ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม 2556

Wednesday, February 19, 2014
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม 2556

ภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนหักคืน

การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนหักคืนของเดือนธันวาคม 2556 เก็บได้ 59,837 ล้านบาทมากกว่าที่เก็บได้ในเดือนเดียวกันของปี 2555 ซึ่งเก็บได้เท่ากับ 57,505 ล้านบาทหรือมากขึ้นคิดเป็น 4.06% เมื่อรวมยอดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของปี 2556 แล้วเก็บได้รวมเท่ากับ 697,891 ล้านบาทสูงกว่ายอดเก็บทั้งปี 2555 ซึ่งเก็บได้เท่ากับ 691,383 ล้านบาทซึ่งเท่ากับสูงขึ้น 0.94% ซึ่งทำให้สรุปได้ว่าในปี 2556 มียอดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีอัตราเพิ่มที่ลดต่ำลงจาก 20.52% ในเดือนมกราคมลงเหลือ 0.94% ในเดือนธันวาคม

ภาษีมูลค่าเพิ่มหลังหักคืน

เมื่อพิจารณาผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหลังหักคืนจะเห็นว่าในเดือนธันวาคม 2556 เก็บได้เท่ากับ 41,837 ล้านบาทสูงกว่าที่เก็บได้ในเดือนเดียวกันของปี 2555 ซึ่งเก็บได้เท่ากับ 39,205 ล้านบาทหรือเก็บสูงขึ้น 6.71% เมื่อรวมยอดการเก็บทั้งปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2556 แล้วมียอดรวมทั้งสิ้น 471,652 ล้านบาทสูงกว่ายอดเก็บรวมของปี 2555 ซึ่งเก็บได้เท่ากับ 457,779 ล้านบาทหรือสูงขึ้นเท่ากับ 3.03%  ซึ่งทำให้สรุปได้ในทิศทางเดียวกันกับก่นหักคืนว่าในปี 2556 มียอดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีอัตราเพิ่มที่ลดต่ำลงจาก 28.49% ในเดือนมกราคมลงเหลือ 3.03% ในเดือนันวาคม

ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการคำนวนค่าเฉลี่ย 3 เดือน

จากการคำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าเฉลี่ย 3 เดือนพบว่าค่าในเดือนธันวาคม 2556 เท่ากับ 41,407 ล้านบาทสูงขึ้นกว่าค่าคำนวนได้ของเดือนเดียวกันปี 2555 ซึ่งเก็บได้เท่ากับ 39,125 ล้านบาทหรือคำนวนได้เพิ่มขึ้น 5.83% และเมื่อรวมยอดทั้งปีแล้วพบว่ามียอดรวมเท่ากับ 469,595 ล้านบาทสูงกว่ายอดรวมของปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 453,444 ล้านบาทหรือสูงขึ้นเท่ากับ 3.56% จะเห็นว่าอัตราการเพิ่มเป็นไปในทิศทางที่ลดต่ำลงจนเหลือ 3.56% ในเดือนธันวาคมจากที่เก็บได้สูงถึง 20.90% ในเดือนมกราคม

ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการคำนวนค่าเฉลี่ย 3 เดือนหลังพิจารณาอัตราเงินเฟ้อ

เมื่อพิจารณาค่าคำนวนเมื่อคิดรวมอัตราเงินเฟ้อแล้วจะมีอัตราเพิ่มลดต่ำลงจาก 20.89% ในเดือนมกราคมเหลือเท่ากับ 4.87% ในเดือนธันวาคมแสดงให้เห็นว่าเป็นไปในทิศทางดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อที่มีอัตราเพิ่มในปี 2556 ต่ำกว่าของปี 2555

