อัตราแลกเปลี่ยนกับปัญหาเศรษฐกิจ

Wednesday, February 4, 2015
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

อัตราแลกเปลี่ยนกับปัญหาเศรษฐกิจ

Ben Bernanke ประธานเฟด ผู้ใช้นวัตกรรมทางการเงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว

ก่อนปี 1972 สหรัฐอเมริกาจะผูกค่าเงินดอลล่าร์เข้ากับน้ำหนักทองคำซึ่งมีความหมายว่าปริมาณเงินที่รัฐบาลพิมพ์ออกมาใช้นั้นสามารถรองรับด้วยทองคำที่ประเทศเก็บสำรองไว้ เมื่อประเทศมีการพัฒนามากขึ้นปริมาณเงินที่ต้องพิมพ์ออกใช้มากขึ้นจนรัฐบาลไม่สามารถหาปริมาณทองคำมารองรับ รัฐบาลจึงประกาศลอยตัวค่าเงินเหรียญสหรัฐฯไม่ผูกกับทองคำอีกต่อไป ต่อมาประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายก็ประกาศลอยตัวค่าเงินกับโลหะมีค่าต่างๆ แต่ประเทศจำนวนมากที่เศรษฐกิจไม่เข้มแข็งพอ ถ้าหากไม่มีหลักประกันเกี่ยวกับค่าเงินแล้วก็อาจไม่ได้รับความเชื่อถือในการซื้อขายระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องผูกค่าเงินเข้ากับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

ในโลกทุนนิยมในช่วงก่อนอินเตอร์เน็ตนั้น การค้าการลงทุนต่างๆยังค่อนข้างมีพรหมแดนหรือขอบเขตจำกัด การเคลื่อนไหวในเรื่องการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆไม่รวดเร็ว ทำให้ความกดดันเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนไม่มากนัก เนื่องจากการพัฒนาของแต่ละประเทศมีระดับแตกต่างกัน ทำให้เกิดประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนขึ้น ในระยะหลังระบบทุนนิยมยุคโลกาภิวัฒน์ที่กระตุ้นให้แต่ละประเทศมีการทำธุระกรรมทั้งด้านการค้าและการเงินมากขึ้น เมื่อมีระบบสื่อสารที่ดีเชีนอินเตอร์เน็ต ทำให้ระบบการเงินสามารถเคลื่อนไหวจากซีกโลกหนึ่งไปสู่อีกซีกโลกหนึ่งได้ภายในเสี้ยววินาที ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลกระทบหรืออาจผ่อนคลายต่อปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ เราจึงเห็นความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาและเป็นไปตามทฤษฎีอุปสงค์อุปทานในหลักวิชาเศรษฐศาสตร์

ในยุคโลกาภิวัฒน์ การแข่งขันระหว่างองค์กรและระหว่างประเทศค่อนข้างรุนแรง ประเทศต่างๆต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างมีความเป็นพลวัตรสูง ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีหรือด้านการออกแบบเพื่อสร้างความแตกต่างพร้อมปัจจัยด้านการตลาด ถ้าหากเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศแล้วปัจจัยที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบต่อการแข่งขัน ปัจจัยการลงทุน อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันได้ด้วย แต่เนื่องจากระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศส่งผลให้มีความแตกต่างกันทั้งในภาคการผลิตการเกษตร แตกต่างกันในกลุ่มการผลิตภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนแตกต่างกันในภาคบริการ ปัจจุบันโลกมีความเป็นพลวัตรสูง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีส่งผลให้มีการผลิตหรือประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นตลอดเวลาอีกทั้งยังทำให้การสื่อสารถึงกันได้ในพริบตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านอินเตอร์เน็ตทำให้ธุรกิจข้ามประเทศด้านการเงิน การลงทุนในด้านบริการ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนและผันแปรได้อย่างรวดเร็ว

อัตราแลกเปลี่ยนกับการสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

อัตราแลกเปลี่ยนในโลกทุนนิยมข้ามชาติเสริมบทบาทความสามารถในการแข่งขันได้ ช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ในเบื้องต้นของปัญหาได้เป็นอย่างดี ในช่วงต่อไปจะชี้ให้เห็นบทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนในการช่วยลดปัญหาทางเศรษฐกิจในหลายๆกรณี

