วิจารณ์เศรษฐกิจรัฐบาลประยุทธ

Sunday, March 1, 2015
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

วิจารณ์เศรษฐกิจรัฐบาลประยุทธ

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2558

ประยุทธ จันทร์โอชา ถ้าไม่กลัวคำว่าประชานิยม ก็มีแนวโน้มแก้เศรษฐกิจไทยได้สำเร็จโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นอีกนานครับ

สองเดือนของปี 2558 กำลังผ่านไป นับจากวันปฏิวัติมาแล้วประมาณ 9 เดือนกับ 8 วัน ตั้งรัฐบาลคณะรัฐประหารมาได้ 5 เดือน เศรษฐกิจของประเทศดูเหมือนจะสาระวันเตี้ยลง เตี้ยลงสาระวันจริงๆ วิธีการแก้ปัญหาก็ดูเหมือนจะไม่สามารถฝากความหวังได้ อยากลองเล่าจากความจำที่ผ่านมาในช่วงไม่นานนัก เอาประเด็นหลักๆก็พอนะครับ

เริ่มต้นตั้งแต่การแก้ปัญหาชาวนา รัฐบาลเที่ยวโพนทะนาว่าแก้ปัญหาชาวนาขายข้าวในรัฐบาลชุดก่อนแล้วไม่ได้เงินก็ช่วยจัดการจนได้ แต่ความจริงแล้วรัฐบาลก่อนหน้านั้นเขาพยายามแล้ว แต่ถูกผู้ยิ่งใหญ่หลายต่อหลายท่านและบรรดา กปปส. ใช้มวลชนกดดันทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงิน กดดันแม้แต่กรรมการผู้จัดการออมสินยังต้องลาออก ดังนั้นบอกได้เลยว่าที่จ่ายเงินให้ชาวนาได้ไม่ใช่เพราะความสามารถนะครับ แต่เป็นอิทธิพลภายใต้อำนาจกระบอกปืน

กระทรวงการคลังพยายามที่จะช่วยคนยากจนด้วยการออก พรบ.เกี่ยวกับ “นาโนไฟแนนซ์” โดยประยุกต์มาจาก “ไมโครไฟแนนซ์” รูปแบบของบังคลาเทศที่ให้กู้ในวงเงินประมาณ 100-200 เหรียญสหรัฐ หรือธนาคารประชาชนของออมสินไม่รู้นะครับ โดยแนวคิดขอชมเชยเลยว่าเป็นเรื่องดี หลายๆรัฐบาลพยายามทำแต่ยังไม่สำเร็จ แต่เมื่อลงในเนื้อหาแล้่วสุดแย่จริงๆ โดยเนื้อหานั้นให้สามารถกู้ได้สูงสุด 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยสูงสุด 36% ต่อปี เขาคิดเป็น 3% ต่อเดือน คนคิดโครงการนี้คงลืมไปว่าเงินกู้ประเภทนี้ (ชาวบ้านหรือฝรั่งเขาเรียกว่า Shark Loan) เขาเก็บดอกเบี้ยเดือนต่อเดือน ถ้ากู้ 100,000 บาทจะต้องเสียดอกเบี้ย 3,000 บาทต่อเดือน คนจนจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยขนาดนี้ สงสัยคนจนคงหนีหนี้แน่ๆหรือไม่ก็คงถูกบรรดาเจ้าหนี้ซ้อมจนฟันหัก หรือถูกฟันแขนขาขาดเหมือนอย่างที่นครสวรรค์หรือที่ได้ยินเป็นประจำ แต่รู้หรือไม่ครับระบบเก็บดอกเบี้ยเดือนต่อเดือนนั้นเป็นลักษณะที่วงการเงินเขาเรียกว่า Flat Rate จะทำให้อัตราดอกเบี้ยกลายเป็นประมาณ 70-72% ต่อปีหรืออย่างที่บรรดาบริษัทรถยนต์เขาคิดสำหรับผู้ซื้อรถเงินผ่อน แตกต่างจากการผ่อนบ้านจัดสรรนะครับที่เขาหักดอกหักต้น โครงการนี้สงสัยแทนที่จะช่วยแก้ปัญหากลับกลายเป็นสร้างปัญหา ถ้าจำได้เมื่อครั้งที่ธนาคารออมสินจัดโครงการธนาคารประชาชน ให้วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท เขาคิดดอกเบี้ยแค่เดือนละ 1% รวมเป็น 12% ต่อปีมีลักษณะเป็น Flat Rate เมื่อรวมๆแล้วนั่นคือคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 22% ต่อปี