การวิเคราะห์

จากปัญหาทางการเมืองซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ธุระกิจแถวปทุมวัน ราชประสงค์เรื่อยไปถึงย่านอโศก ตามข่าวที่พูดกันคือมียอดขายลดลงประมาณ 60-70% สำหรับสินค้าทั่วๆไป จากประเด็นดังกล่าวน่าเชื่อว่าถ้าปัญหาการปิดกรุงเทพฯยังดำเนินต่อไป จะทำให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย รายเล็ก หรือกลุ่ม SMEs จะประสบปัญหาเงินสดหมุนเวียน ทำให้ไม่สามารถผ่อนจ่ายเงินกู้ได้ ธนาคารก็จะเกิดหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ (NPL) หลังจากหนี้ไม่สามารถผ่อนได้เกินกว่า 3 เดือน และน่าเชื่อว่าจะเกิดในลักษณะงูกินหางไปยังธุระกิจขนาดกลางและอาจโยงไปถึงธุระกิจขนาดใหญ่ นอกจากนั้นยังเชื่อว่าหนี้สินบุคคลทั่วไปที่เกิดจากการใช้เครดิตการ์ดจะเพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลก็คือเดิมทีรัฐบาลอาจคาดหวังว่ามาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำได้จากโครงการเงินกู้สองโครงการคือโครงการป้องกันน้ำท่วม 350,000 ล้านบาทและโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งทั้งสองโครงการนั้นนอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วยังมีส่วนดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย แต่จากการติดตาทข่าวโครงการทั้งสองมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับการเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่ว่าเป็นการกู้เงินที่ไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แปลกนะครับทั้งๆที่โครงการดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่มีแนวโน้วว่าจะถูกศาลรัฐธรรมนูญก้าวก่าย

สิ่งที่แปลกใจก็คือท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลายท่านให้ความเห็นว่า โครงการเงินกู้สำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้นสามารถทำได้ในงบประมาณปกติ ผมไม่ทราบว่าอดีตรัฐมนตรีคลังท่านได้ศึกษางบประมาณแผ่นดินดูหรือเปล่าว่ามีแนวโน้มทำได้แค่ไหน และถ้าจะทำจะต้องแก้ไขพรบ.งบประมาณแผ่นดินใหม่หรือไม่ และต้องแก้ไข พรบ.เพื่อปรับเพดานเงินกู้เท่าไร และอีกประการหนึ่งจะเห็นว่าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินแทบทุกโครงการเป็นโครงการเงินกู้แทบทั้งนั้น ถ้าไม่ต้องกู้ได้ท่านรัฐมนตรีที่ออกมาพูดทั้งหลายทำเรื่องเงินกู้ทำไมครับ หรือว่าแต่ละท่านเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ทำตามข้อเสนอของข้าราชการประจำทั้งนั้น กรุณาย้อนกลับไปดูนะครับไม่อย่างนั้นประเทศชาติเดินหน้าต่อไปไม่ได้ หลายท่านอาจเชื่อว่ากลัวการทุจริตคอรัปชั่น ถ้ามีจริงผมว่าท่านรัฐมนตรีคลังหลายๆท่านคงรู้ช่องทางดี น่าจะสามารถหาทางจับผิดได้นะครับ และควรจะทำกันจริงๆจังๆเสียที ไม่อย่างนั้นประเทศก็คงไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคงได้เห็นสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีพูดเองนะครับว่าเราอาจเดินตามประเทศต่างๆในอาเซี่ยนได้ทั้งๆเราเดินนำหน้าเขามามากพอสมควรแล้ว

สรุป

เนื่องจากปีภาษี 2556-2557 อาจเก็บได้ไม่เท่ากับที่รัฐบาลได้ประเมิน โดยพิจารณาได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บได้ในไตรมาสแรกของปีภาษีมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียง 0.9% แต่เมื่อพิจารณามูลค่าหลังหักคืนแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5.8% ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในปี 2557 การขอคืนภาษีคงได้รับการกวดขันหรือการตรวจอย่างเข้มข้น แต่ถ้ารวมรายได้ของกรมภาษี 3 กรมหลัก คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร แล้วจะเห็นว่ารายได้ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาลดลง -1.45% เมื่อเทียบกับรายได้ปีที่ผ่านมา

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-18 dsc01366 photo-vr-resize-1000-handicraft-3 dsc01365

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1