคเอกชน วิกฤตเมื่อปี 2540 นั้นได้วิจารณ์กันไว้ว่า เครื่องยนต์เครื่องที่หนึ่งดับสนิทเพราะธุรกิจประสบปัญหาต้องปลดคนงานโดยเฉพาะงานก่อสร้างทั้งหลาย ส่วนเครื่องยนต์เครื่องที่สามการลงทุนภาครัฐก็ยากลำบากเรียกว่าแทบดับสนิทเช่นเดียวกันเพราะรัฐบาลถูกกำหนดเงื่อนไขต้องรัดเข็มขัด จัดทำงบประมาณสมดุล ถูกบังคับให้ลอยตัวค่าเงินบาทลดค่าใช้จ่ายต่างๆมากมาย ใครที่ติดตามกรณีของกรีซคงจะสามารถเปรียบเทียบได้ว่าคงไม่แตกต่างกันมากนัก  เครื่องยนต์เครื่องที่สี่การลงทุนภาคเอกชนประสบปัญหามากมายเนื่องจากสถาบันการเงินถูกปิดจำนวนมากทำให้ธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียนอีกทั้งกำลังซื้อหดหายส่งผลทำให้กำลังผลิตเหลือเกินกว่าที่จะต้องลงทุนเพิ่ม คงเหลือแต่เครื่องยนต์เครื่องที่สี่การค้าระหว่างประเทศที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลานั้น เพราะเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ทำให้สินค้าไทย เช่น ผลิตผลการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมกลุ่มใช้แรงงาน ราคาถูกลงเป็นที่ต้องการของต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้พืชผลการเกษตรมีราคาสูงขึ้น กลุ่มที่ทำธุรกิจส่งออกต่างได้กำไรพอสมควร ทำให้เกิดกำลังซื้อในระดับหนึ่งช่วยให้การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ตกต่ำมากเกินไปหรือถึงกลับหยุดชะงัก ในขณะเดียวกันการนำเข้าลดลงเพราะราคาสินค้าแพงขึ้นมากประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนในระยะนั้นค่อนข้างผันผวนทำให้พ่อค้าชลอการสั่งสินค้าเข้า ส่งผลดีต่อประเทศไทย ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลทั้งๆที่ประเทศไทยมีการขาดดุลการค้ามาตลอดกว่า 20 ปี ทำให้ไทยสามารถสะสมเงินตราต่างประเทศได้สูงถึงกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อมาพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งได้ส่งสัญญาณว่ามีสภาพอ่อนแอตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาเนื่องจากปัญหาการเมือง มีการปิดถนนทำให้เกิดอุปสรรคกับการค้าในหลายๆพื้นที่ มีน้ำท่วมใหญ่ส่งผลต่อการผลิตสินค้าในโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกจำนวนมาก ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศในความสามารถแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย แถมยังมีการปฏิวัติถึง 2 ครั้งในปี 2549 และปี 2557 ส่งผลต่อความร่วมมือจากต่างประเทศ ไม่สามารถเจรจากับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิผล บรรดาพ่อค้าต่างส่งสัญญาณถึงรัฐบาลให้รีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สถาบันการเงินทุกแห่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยรวมทั้งองค์กรการเงินระหว่างประเทศต่างลดอัตราการเจริญเติบโตของประเทศ เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆแล้วจะเห็นว่าหากรัฐบาลไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็วแล้วมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่าอาจเกิดปัญหาเศรษฐกิจถดถอยกับประเทศไทยขึ้นได้ ทั้งๆที่ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตในระดับ 5% ต่อปีได้อีกยาวนานพอสมควร

อย่างไรก็ตามปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นปัญหาของประเทศไทยโดยเฉพาะ ประเทศไม่ได้โดนบีบบังคับอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2540 ความสามารถในการแก้ปัญหาจึงเป็นปัญหาเชิงศักยภาพของผู้มีส่วนเข้ามาหรือผู้อาสาเข้ามาแก้ ให้ติดตามดูต่อให้ดี ส่วนบทความนี้จะชี้ให้เห็นปัญหาในแต่ละส่วนพร้อมทั้งแนวทางในการเสนอทางออกไว้ในตอนท้ายๆของบทความนี้