เรื่องต่อมาประมาณกลางเดือนมกราคม ท่านรองนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ท่านออกมาให้สัมภาษณ์ทางทีวีว่าเศรษฐกิจดีขึ้นโดยดูจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนปี 2557 จนถึงเดือนมกราคม 2558 แถมยังอบรมพิธีกรทำหน้าที่สัมภาษณ์ว่าไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ ความจริงเรื่องนี้ผมไม่อยากนำมาเขียนถ้ากระทรวงการคลังไม่ออกมาแถลงคล้ายๆกับที่ท่านรองนายกฯพูดไว้ อยากบอกว่าท่านรองนายกฯว่า ที่ท่านรองฯพูดว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มค่อยๆสูงขึ้นนั้นถูกต้องครับ แต่เป็นเพียงการผันผวนตามฤดูกาล แต่ถ้าเทียบกับยอดเก็บระยะเดียวกันหรือเดือนเดียวกันระหว่างปีต่อปีจะเห็นว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้น้อยกว่ายอดเก็บในปี 2556 และในเดือนมกราคม 2558 ก็เก็บได้น้อยว่าเดือนมกราคม 2557 ด้วย โดยสรุปก็คือยอดการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสุทธิในรอบ 4 เดือนปีงบประมาณ 2557-2558 ลดลงกว่ายอดเก็บได้ในช่วงเดียงกันของปี 2556-2557 ครับ เลยขอยกเอาตารางยอดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนคืนกับหลังคืนมาให้ดูกันจะๆเลยครับ ท่านรองนายกฯปรีดียาธรครับเวลาพูดอ้างอิงข้อมูลแล้วละก็ ทีหลังอย่าลืมเทียบกันกับปีก่อนด้วยนะครับ

เรื่องที่อยากพูดต่อไปก็คือเมื่อประมาณสัก 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาท่านผู้ว่าแบงค์ชาตินายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ท่านพูดถึงสภาพคล่องของประเทศ ท่านบอกว่าธนาคารมีเงินสดที่เป็นสภาพคล่องอยู่มากถึง 700,000-800,000 ล้านบาท ที่เป็นปัญหาเพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ หรือคนไม่ยอมกู้ นอกจากท่านประสารจะพูดแล้วยังมีคนอื่นพูดคล้ายๆกันอีก พอได้ยินเงินเหลือในธนาคาร 700,000-800,000 ล้านบาททำให้เห็นภาพและนึกถึงสถานการณ์หลังปี 2540 เลยครับ ช่วงนั้นสภาพคล่องในภาคเอกชนลำบากยากเข็นมาก ธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้เพราะกลัวว่ากู้ไปแล้วจะไม่ได้คืน ไม่เพียงเท่านั้นนะครับธนาคารยังพยายามยึดเงินที่ได้จากการขายประจำไว้ไม่ยอมปล่อยให้พ่อค้า ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่งธุระกรรมหลายๆอย่างไม่ผ่านธนาคาร เป็นที่รู้ดีว่าการที่มีเงินคงค้างในธนาคารมากขนาดหลายแสนล้านแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นการที่ผู้ว่าประสารออกมาบอกว่ามีเงินอยู่ในธนาคารมากถึงหลายแสนล้านนั้นนึกไม่ออกว่าเป็นเพราะแบงค์เริ่มกลัวคนกู้อีกแล้วหรือว่าคนไม่ยอมกู้เพราะยังไม่อยากขยายธุรกิจกันแน่ แต่สิ่งที่เชื่ออย่างยิ่งก็คือถ้าเศรษฐกิจดีพ่อค้าจะเร่งขยายกิจการแน่นอน แต่ถ้าไม่ดีพ่อค้าก็จะรอจังหวะจากกำลังผลิตของตนเอง เขารู้ว่าเขาควรลงทุนเมื่อไร แบงค์ก็เช่นเดียวกันเขาเห็นกระแสเงินสดของลูกค้าเขาทุกวัน ประเภทกระแสเงินสดดีๆเขาก็จะชักชวนให้กู้ แต่ถ้ากระแสเงินสดไม่ดี เขาก็จะบอกว่าแบงค์ใหญ่สั่งเข้มงวดหรือพยายามให้นำหลักทรัพย์ดีๆมาค้ำประกันซึ่งก็เป็นไปได้ยากครับ