ปัญหาเศรษฐกิจไทยยุคต้มยำกุ้ง 2540

หลายคนคงทราบดีว่าช่วงปี 2529-2534 เป็นช่วงที่นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของไทยเรียกว่า “ยุคทองเศรษฐกิจไทย” มีการย้ายฐานการลงทุนจากประเทศต่างๆมากมาย เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่เป็นการย้ายฐานผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเพื่ออาศัยแรงงานราคาถูกและสิทธิด้านภาษีอากรในการส่งออกจากประเทศพัฒนา ทำให้ประเทศมีการจ้างงาน อุตสาหกรรมบ้านจัดสรรขยายตัวอย่างรวดเร็ว ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น มีการเก็งกำไรมากมาย ตลาดหุ้นขยายตัวเช่นกันแม้ว่าจะยังมีคนไม่มากนักเข้าใจการลงทุนผ่านตลาดทุนก็ตาม เศรษฐกิจไทยอยู่ในยุคเฟื่องฟูจนทำให้หลายๆคนพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 นอกเหนือจากสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ นักการเงิน นักการธนาคาร และนักวิชาการแบงค์ชาติต่างคิดวางแผนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงิน มีการจัดตั้งสถาบัน BIBF ทำให้การซื้อขายกู้ยืมเงินตราต่างประเทศคล่องตัวขึ้น

อัตราแลกเปลี่ยนระหว่าดอลล่าร์สหรัฐและเงินบาทในช่วงเวลา 1960-2015

แนวคิดให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินเป็นแนวคิดที่ดีแต่เป็นการคิดแบบไม่เข้าใจสถานการณ์ตนเองมากนักและแนวทางปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับเวลาแถมการควบคุมยังมีปัญหา อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าจะเป็นบทเรียนก็คือการไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศซึ่งมีอัตราประมาณ 4-5% กับอัตราเงินฝากในประเทศซึ่งสูงประมาณ 11-14% ทำให้เกิดการลงทุนเทียม คือการกู้เงินตราต่างประเทศระยะสั้นมาฝากในสถาบันการเงินในประเทศ สามารถทำกำไรได้ 8-9% ทันที หรือหลายๆคนก็นำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะเดียวกันการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในภาวะเงินไหลเข้าไหลออกอย่างรวดเร็วไม่มี คือธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยึดอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างคงที่ ผลก็คือพวกที่กู้เงินตราต่างประเทศมาฝากในประเทศแทบไม่มีความเสี่ยงเลย ผลจากเศรษฐกิจฟองสบู่ในยุคนั้น ทำให้เกิดคนชั้นกลางมากขึ้น มีการใช้จ่ายเกินตัว มีการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ประเทศเกิดความเสี่ยงต่อการพัฒนา เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ ขาดดุลงบประมาณ หนี้ระยะสั้นต่างประเทศภาคเอกชนอยู่ในสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยลดค่าเงินบาท แต่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยกลับนิ่งเฉย เพราะฟังเสียงนายธนาคารใหญ่ๆหลายท่านถ้าหากมีการลดค่าเงิน ธนาคารเหล่านั้นแทบทุกแห่งจะประสบความเสียหายมาก เมื่อดัชนีมหภาคทางเศรษฐกิจสำคัญๆหลายๆตัวฟ้องถึงสถานการณ์ของประเทศอย่างแท้จริงว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี ทำให้นักเก็งกำไรค่าเงินเข้าโจมตีค่าเงินบาททันที ผู้บริหารธนาคารชาติขาดจิตสำนึกถึงรากฐานเศรษฐกิจที่แท้จริงก็ใช้เงินสำรองระหว่างประเทศซึ่งมีไม่มากนักเข้าต่อสู้ จนกระทั่งเงินสำรองหมดกระเป๋า จำเป็นต้องเจรจากับ IMF ทำให้ต้องโดนเงื่อนไขทารุณกรรมเช่นเดียวกับประเทศกรีซในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท รัฐบาลต้องสั่งปิดสถาบันการเงิน 48 แห่งเป็นการชั่วคราวก่อนปิดเป็นถาวรในเวลาต่อมา 46 แห่ง ทำให้ธุรกิจจำนวนมากขาดเงินทุนหมุนเวียนทันที เงินที่ทำมาหาได้เมื่อนำเข้าธนาคาร ธนาคารก็ไม่ยอมปล่อยออกอีก ทำให้กิจการต้องเจ้งเป็นจำนวนมาก

ผลจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาททำให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ยามที่เศรษฐกิจค่อนข้างมีเสถียรภาพ อัตราแลกเปลี่ยนก็มีโอกาสผันผวนน้อย ยามที่เศรษฐกิจอ่อนแอ อัตราแลกเปลี่ยนก็จะผันผวนมาก จาก 25-26 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐฯในช่วงก่อนปี 1996 อ่อนค่าลงถึง 57 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แล้วจึงค่อยแข็งค่าขึ้นเมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้มแข็ง