ลองมาพิจารณาปัจจัยที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่าเกิดปัญหาหรือไม่อย่างไร ลองเปรียบเทียบเป็นเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ดูดีไหมครับ

การบริโภคภายในเครื่องยนต์เครื่องที่หนึ่ง

การพิจารณาถึงการบริโภคภายในประเทศนั้น หลักฐานการพิจารณาได้ดีที่สุดน่าจะเป็นผลการเก็บมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นภาษีที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บ ณ จุดขาย ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงแสดงให้เห็นถึงกำลังสามารถของประชาชนในการจับจ่ายใช้สอย แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้เป้นอย่างดี ถ้าพิจารณาจากข้อมูลการรายงานการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนหักคืนของกระทรวงการคลังในสองเดือนของปี 2558 แล้ว จะเห็นว่ามีมูลค่าต่ำกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มของปี 2547 ประมาณ -2.69% และภาษีมูลค่าเพิ่มหลังหักคืนในสองเดือนของปี 2558 แล้ว จะเห็นว่ามีมูลค่าต่ำกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มของปี 2547 ประมาณ -1.48% ถ้าพิจารณาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2557-ปัจจุบัน จะเห็นว่าผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนประมาณ -4.10% จะเห็นว่ากำลังมีทิศทางผันผวนและมีแนวโน้มถดถอยลง

การค้าระหว่างประเทศหรือเครื่องยนต์เครื่องที่สอง

การค้าเป็นเงินบาท

การส่งออกใน 2 เดือนแรกมกราคม-กถมภาพันธุ์ 2558 มีมูลค่าเท่ากับ 1,121,510 ล้านบาทต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2557 ซึ่งส่งออกเท่ากับ 1,177,107 ล้านบาทหรือต่ำกว่าเท่ากับ -4.7% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่าเท่ากับ 1,136,904 ล้านบาทต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่นำเข้าเท่ากับ 1,214,684 ล้านบาทหรือต่ำกว่าเท่ากับ -6.4% ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้าเท่ากับ -15,394 ล้านบาท

การค้าเป็นเงินเหรียญสหรัฐ

การส่งออกในช่วงเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธุ์ปี 2558 มีมูลค่ารวมเท่ากับ 34,478 ล้านเหรียญสหรัฐลดลงกว่าการส่งออกของปี 2557 ซึ่งมีมูลค่าส่งออกเท่ากับ 37,024 ล้านเหรียญหรือลดลงเท่ากับ -4.9% ส่วนการนำเข้าในช่วงสองเดือนแรกของปี 2557 มีมูลค่าเท่ากับ 34,545 ล้านเหรียญลดลงกว่าการนำเข้าของสองเดือนแรกในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งนำเข้าเป็นมูลค่า 36,271 ล้าเหรียญหรือลดลงเท่ากับ -6.7% ทำให้การค้าต่างประเทศเป็นเงินเหรียญขาดดุลการค้าประมาณ -69 ล้านเหรียญ

การลงทุนภาครัฐหรือเครื่องยนต์เครื่องที่สาม

การพิจารณาแนวโน้มการลงทุนภาครัฐคือแนวโน้มการจัดทำงบประมาณ หลักการสำคัญของการจัดทำงบประมาณคือการพิจารณาดุลยภาพระหว่าง รายได้ภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐ โดยพยายามยึดหลักวินัยการเงินการคลังเป็นตัวควบคุม ส่วนใหญ่ในเรื่องว้นัยการเงินการคลังนั้นคงต้องพิจารณาหนี้ภาครัฐหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหนี้สาธารณะกับการใช้จ่ายพร้อมกับการลงทุนในโครงการต่างๆว่ามีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลตลอดจนคุ้มค่ากับการลงทุนเชิงผลตอบแทนทั้งในรูปการเงินหรือผลตอบแทนเชิงเศรษฐศาสตร์หรือไม่ เพราะแนวการบริหารจัดการมักจะใช้วิธีการกู้เงินทำโครงการต่างๆ ทำให้ผลตอบแทนทางการเงินมีส่วนสำคัญว่าจะสามารถคืนเงินกู้ยืมได้หรือไม่ ดังนั้นรัฐเองจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงการจัดลำดับก่อนหลังของโครงการ มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ยอดเก็บภาษีของ 3 กรมภาษีหลัก