ที่เป็นข่าวใหญ่และทำให้หลายคนค่อนข้างตกใจก็คือ ผลการส่งออกของเดือนมกราคม 2558 มีมูลค่าคิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐลดลง -3.7% คิดเป็นเงินบาทลดลง -2.6% ทั้งๆแทบทุกคนในภาครัฐบาลคาดว่าน่าจะส่งออกได้ดีขึ้น เรื่องนี้สำหรับผมแล้วบอกว่าไม่น่าแปลกใจเพราะได้พูดมาตลอดเวลาตั้งแต่ปี 2555 แล้วว่าไทยกำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ในกลุ่มสินค้าที่ใช้แรงงานเพราะแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อไม่สอดคล้องกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้น กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอิเลคทรอนิคส์ที่เคยเป็นดาวเด่นก็กำลังเป็นดาวร่วงเนื่องจากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนไป ทำให้เจ้าของสินค้าเขาเกิดความคิดว่าย้ายฐานผลิตดีกว่าเพราะรอบๆบ้านเรา ค่าแรงก็ถูกกว่า พูดก็รู้เรื่องกว่า พื้นฐานความรู้ในอีกไม่นานก็ดีกว่า สินค้าเกษตรหลายๆตัวก็สู้ข้างบ้านไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเวียตนาม อินเดียซึ่งยังไม่เสถียรในเรื่องปริมาณ ส่วนพม่าเชื่อว่าอีก 2-3 ปี คงส่งออกข้าวได้มากขึ้นแน่ ส่วนยางตอนนี้ปลูกเต็มภาคพื้นอาเซี่ยนไปหมด ลองล่องเรือจากจีนตามลำน้ำโขงดู สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยาง ความหวังเรื่องราคาคงจะลำบาก ดูตารางการส่งออกเล่นกันดีกว่า

การค้าต่างประเทศเป็นเงินบาท

การค้าต่างประเทศเป็นเงินเหรียญสหรัฐ

ลองหันกลับดูข่าวที่กระทรวงการคลังเพิ่งประกาศลดเป้าเก็บภาษีลงประมาณ 160,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2557-2558 ความจริงแล้วในภาพรวมการเก็บภาษีที่ผ่านมา 4 เดือนนั้น กระทรวงการคลังเก็บภาษีสุทธิจริงได้ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2556-2557 แต่เนื่องจากได้กำหนดเป้าหมายการเก็บสูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดินที่ตั้งสูงขึ้น ผลการประกาศลดเป้าหมายการเก็บภาษีหมายความว่ากระทรวงการคลังต้องกู้เงินเพื่อชดเชยเงินงบประมาณแผ่นดินอีกประมาณ 160,000 ล้านบาท ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือจ่ายเป็นค่าลงทุนจ้างทำโครงการต่างๆ เพราะฉะนั้นก็ขอเตือนกันล่วงหน้าไว้นะครับว่าอาจมีการดึงเกมการจ่ายเงินกันเล็กน้อย พ่อค้าก็เตรียมกู้ธนาคารเพื่อเป็นวงเงินสดหมุนเวียนไว้ก็แล้วกัน

มาพูดถึงประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครพูดกันดีกว่าไหมครับ เรื่องอัตราเงินเฟ้อครับ ในช่วงก่อนๆเรามักเป็นห่วงกันเรื่องอัตราเงินเฟ้อว่าสูง ของแพงขึ้น แต่ในช่วงหลังๆอัตราเงินเฟ้อลดต่ำลงจนเกิดการติดลบหรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่า Deflation หลายๆคนให้เหตุผลว่าเพราะราคาน้ำมันดิบลดลง แต่ถ้าอ่านจากรายงานของกระทรวงพาณิชย์จะเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อค่อยๆลดต่ำลงเดือนต่อเดือน แต่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกลับแพงขึ้นขณะที่กลุ่มที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลงเร็วมากจนติดลบมาแล้ว 2 เดือนติดต่อกัน ถ้ามองในเรื่องของฐานข้อมูลอาจมีมุมมองได้ 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกเนื่องจากราคาต้นทุนน้ำมันถูกลงต้นทุนการผลิตถูกลง พ่อค้าเลยยอมลดราคา เหตุผลนี้ฟังได้หรือไม่พิจารณากันเอาเองครับว่าเป็นวิสัยของพ่อค้าหรือไม่ ประเด็นต่อมาคงเนื่องจากกำลังซื้อถดถอยลง ทำให้ต้องยอมลดราคาเพื่อลดสินค้าคงคลัง ลดการผลิต สิ่งที่ผู้เฝ้าระวังทางเศรษฐกิจภาครัฐต้องให้ความสนใจมากๆก็คือถ้าหากอัตราเงินเฟ้อยังคงลดต่ำลงต่อไปจะส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งๆที่สถานการณ์ในภาพรวมไม่ควรเกิดแบบนั้น อย่าอ้างอิงประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอันขาด เพราะจะแสดงให้เห็นว่าผู้อ้างอิงนั้นไม่มีศักยภาพความเป็นผู้นำประเทศเลยแม้แต่น้อย เพราะประเทศพัฒนาเหล่านั้นมีระบบเศรษฐกิจค่อนข้างอิ่มตัว สิ่งที่น่ากังวลก็คือถ้าหากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในประเทศไทย ราคาทรัพย์สินต่างๆจะลดลง ประเทศจะลดความมั่งคั่ง อัตราการเจริญเติบโตจะต่ำมากจนติดลบก็ได้ครับ

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่อาจเป็นดัชนีชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างไร ส่วนแนวทางแก้ปัญหานั้นผมเคยเขียนไว้แล้วในบทก่อนๆ ลองค้นดูก็แล้วกันว่า ระยะสั้นเพื่อให้เกิดผลเร็วที่สุดควรทำอย่างไร ระยะกลางและระยะยาวควรทำอย่างไร

ล่าสุดรัฐบาลมีโครงการที่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เช่นโครงการกองทุนหมู่บ้าน แต่ทำแบบกล้าๆกลัวๆ ทำให้วงเงินมีขนาดเล็กประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาทเท่านั้น วงเงินจำกัดเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเห็นผลแน่นอน เพราะคำนวนเบื้องต้นจะส่งผลเพียง 0.03-0.04% เท่านั้น (GDP ไทยประมาณ 12 ล้านล้านบาท) เรียกว่าเสียของครับ อยากให้เปรียบเทียบเมื่อครั้งรัฐบาลสหรัฐฯเข้าช่วยเหลือวิกฤตเศรษฐกิจ Sub-Prime Mortgage Loan Crisis นั้นรัฐบาลใช้เงินประมาณ 700,000-800,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 5% ของ GDP สหรัฐฯ (GDP ประมาณ 13-14 ล้านล้านเหรียญ) แต่ในที่สุดแบงค์ชาติต้องลงมาช่วยโดยการใช้นโยบาย QE เป็นเงินรวมทั้งสิ้นอีกประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 20% ของ GDP