การขอความช่วยเหลือจาก IMF ทำให้ไทยต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆของ IMF เช่น การลอยตัวค่าเงินบาท ต้องจัดทำงบประมาณแบบรัดเข็มขัด ต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะยากลำบากมากๆ ผู้คนตกงานโดยเฉพาะแรงงานก่อสร้าง การใช้จ่ายภาครัฐก็ทำได้ยาก เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีการที่นักลงทุนจะลงทุนก็ยากเพราะผลตอบแทนน้อยหรือช้า แต่ประเทศไทยโชคดีที่เรามีผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตรเพื่อการส่งออกจำนวนมาก มีการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เมื่อประกาศลอยตัวค่าเงินบาททำให้เงินบาทอ่อนตัวจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 25-26 บาทต่อเหรียญสหรัฐเป็นประมาณ 40-57 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศจึงถูกลง ทำให้สินค้าเกษตรและกลุ่มสินค้าที่ใช้แรงงานสามารถส่งออกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้การท่องเที่ยวดีขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวจากยุโรปมาเที่ยวไทยในราคาที่ถูกลง ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวจึงเป็นภาคเศรษฐกิจที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถช่วยให้ไทยมีเงินตราต่างประเทศมากพอที่ใช้คืนเงินกู้และกลับเป็นอิสระจากเงื่อนไขต่างๆของ IMF จนกระทั่งถึงยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจึงมีมากขึ้น มาตรการต่างๆที่ใช้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน  30 บาทรักษาทุกโรค พักหนี้เกษตรกร การจำนำราคาข้าวเปลือก จึงช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากเศรษฐกิจตกต่ำ รายได้ภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น จนสามารถทำงบประมาณสมดุลได้ในปี 2557-2558 ยุคพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีบทบาทสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในช่วงต้มยำกุ้งเป็นอย่างดี

ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของญี่ปุ่น

เป็นที่ทราบกันดีว่าครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยได้รับการกล่าวขานจากนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ทั้งตะวันตกและตะวันออกว่าเป็นประเทศที่มีระบบการบริหารจัดการทั้งด้านการบริหารบุคคลและเศรษฐกิจที่ดีและสมควรเอาเป็นตัวอย่าง มีตำราต่างๆเกี่ยวกับญี่ปุ่นมากมาย หลายๆประเทศก็คิดจะเอาญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างการพัฒนา การสร้างความมั่งคั่ง อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาในรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว จะเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าเงินดอลล่าร์สหรัฐและเงินเยนมีค่าประมาณ 300-250 เยนต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐจากช่วงปี 1960-1990 โดยเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นจนเมื่อปี 1990 อยู่ที่อัตรา 150 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การผลิตด้วยการย้ายฐานผลิตไปสู่ประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ญี่ปุ่นจึงค่อยๆประสบกับปัญหาการว่างงาน การมีกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้น อัตราส่วนของแรงงานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุและเด็กค่อยๆสูงขึ้น ประกอบกับค่าแรงงานที่แพงมากขึ้นส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นประสบปัญหาเกี่ยวกับค่าครองชีพ

อัตราแลกเปลี่ยนดอลล่าร์สหรัฐกับเงินเยนญี่ปุ่น 2012-2015

เนื่องจากคนญี่ปุ่นเป็นผู้ที่ขยันขันแข็งอดทนและรู้จักเก็บออม ทำให้ญี่ปุ่นมีเงินออมค่อนข้างสูงในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังพัฒนาตนเองจนทำให้ญี่ปุ่นมีนวัตกรรมเพื่อการค้าสำรองเป็นจำนวนมาก แม้อัตราแลกเปลี่ยนจะแข็งขึ้นเพียงใด ญี่ปุ่นเองก็ยังได้เปรียบดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้ค่าเงินเยนยังคงแข็งขึ้นตลอดมาและกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศแม้ญี่ปุ่นจะใช้มาตรการต่างๆมากมายก็ยังไม่สามารถผ่อนคลายปัญหาลงได้ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2512 เมื่อนาย Shinzo Abe ได้ประกาศใช้นโยบายหาเสียงด้วยการทำให้เงินเยนอ่อนเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ทำให้ได้รับเลือกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นาย Shinzo Abe จึงสั่งการให้ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อทำให้ญี่ปุ่นมีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 2% หรือมากกว่าและทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 2% หรือใกล้เคียง นโยบายดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น แต่เมื่อนาย Abe ยืนยัน ผู้ว่าการธนาคารจึงต้องออกจากตำแหน่งและให้คนใหม่ทำหน้าที่แทน