เมื่อพิจารณารายได้ของรัฐแล้วจะเห็นว่ารายได้เก็บสุทธิของ 3 กรมภาษีมีมูลค่ารวมในสองเดือนแรกของปี 2558 มากกว่ายอดเก็บได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 7.6% แต่เมื่อรวมการเก็บตั้งแต่ต้นปีงบประมาณคือตุลาคม-กุมภาพันธุ์แล้ว มูลค่าการเก็บจะมากกว่าปีก่อนประมาณ 0.64%

ยอดเก็บภาษีเป็นรายได้คลังทั้งหมด

แต่เมื่อพิจารณายอดการเก็บรายได้ทั้งหมดก่อนหักคืนหรือโอนให้ อปท. แล้วปรากฏว่าในสองเดือนแรกของปี 2558 เก็บได้มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2557 ประมาณ 0.93% แต่เมื่อรวมยอดเก็บตั้งแต่ต้นปีงบประมาณคือช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธุ์แล้วในปี 2558 จะมียอดเก็บมากกว่าปี 2557 ประมาณ 1.48% แต่เมื่อรวมยอดเก็บสุทธิแล้วยอดเก็บตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2557-2558 จะเก็บได้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 1.30%

สัดส่วนรายได้จากการเก็บภาษีทั้งหมด หนี้สาธารณะกับ GDP

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรายได้ภาครัฐทั้งหมดแล้วจะเห็นว่าแม้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจะลดต่ำลง การเก็บยอดรายได้ทั้งหมดก็ยังสูงกว่ายอดเก็บได้เมื่อปีก่อน แม้จะเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายแต่ก็ยังไม่ได้ต่ำไปมากนัก และเมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนการเก็บรายได้ทั้งหมดต่อ GDP ซึ่งเก็บได้ประมาณร้อยละ 16-18% หรือประมาณไม่เกิน 2.2-2.5 ล้านล้านบาท ส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 ถ้าหากพิจารณาในแง่วินัยการเงินการคลังด้วยแล้วจะเห็นว่ารัฐยังสามารถกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในจ่ายในโครงการสำคัญๆได้อีกเป็นวงเงินมากถึง 2 ล้านล้านบาท จะยังคงสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เกินร้อยละ 60 ดังนั้นถ้าหากรัฐจะกู้เงินเพื่อจัดทำโครงการใดๆที่เป็นประโยชน์และคุ้มกับการลงทุนแล้ว ควรจะเร่งพิจารณา

การลงทุนภาคเอกชนเครื่องยนต์เครื่องที่สี่

จากการพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันจากปัจจัยการบริโภคภายในประเทศและปัจจัยเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศแล้ว จะเห็นว่าจากแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลต่อภาคเอกชนเกี่ยวกับความต้องการลงทุนแน่นอนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนมากนัก เชื่อว่าแนวโน้มการพิจารณาคงอาจเป็นไตรมาส 3 หรือ 4 ซึ่งเป็นการคาดคะเนของสถาบันทางการเงินและเศรษฐกิจหลายๆแห่ง

สรุปประเด็นปัจจัยหลักเกี่ยวกับเศรษฐกิจเครื่องยนต์ทั้ง 4 เครื่องของเครื่องบินไอพ่น