คณะรัฐบาลชุดมาจากรัฐประหารนำโดยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา คงกลัวคำว่าประชานิยมมากเกินไป คงไปว่ารัฐบาลชุดก่อนๆไว้มาก ทั้งๆที่สถานการณ์แตกต่างกันมาก เลยอยากบอกว่านโยบายประชานิยมยุคแรกของพรรคไทยรักไทยนั้นเป็นการช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมซึ่งต้องหยุดกำลังผลิตไว้ส่วนหนึ่งได้มีโอกาสใช้กำลังผลิตให้เต็มที่เพื่อพร้อมที่จะลงทุนต่อ หลังจากนั้นนโยบายประชานิยมควรชลอหรือลดลง นโยบายของรัฐขั้นต่อไปต้องเน้นเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถต่อยอดการผลิตใหม่ๆได้หรือต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดการลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจหรือเรียกตามภาษาสมัยใหม่ว่า Logistic Cost หรือโครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยให้เกิดโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆขึ้น เช่น อินเตอร์เน็ต การสร้างความเชี่ยวชาญหรือความสามารถด้านเทคนิคให้กับบุคลากร ตลอดจนความสามารถเชิงความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม แต่ปรากฏว่ากลับนำไปใช้ในการผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายเพื่อฐานเสียงทางการเมืองเพราะขาดหลักคิดว่า การสร้างให้เกิดความสามารถในการต่อยอดนั้นมันมีลักษณะเชื่อมโยงกันกับแนวคิดกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้การพัฒนาของประเทศมีลักษณะไม่ต่อยอดกัน ลุ่มๆดอนๆ แต่เมื่อรัฐบาลทหารเข้ามาบริหารประเทศนั้นเศรษฐกิจอยู่ในยุคตกต่ำคล้ายๆกับเมื่อครั้งที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยขึ้นมาบริหารประเทศใหม่ๆ เลยไม่กล้าใช้นโยบายประชานิยมทั้งๆที่จำเป็นต้องใช้ในยามนี้ นอกจากนั้นแบงค์ชาติเองก็คงลืมไปว่าการที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยขึ้นบริหารประเทศนั้นอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 40-50 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ ทำให้การส่งออกไทยดีขึ้นและทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจากใกล้ศุนย์เป็นที่ประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนที่จะลดลงเหลือประมาณ 160,000 ล้านเหรียญในปัจจุบันเพราะปัญหาทางการเมืองและผลจากการดุลการค้าต่างประเทศติดลบ 3-4 ปีติดต่อกันมีมูลค่าสูงประมาณกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศลดน้อยลง อีกทั้งประเทศขาดการพัฒนาในประเด็นต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น

พูดถึงตอนนี้คนแบงค์ชาติคงบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังเข้มแข็งครับเพราะมีฐานเงินสำรองกว่า 160,000 ล้านเหรียญ ไม่จำเป็นต้องบริหารจัดการให้เงินบาทอ่อนตัว ครับเป็นวิธีคิดของผู้รับผิดชอบด้านนโยบายการเงิน ผิดกลับประเทศจีนนะครับ ใครที่อ่านข่าวเกียวกับผู้บริหารระดับสูงของจีนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกจากจีนและกำลังหามาตรการป้องกันอยู่ ทั้งๆที่เขามีเงินทุนสำรองสูงมากถึง 3-4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แถมปี 2557 ยังมีตัวเลขเกินดุลการค้าสูงมาก (จำตัวเลขไม่ได้ครับและขออภัยที่ขี้เกียจค้นว่าเป็นจำนวนเท่าไร) ที่แน่ๆมากกว่าเงินทุนสำรองของไทยทั้งหมดครับ

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-1 pr-600-400-king-13 dsc01363 dsc01366

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1