Shinzo Abe นายกญี่ปุ่นผุ้นำแนวทางอัดฉีดเงินของ Ben Bernanke มาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของญี่ปุ่นจนขัดแย้งกับผู้ว่าการธนาคารกลาง จนผู้ว่าฯต้องลาออก

การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินเยนอ่อนค่าลงจากอัตรา 80 เยนต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐเป็นประมาณ 100 เยนต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐผลทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้น ธุรกิจส่งออกทำกำไรมากขึ้นและนายก Abe ได้ประกาศต่อมาว่าจะเพิ่มแรงงานสตรีญี่ปุ่นซึ่งเป็นแม่บ้านจำนวนมากซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวมีรายได้สูงขึ้น นายกฯ Abe ได้ประกาศแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจด้วยมาตรการใหม่ๆหลายอย่างจนถูกขนานนามว่า “Abenomics” อย่างไรก็ตามยังไม่ทันที่เศรษฐกิจซึ่งเติบโตขึ้นจะเกิดความมั่นคง นาย Abe ได้ประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อปรับสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายจากเดิมที่เคยเก็บที่อัตรา 5% เป็น 8% จากเดือนเมษายน 2557 – เดือนกันยายน 2558 แล้วขึ้นเป็น 10% ในเดือนตุลาคม 2558 เป็นต้นไป มาตรการนี้ส่งผลให้เกิดอาการช็อคกับคนญี่ปุ่นทำให้ชะลอการใช้จ่าย ผลก็คือเศรษฐกิจชะลอตัวตัวลงจนนายกฯ Abe ต้องประกาศชะลอการขึ้นภาษีฯไว้ก่อนและเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นตัดสินใจในผลแห่งนโยบาย Abe จึงได้ประกาศลาออกและให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม Abe ก็ได้รับเลือกตั้งกลับมาใหม่ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น Abe จึงยังคงนโยบาย QE จนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนอยู่ที่ประมาณ 118-120 เยนต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

วิกฤตสินเชื่อซับไพร์มในสหรัฐอเมริกา (Subprime Mortgage Crisis)

สินเชื่อซับไพร์มหรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆคือสินเชื่อหลักประกันบ้านจัดสรรจัดเป็นหนึ่งนวัตกรรมทางการเงินที่กลุ่มนักการเงินสหรัฐฯคิดขึ้น เป็นวิธีการนำหลักประกันที่ใช้ในการกู้เงินซื้อบ้านมาจัดแบ่งเป็นกลุ่มๆมาเป็นหลักประกันสำหรับการออกพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของหลักประกัน วิธีการนี้ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนมากขึ้นในจำนวนหลักประกันคงเดิม และมีการกระทำต่อๆไปหลายชั้น ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวลงในต้นทศวรรษ 2000 ผู้คนเริ่มตกงานมากขึ้น ทำให้การจ่ายเงินคืนให้ธนาคารเริ่มเกิดปัญหา จนกระทั่งปลายปี 2007 และ 2008 ธนาคารเกิดผิดนัดชำระหนี้และกลายเป็นลูกโซ่ ผลคือทำให้ตลาดเงินตลาดทุนโลกปั่นป่วน รัฐบาลสหรัฐฯต้องเข้าช่วยเหลือโดยให้เงินกู้แก่ธุรกิจเป็นจำนวนเงินหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐฯโดยการยึดครองหุ้นของธุรกิจและขายคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อธุรกิจพร้อมคืนเงินหรือรัฐบาลอาจขายหุ้นในตลาดทุนถ้าหากธุรกิจไม่สามารถชำระคืนเงินช่วยเหลือได้ แรงงานตกงานสูงขึ้นจนเกือบๆ 12%

อย่างไรก็ตามการเข้าช่วยเหลือของภาครัฐไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็วพอสมควรเนื่องจากวงเงินที่เกิดวิกฤติเที่ยวนี้สูงมาก ถ้ายิ่งช้าวิกฤตการไม่สามารถชำระหนี้คืนเงินกู้จะยิ่งมากขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯจึงได้มีมาตรการเชิงนวัตกรรมใหม่ออกมา