จะเห็นว่าปัจจัยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การบริโภคภายในก็ดี การค้าระหว่างประเทศก็ดี การลงทุนภาคเอกชนก็ดี อยู่ในสภาวะอ่อนแอ ถ้าเปรียบเทียบเป็นเครื่องบินไอพ่น 4 เครื่องยนต์แล้ว เครื่องยนต์ 3 เครื่องมีอาการสดุดพร้อมดับลงได้ทุกเวลา เครื่องยนต์ที่เหลืออีก 1 เครื่องคือปัจจัยการเก็บรายได้ภาครัฐเพื่อพิจารณาถึงความสามารถในการลงทุนก็อ่อนแอด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ยังสนับสนุนอยู่คือปัจจัยหนี้สาธารณะยังไม่สูงมากนัก ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศมีจำนวนค่อนข้างมากถึง 160,000 ล้านเหรียญ ขณะที่หนี้ต่างประเทศที่ผูกพันทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 130,000 ล้านเหรียญ แสดงให้เห็นฐานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในเกณฐ์ดี มีความแข็งแกร่งพอที่จะนำมาใช้ในการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และถ้าหากรัฐจะลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือทำโครงการใดๆที่มีการพิจารณาแล้วว่าน่าจะส่งผลตอบแทนได้ในอนาคต รัฐก็ควรตัดสินใจก่อนที่ฐานะทางเศรษฐกิจไทยจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้เขียนได้เคยเขียนมาหลายครั้งแล้วว่าควรจัดทำเป็นสองแนวทางหลัก คือ แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและแนวทางระยะกลางและยาวเพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับแนวทางระยะสั้น รัฐบาลจะต้องจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรระยะสั้น ผู้เขียนใคร่เสนอให้รัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยใช้มาตรการอัตราแลกเปลี่ยนในการช่วยปรับราคาสินค้าเกษตร เพราะถ้าหากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนตัวลง น่าจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น สินค้าที่ใช้แรงงานจะสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ส่งออกมากขึ้น นักธุระกิจที่ทำการส่งออกก็จะสามารถทำกำไรมากขึ้น จะช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนได้ดีขึ้น นอกจากนั้นจะต้องเร่งปรับโครงสร้างภาคการเกษตรและโครงสร้างอาชีพในภาพรวมของกลุ่มเศรษฐกิจย่อย

สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดความยั่งยืนนั้น การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดและขณะเดียวกันรัฐจำเป็นต้องสนับสนุนการผลิตการประกอบอาชีพด้านอาชีวะให้เกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญในสาขาวิชาชีพต่างๆ ช่างเครื่องยนต์ ช่างอิเลคทรอนิค นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เร่งรัดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดต้นทุนด้านลอจิสติคส์ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสื่อสาร อินเตอร์เน็ต พัฒนาการเรียนการสอนด้านภาษาต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์ ผ่านข่องทางทางทีวี เป็นต้น

การรวมกลุ่มประเทศอาเซี่ยนในต้นปี 2559 จะทำให้กลายเป็นกลุ่มอาเซี่ยนกลายเป็นตลาดใหญ่ เป็นที่ต้องตาต้องใจขององค์กรใหญ่ๆจากประเทศต่างๆ รัฐต้องจัดทำยุทธศาสตร์ในการพัฒนาบุคลากรให้เกิดความสามารถด้านการสื่อสารแล้ว รัฐยังจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลากรเกิดความคิดทั้งความเป็นเหตุเป็นผล เกิดความคิดเชิงสร้างสรรและเชิงนวัตกรรมเพื่อให้เกิดทั้งความสามารถและความได้เปรียบเชิงการแข่งขันด้วย

สรุป

ปัจจุบันจัดได้ว่าประเทศไทยตกอยู่ในวงจรเศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งหนึ่งแม้ว่าในภาพรวมอาจไม่รุนแรงเหมือนเมื่อครั้งต้มยำกุ้งปี 2540 เมื่อพิจารณาปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะแตกต่างกันบ้าง ในปี 2540 ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการค้าระหว่างประเทศ ส่วนปัจจัยสนับสนุนคืออัตราแลกเปลี่ยน ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันปัจจัยหลักกลับกลายเป็นการลงทุนภาครัฐเพราะสถานะทางการเงินสำรองและหนี้สาธารณะอยู่ในสภาพเข้มแข็งในระดับหนึ่ง ถ้าหากรัฐบาลปรับยุทธศาสตร์ให้ดีแล้วลงมือทำเชื่อว่าน่าจะส่งผลเชิงจิตวิทยาให้ภาคเอกชนลงทุนได้เร็วขึ้น

เมื่อปี 2540 ประเทศไทยไม่มีเงินสำรองต้องอาศัยการช่วยเหลือจาก IMF ถูกบีบให้รัดเข็มขัดทุกอย่าง แต่ในปี 2558 ประเทศมีเงินทุนสำรองมากถึง 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีหนี้ที่เป็นภาระผูกพันธ์ประมาณ 130,000 ล้านบาท ซึ่งไม่จำเป็นต้องเร่งรัดคืนแถมยังมีช่วงระยะเวลาการผ่อนใช้คืนได้ยาวถึง 50% ดังนั้นถ้ารู้จักใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ประเทศน่าจะพัฒนาไปได้อีกไกล

อยู่ที่ฝีมือการแก้ปัญหาแล้วละ

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-3 photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-18 pr-600-400-king-9

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1