การค้าต่างประเทศเดือนเมษายน 2557

Thursday, May 29, 2014
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

การค้าต่างประเทศเดือนเมษายน 2557

ท่ามกลางการต่อต้านรัฐประหารจากประเทศประชาธิปไตยหลักของโลก การส่งออกจะสามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนเมื่อครั้งเกิดความวุ่นวายทางการเงินหลังปี 2540 หรือไม่

การค้าต่างประเทศเป็นเงินบาท

การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2557 มีมูลค่าเท่ากับ 553,000 ล้านบาทสูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปัก่อนซึ่งส่งออกได้เท่ากับ 505,951 ล้านบาทหรือสูงขึ้นเท่ากับ 9.3% และเมื่อพิจารณาการส่งออกรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2557 แล้วมีมูลค่าเท่ากับ 2,373,141 ล้านบาทสูงกว่ายอดรวมการส่งออกช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งส่งออกได้เท่ากับ 2,200,216 ล้านบาทหรือสูงขึ้นรวม 7.9%

สำหรับการนำเข้าของไทยในเดือนเมษายน 2557 มีมูลค่าเท่ากับ 606,588 ล้านบาทลดลงจากเดือนเดียวกันของปัก่อนซึ่งนำเข้าเท่ากับ 644,543 ล้านบาทหรือลดลงเท่ากับ -7.8% และเมื่อพิจารณาการนำเข้ารวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2557 แล้วมีมูลค่าเท่ากับ 2,424,162 ล้านบาทลดลงจากยอดรวมการนำเข้าช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งนำเข้าได้เท่ากับ 2,200,216 ล้านบาทหรือลดลงรวม -7.8%

ในเดือนเมษายน 2557 การส่งออกมีมูลค่าสูงขึ้นมากและมีการนำเข้าลดลง ทำให้เดือนเมษายน 2557 ไทยยังขาดดุลการค้าประมาณ -53,588 ล้านบาท เมื่อคิดรวมมูลค่าการส่งออกเป็นมูลค่าเงินบาทตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนแล้วแม้ในปี 2557 จะมีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นกว่าช่วงเดือนกันของปีก่อนถึง 7.9%และการนำเข้าจะลดลงมากถึง -7.8% ก็ตาม มูลค่าการนำเข้าเป็นเงินบาทก็ยังสูงกว่าการส่งออก ทำให้ไทยต้องขาดดุลการค้าในช่วง 4 เดพือนแรกของปี นี้ประมาณ -51,021ล้านบาท

การค้าต่างประเทศเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ

การส่งออกเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯในเดือนเมษายน 2557 มีมูลค่าเท่ากับ 17,249 ล้าเหรียญลดลงต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งส่งออกได้ 17,400 ล้านเหรียญหรือลดลงเท่ากับ -0.9% และเมื่อรวมการส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2557 จะมีมูลค่ารวมเท่ากับ 73,460 ล้านบาทลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับ -1%

สำหรับการนำเข้าในเดือนเมษายน 2557 มีมูลค่าเท่ากับ 18,702 ล้านเหรียญต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งนำเข้าเป็นมูลค่า 21,885 ล้านเหรียญหรือลดลงเท่ากับ -14.5% และถ้าเทียบในช่วง 4 เดือนของปี 2557 ซึ่งนำเข้ารวม 74,207 ล้านเหรียญน้อยกว่าปี 2556 ซึ่งนำเข้า 87,499 ล้านบาทหรือลดลงเท่ากับ -15.2%

แม้การนำเข้าในปี 2557 จะมีอัตราลดลงอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออก ทำให้ดุลการค้าในเดือนเมษายนยังขาดดุลกว่า -1,453 ล้านเหรียญ แต่เมื่อรวมยอดดุลการค้าตั้งแต่ต้นปี 2557 แล้วไทยยังมียอดขาดดุลอยู่เป็นมูลค่าไม่มากนักหรือเทียบเท่ากับ -747 ล้านเหรียญสหรัฐ

การวิเคราะห์

ในปลายปี 2556 จนถึงกลางปี 2557 ประเทศไทยมีปัญหาการเมืองภายในทำให้เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้าตกต่ำประกอบกับปัจจัยทางการเงินการคลังภาครัฐส่งผลให้ภาคการผลิตเพื่อการส่งออกชะลอตัวด้วยเช่นกัน เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้วจะมีประเด็นหลักๆดังนี้

  1. ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยลดลง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมีการเพิ่มค่าแรงส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ความได้เปรียบในเรื่องราคาลดลง
  2. กลุ่มสินค้าเทคโนโลยีประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างสูง มีการย้ายฐานผลิตส่วนหนึ่งอีก ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆก็มีการกระจายฐานผลิตไปสู่ประเทศอื่นๆในอาเซี่ยน
  3. สถานการณ์ทางการเมืองและความแตกแยกของกลุ่มอำนาจส่งผลต่อความมั่นใจในแนวนโยบายหลัก ทำให้เกิดความลังเลต่อการพิจารณาขยายการลงทุนในประเทศไทย เช่น โครงการป้องกันน้ำท่วม โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
  4. การอ่อนตัวของค่าเงินบาทส่งผลให้การแข่งขันเชิงราคาของสินค้าไทยดีขึ้น แต่ยังไม่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะแม้ว่าเมื่อคิดเป็นเงินไทยการส่งออกของไทยจะเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 8% แต่เมื่อพิจารณาในรูปเงินตราต่างประเทสแล้ว การส่งออกยังมีมูลค่าลดลงอยู่ประมาณ -1%
  5. การอ่อนตัวของค่าเงินบาทส่งผลต่อการนำเข้าค่อนข้างมีนัยสำคัญคือมีมูลค่าการนำเข้าลดลงถึง -15% โดยประมาณ ทั้งนี้อาจเนื่องจากทำให้ราคานำเข้าสูงขึ้นระกอบเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ทำให้การบริโภคสินค้านำเข้าลดลง

ในช่วงที่พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างถดถอยนั้น การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนโดยธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีความสำคัญค่อนข้างสูง เพราะถ้าแนวทางการบริหารถูกต้อง น่าจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก เพราะจะทำให้สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสามารถแข่งขันได้มากขึ้น ดุลการค้าไทยจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยหมุนเวียนดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่ปัญหากำลังรุมเร้าอย่างมากทั้งปัญหาทางการเมือง ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทย ดังนั้นในระยะสั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นฐานที่ภาคการผลิตส่วนใหญ่เป็นของคนไทย รัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยควรมีการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนให้ภาคการผลิตไทยสามารถแข่งขันได้ดี

สรุป

อุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทยกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตสินค้าพื้นฐาน เช่น ภาคการเกษตร ภาคการผลิตที่อาศัยแรงงาน ส่วนภาคการผลิตอื่นๆ เช่นกลุ่มอิเลคทรอนิคส์ กลุ่มรถยนต์ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ มีการนำเข้าอุปกรณ์เพื่อการประกอบเป็นหลัก ส่วนกลุ่มสื่อสารก้เป็นการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องเร่งเข้าแก้ไข โดยมีมาตรการระยะสั้นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการระยะกลางและยาวเพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าของคนไทยหรือที่มีคนไทยเป็นผู้มีส่วนเป็นเจ้าของ

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01363 pr-600-400-king-7 dsc01365 pr-600-400-king-9

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1