โดยทั่วไปการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พื้นฐานนั้นจะใช้วิธีการรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่าย ฯลฯ หรือใช้มาตรการการคลังเป็นหลัก คล้ายๆกับที่ IMF เคยทำกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เช่น ประเทศไทย เกาหลี อินโดนีเซีย กลุ่มประเทศในลาตินอเมริกา กลุ่มประเทศเล็กในยุโรป  แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวแต่ละแห่งแม้จะใช้วงเงินในปริมาณไม่มากนักแต่ที่เป็นปัญหาคือใช้ระยะเวลาการฟื้นตัวนาน เช่นประเทศไทยมีวงเงินกู้จาก IMF เพียง 17,000 ล้านเหรียญ แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ปีจึงสามารถหลุดพ้นเงื่อนไขจาก IMF ได้เป็นต้น และภาคประชาชน ภาคธุรกิจต้องได้รับความเดือดร้อนมากมาย

เนื่องจากสหรัฐฯเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก (ประมาณมูลค่า GDP เท่ากับ 13-14 trillion us$) วิกฤตสินเชื่อคราวนี้ยิ่งใหญ่นัก มีวงเงินสูงกระทบไม่เฉพาะแต่สหรัฐฯเท่านั้นแต่ครอบคลุมไปถึงประเทศต่างๆที่ซื้อพันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อนี้ด้วย ดังนั้นการใช้มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพื้นฐานคงต้องใช้เวลายาวนานคล้ายกับประเทศญี่ปุ่นแน่นอน ดังนั้นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯโดยนาย Ben Bernanke จึงตัดสินใจทำวิธีตรงกันข้ามคือแทนที่จะใช้มาตรการการคลังเป็นหลักก็ใช้มาตรการทางการเงินเป็นหลักด้วยการเพิ่มวงเงินเข้าสู่ระบบ แก้ปัญหาพันธบัตรสินเชื่อธนาคาร ทำการอัดฉีดเงินเพื่อซื้อพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยวางเป้าหมายหลักว่าจะต้องลดอัตราการว่างงานลงจาก 11% กว่าให้เหลือประมาณ 6.5% กระนั้นก็ตามยังต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะหยุดวงเงินซื้อพันธบัตรได้เมื่อปลายปี 2557 และค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะมีพื้นฐานมั่นคงอย่างน้อยก็ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อรวมวงเงินที่ใช้ทั้งของรัฐบาลและของธนาคารกลางแล้วจะอยู่ในวงเงินประมาณ 4 trillion$ หรือประมาณ 25% ของ GDP ของสหรัฐฯและเศรษฐกิจสหรัฐฯมีอัตราการเจริญเติบโตถึง 5%

วิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซน

ยูโรโซนเป็นกลุ่มประเทศยุโรปรวมตัวกันเพื่อพึ่งพาและช่วยเหลือกันในพัฒนาประเทศ มีกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลเดียวกัน อีกกลุ่มหนึ่งยังคงใช้เงินสกุลของตนเองที่เคยใช้มาก่อน

จากการที่ทุกประเทศมีเป้าหมายการพัฒนาประเทศโดยเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือเน้นการขยายตัวของ GDP ทำให้ขาดดุลยภาพระหว่างภาคการผลิตกับภาคบริการ ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการกระตุ้นการใช้จ่ายมากกว่าการออม เมื่อภาคการผลิตขาดดุลยภาพ เกิดปัญหาต้องนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภค การนำเข้ามากกว่าการส่งออก ส่งผลให้เกิดการว่างงาน ภาครัฐก็พยายามเพิ่มงบประมาณแผ่นดินโดยหวังว่าจะช่วยเร่งการเจริญเติบโต ในที่สุดหลายๆประเทศก็เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว บางประเทศรายได้ไม่พอรายจ่าย ที่สำคัญความพยายามเร่งการใช้จ่ายเกินตัวยังส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ยิ่งทำให้มูลค่าเงินลดต่ำลง อำนาจซื้อลดลง เกิดปัญหาเศรษฐกิจตามมา

เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาลกลางของกลุ่มประเทศยูโรก็ให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางมีกรอบจำกัด จำเป็นที่ธนาคารกลางของกลุ่มจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ จึงเกิดแนวคิดใช้นโยบายการเงินขึ้นเช่นเดียวกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งในเบื้องต้นธนาคารกลางของกลุ่มยูโรได้ตั้งเป้าหมายอัดฉีดเงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศและธนาคารของประเทศต่างๆไว้ประมาณ 1.1 ล้านล้านยูโรหรือประมาณ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนมีนาคม 2558 นี้

อัตราแลกเปลี่ยนดอลล่าร์และยูโรดอลล่าร์ 2013-2015

อย่างไรก็ตามเนื่องจากธนาคารกลางยูโรได้สรุปมาตรการดังกล่าวค่อนข้างล่าช้า ทำให้คาดการณ์กันว่าอาจต้องใช้เงินอัดฉีดมากกว่าที่คาดไว้มากพอสมควร ขณะเดียวกันเนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีขนาดและระดับเศรษฐกิจแตกต่างกัน มีนโยบายที่แตกต่างกัน อาจทำให้แนวทางการแก้ปัญหาไม่สอดคล้องกันหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของประเทศกรีซที่เคยได้รับความช่วยเหลือมาหลายครั้งแล้วและถูกสร้างให้รับเงื่อนไขการรัดเข็มขัดต่างๆมาหลายปีแต่ก็ยังไม่ทำให้สถานการณ์ผ่อนคลาย ปัญหาการว่างงานยังอยู่ในระดับเดิมหรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส ทำให้รัฐบาลกรีซต้องการใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดเงื่อไขการรัดเข็มขัดลง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา

การเจรจาระหว่างรัฐบาลกลางยูโรกับรัฐบาลกรีซจะส่งปัญหาต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยเพียงใดเคยวิเคราะห์ไว้ในเฟสบุ๊คไว้ส่วนหนึ่งสั้นๆ ลองเปิดอ่านดูก็ได้นะครับ https://www.facebook.com/bhuanantanondh

สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ

เป็นที่ทราบดีแล้วว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ไม่เข้มแข็งมากนักตั้งแต่ประเทศเกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มการเมือง 2 กลุ่ม ระหว่างเหลืองกับแดงในยุคพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลจนเกิดการปฏิวัติขึ้นในเดือนกันยายน 2549 แม้รัฐบาลทหารพลเอกสุรยุทธจะเข้ามาแทนที่แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของชาติได้จนเกิดการเลือกตั้งใหม่ได้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ยังไม่สามารถสร้างความปรองดองระหว่างกลุ่มการเมือง 2 กลุ่มดังกล่าวได้ จนได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีทหารเป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นจนต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ คราวนี้พรรคเพื่อไทยสายเลือดไทยรักไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก ระหว่างนี้เองได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ น้ำได้ท่วมนิคมอุตสาหกรรมที่มีบริษัทต่างประเทศที่ย้ายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกมากมายถึง 5-6 แห่ง ทำให้เป็นปัญหาต่อการส่งออกและความน่าเชื่อถือของภาครัฐในการแก้ปัญหาต่างๆ รัฐบาลใหม่เองก็ต้องใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ทั้งในภูมิภาคและในกทม. แถมในกทม.ยังเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ทำให้การแก้ปัญาบ่อยครั้งต้องเกิดการขัดแย้งกัน นอกจากนั้นรัฐบาลใหม่ยังถูกกดดันโดยกลุ่มชนชั้นนำ มีการจัดตั้งกลุ่ม กปปส.ขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อล้มรัฐบาลและขจัดตระกูล “ชินวัตร” ในที่สุดรัฐบาลต้องลาออกและเตรียมการเลือกตั้งใหม่ แต่เนื่องจากกลุ่ม กปปส.ซึ่ง ประกอบด้วยพลพรรคพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการหนุนของแกนนำประชาธิปัตย์จำนวนมากไม่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง แม้รัฐบาลจะขอร้องให้ทหารออกมาช่วยเหลือแต่ก็ไม่สำเร็จ ส่วนแกนนำ กปปส.เพราะเชื่อว่าถ้ามีการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยก็จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกจึงดำเนินการกีดขวางทุกวิถีทางด้วยคิดว่าทหารจะจัดการให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำรัฐอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่สมหวังครับเมื่อทหารปฏิวัติก็หาวิธีการกำจัดกลุ่มการเมืองทั้งสองฝ่ายเพียงแต่มุ่งไปที่กลุ่มเพื่อไทยมากกว่าเพราะต้องการล้มหรือปราบกระบวนการทักษิณให้สิ้นซาก การเมืองไทยจึงตกอยู่ในกงกำกงเกวียนหรือ “กับดักรัฐประหาร” ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ ทหารเองก็ไม่ได้รับความเชื่อถือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอีกทั้งยังถูกปฏิเสธไม่ยอมรับในการเป็นรัฐบาลตามวิถีทางประชาธิปไตย ทำให้ยากที่จะได้รับการยอมรับจากประเทศตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตย

เหตุการณ์ที่เล่าโดยสรุปเกิดขึ้นระหว่างปี 2548-2557 เป็นเวลาประมาณ 10 ปีส่งผลให้รัฐบาลต่างๆยากที่จะบริหารประเทศอย่างได้ผล เศรษฐกิจของประเทศจึงอยู่ในภาวะผันผวนตลอดเวลา ทั้งๆที่โดยศักยภาพแล้วประเทศไทยควรมีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 7-10% แต่ปัญหาความแตกแยก การแกร่งแย่งอำนาจระหว่างชนชั้นสูงกับกลุ่มประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยทำให้ประเทศประสบปัญหาวุ่นวาย เศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงาน เกิดอาชญากรรมมากมาย นโยบายที่ได้รับการนำเสนอผ่านการเลือกตั้งถูกหาว่าเป็นประชานิยม รัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกกล่าวหาว่าทุจริตคดโกงสารพัด จำเป็นต้องปฏิวัติเพื่อทำการปฏิรูปใหม่ทั้งๆที่ถ้าเพียงแต่ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย ชนชั้นสูงซึ่งสามารถคุมกระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมกับทุกๆคน ประเทศก็สามารถเดินไปได้อย่างสงบและสันติ เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแทบจะสรุปได้ว่าเพราะกลุ่มพรรคชนชั้นสูงไม่ยอมคิดเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางและทิศทางการพัฒนาประเทศ จึงไม่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้ ใช้อำนาจกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งจนประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าทั้งหมดเป็นไปเพราะต้องการกำจัดคนหรือคนในตระกูลเดียว ไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ แม้จะมีการเลือกตั้งใหม่แนวโน้มที่กลุ่มการเมืองเดิมจะได้รับเลือกตั้งกลับมาก็ยังคงสูงอยู่

ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะเห็นว่าเกิดจากประเด็นหลักๆ 3-4 ประเด็นคือ

  1. ประชาชนระดับล่างโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรขาดกำลังซื้ออย่างแท้จริง ราคาสินค้าเกษตรทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลังต่างราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์ เช่นข้าวราคาอยู่ประมาณต้นทุน หรือยางพาราราคาประมาณ 50 บาทต่อกิโล เป็นต้น
  2. จากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปี 2454 ส่งผลให้การส่งออกของไทยเกิดปัญหา เพราะส่วนใหญ่สินค้าที่ผลิตในนิคมอุตสาหกรรมแถวจังหวัดอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ที่ถูกน้ำท่วมเสียหายเป็นสินค้าผลิตเพื่อการส่งออก ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตต่างชาติที่ย้ายฐานผลิตเข้ามายังประเทศไทย เชื่อว่าผู้ผลิตที่ได้รับความเสียหายเหล่านี้จะขาดความไว้วางใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยน่าจะถือโอกาสหาทางย้ายฐานผลิตไปสู่ประเทศต่างๆรอบๆแถมยังมีค่าแรงต่ำกว่าด้วย
  3. สินค้าในส่วนที่เป็นของคนไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้แรงงานสูงไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป เพราะขาดการพัฒนาทั้งคุณภาพ รูปแบบ เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสิ่งทอ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มเครื่องหนัง ล้วนแต่ส่งผลต่อการส่งออกของไทยทั้งสิ้น นอกจากนั้นสินค้าเทคโนโลยีอิเลคทรอนิคส์ที่ไทยเคยเป็นผู้ผลิตเพื่อการส่งออก เช่น ทีวีชนิดใหม่ LED หรือโทรศัพท์ Smart Phone ซึ่งย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซียและเวียตนามเพราะศักยภาพของแรงงานไทยไม่ได้คุณภาพตามที่ผู้ผลิตต้องการ ส่งผลให้การส่งออกที่เคยเป็นพลังขับดันเศรษฐกิจของไทยมาตั้งแต่ปี 2541 จนถึง 2554 ต้องสูญเสียไป
  4. ปกติแล้วการท่องเที่ยวเป็นพลังขับดันเศรษฐกิจไทยที่สำคัญมาตลอด เพราะสามารถทำรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนได้มากทีเดียวแต่จากวิกฤตการเมืองไทยโดยเฉพาะการประกาศกฎอัยการศึก ส่งผลให้ประชาชนในแถบประเทศตะวันตกชะลอการเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย
  5. ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเทคโนโลยีแนวโน้มใหม่ รัฐขาดการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ขาดแนวทางชัดเจนไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒนาฯ กระทรวงการคลัง คณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรม หรืออาจเป็นเพราะองค์กรเหล่านี้ขาดบุคลากรที่เข้าใจอย่างแท้จริงหรือคนรุ่นใหม่ที่พอเข้าใจขาดบารมีพอที่จะทำให้คนรุ่นเก่าล้าหลังเห็นโอกาสก็ได้

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยควรจะแบ่งเป็นขั้นตอนเป็นระยะๆ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยระยะสั้นเป็นการสร้างกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ระยะกลางเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มสินค้าใช้แรงงานและระยะยาวเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้กับอุตสาหกรรมไทย

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นแบบเร่งด่วน

ผู้เขียนได้ย้ำและเขียนมาแล้วหลายครั้งว่าการแก้ปัญหาระยะสั้นนั้นควรจะเป็นการสร้างกระแสเงินหมุนเวียนให้กับระบบ และท่านคงได้อ่านในข้อเขียนตอนต้นแล้วว่าอัตราแลกเปลี่ยนเคยมีส่วนสำคัญในการช่วยไม่ให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำมากเกินไปในช่วงหลังปี 2540 จึงอยากเห็นรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทสไทยร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับทั้งเกษตรกร และธุรกิจภาคการผลิตขนาดกลางและขนาดเล็กที่ความสามารถในการแข่งขันลดลงจนปัจจุบันแทบจะหมดอนาคต เพราะการทำให้เงินบาทอ่อนตัวลงนอกจะช่วยให้สภาพคล่องในระดับฐานรากดีขึ้นแล้วเชื่อว่าน่าจะทำให้เกิดการเกินดุลการค้า เพิ่มเงินสำรองเพื่อการเตรียมตัวสำหรับการแก้ปัยหาระยะกลางและยาวต่อไป

การอ่อนค่าลงของเงินบาทอย่างน้อยที่สุดจะเพิ่มสภาพคล่องในกิจกรรมดังข้างล่างดังนี้

  1. ทำให้สินค้าเกษตรราคาสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ส่งผลต่ออำนาจซื้อของกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย ช่วยให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนและกระไปสู่กลุ่มต่างๆ
  2. ทำให้การส่งออกของสินค้าอุตสาหกรรมไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาดีขึ้น น่าจะส่งผลต่อการส่งออกเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยจะได้รับเงินหลังการแลกเปลี่ยนแล้วเพิ่มขึ้นทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย
  3. ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศราคาถูกลง น่าจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยเป็นจำนวนมาก ช่วยกระแสเงินหมุนเวียนในทั้งภูมิภาคและเมืองใหญ่ๆตลอดจนสินค้าพื้นเมือง OTOP อีกด้วย

อยากเขียนต่อครับแต่เนื่องจากเขียนมายาวมากพอสมควรแล้วเดี๋ยวขี้เกียจอ่าน ไว้เขียนสรุปใหม่ดีกว่านะครับ

ประยุทธ จันโอชา นายกฯจาการรัฐประหาร และทีมเศรษฐกิจและที่ปรึกษาจะมีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างไรหลังจากโจมตีรัฐบาลก่อนๆไว้มากมาย

สรุป

จากบทความนี้จะเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนสามารถใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเร่งด่วนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีของไทยในปี 2540 หรือกรณีของญี่ปุ่น หรือกรณีของ EU ซึ่งโยงกับประเทศ Switzerland ดังนั้นเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน จึงใคร่เสนอแนวคิดการใช้อัตราแลกเปลี่ยนโดยวิธีการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเหมือนดังที่มีนักธุรกิจใหญ่ท่านหนึ่งเคยเสนอไว้เมื่อไม่นานมานี้

นอกจากนั้นยังอยากชี้ว่าแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นบางครั้งจะใช้แนวทางหรือทฤษฎีหรือเศรษฐกิจพื้นฐานนั้นอาจต้องใช้เวลานานหรือทำให้ประชาชนในประเทศเดือดร้อน อาจจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมทางการเงินมาใช้ เช่น วิธีการของอดีตประธานกรรมการกลางสหรัฐฯ นาย Ben Bernanke หรือกรณีนาย Shinzo Abe

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแนวทางที่น่าจะดีที่สุดคือการเน้นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพลวัตร หรือ “Dynamic Sufficiency Economy” ตามรอยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ในพุทธศาสนา “เดินสายทาง” หรืออาจพูดในเชิงปฏิบัติว่าให้สร้างดุลภาพระหว่างภาคการผลิตและบริการให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ อย่ามุ่งเน้นในการสร้างอัตราการเจริญเติบโต GDP อย่างเดียว เพราะถ้าการเติบโตกับอัตราเงินเฟ้อไม่สมดุลกันแล้วจะส่งผลสท้อนกลับทำให้อำนาจการซื้อหรือจับจ่ายใช้สอยลดต่ำลงดังเช่นในกลุ่มประเทศพัฒนาในยุโรปหรือแม้แต่กลับประเทศญี่ปุ่นเองก็ตาม

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-7 pr-600-400-king-13 pr-600-400-king-18 dsc01365

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1