เที่ยวพม่า 2 ธันวาคม 2556

Friday, December 20, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

เที่ยวพม่า 2 ธันวาคม 2556

ถ่ายรูปร่วมกันบริเวณลานพระเจดีย์ชเวดากอง

ผมและเพื่อนๆอีก 3 คนได้คุยกันว่าจะไปเที่ยวพม่าโดยตั้งใจว่าจะให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในเรื่องตั๋วเครื่องบิน โรงแรม เราจึงได้กำหนดวันเวลาเดินทางล่วงหน้าประมาณเดือนกว่าเป็นการเดินทาง 5 วันกับอีก 4 คืน การเดินทางเที่ยวนี้ไม่ได้ไปกับทัวร์เพราะคิดว่าเราไม่อยากเร่ง ไปแบบสบายๆ อยากกินอาหารอะไรก็ไปกิน ไม่ใช่กินแบบทั้วร์เหมือนเมื่อครั้งไปกุ๊ยหลินที่กินอาหารแบบเดียวกันทุกวัน คล้ายกันทั้งมื้อกลางวันและเย็น การเดินทางครั้งนี้ได้ค่าตั๋วสายการบินนกแอร์ (Low Cost Airline) ราคาไปกลับ 5,000 บาท ค่าโรงแรมเข้าใจว่าเป็นสามดาวราคาคืนละประมาณ 2,000 กว่าเล็กน้อย รวมค่าโรงแรมและค่าเดินทางอยู่ที่หมื่นต้นๆ ไม่รวมค่าอาหาร ความที่ไม่ได้วางแผนเที่ยวดีนัก ทำให้เราจองโรงแรมรวดเดียว 4 คืนเพราะไม่ได้ตรวจเช็คระยะทางให้ดีว่าแต่ละที่ใช้เวลาเดินทางนานเท่าไร ทำให้เราพลาดโอกาสไปดูที่ดีๆหลายแห่ง เช่น พระธาตุอินทร์แขวน และเมืองหลวงใหม่เนบิดอร์ Naypyidaw

ออกเดินทางดอนเมือง

ถ่ายรูปพร้อมท่านทูตทหารอากาศประจำพม่าและภริยา

ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติดอนเมืองเมื่อเวลา 6:30 น เรานัดเจอกันที่เคาเตอร์สายการบินนกแอร์ประมาณตี 5 ถามทุกคนแล้วว่าตื่นประมาณตี 3 หรือกว่านิดหน่อย การเดินทางเที่ยวนี้เกือบจะไม่ได้ไปแต่เนื่องจากได้จ่ายค่าโรงแรมเรียบร้อยแล้วเลยใช้ความพยายามเล็กน้อย ในที่สุดก็ได้ออกเดินทางเมื่อเวลา 6:30 น ตรง เครื่องบินใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงกับอีก 10 นาที ถึงสนามบินย่างกุ้ง (Yangon) เวลาประมาณ 7:10 นาที เวลาที่ย่างกุ้งช้ากว่าของไทยครึ่งชั่วโมงครับ มีเพื่อนของเพื่อนที่เป็นทูตทหารอากาศอยู่ที่ย่างกุ้งได้มารับ แล้วพาไปนั่งพักที่ท่านทูตก่อนจะออกไปเที่ยว
บ้านพักท่านทูตทหารอากาศ ทูต น.อ.อ.ประกฤต กันทวงศ์ เป็นทั้งที่พักและสำนักงานด้วย มีขนาดใหญ่พอประมาณ ดูสอาดเรียบร้อยมากครับ ภริยาคุณลดาวัลย์ กันทวงศ์ ได้ติดตามมาเพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อยพร้อมเป็นธุระหลายๆอย่างให้ คุณลดาวัลย์ ทำงานอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ลางานโดยไม่รับเงินเดือนไว้ 3 ปี ทำให้ท่านทูตมีผู้ช่วยที่อย่างน้อยก็มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และตลาดเงินตลาดทุนสำหรับอธิบายให้นักลงทุนต่างชาติได้เป็นอย่างดี นับว่ารัฐบาลไทยคุ้มนะครับที่ส่งท่านทูตไปประจำต่างประเทศ
นั่งคุยกันได้สักพักคุณลดาวัลย์ได้บอกว่า เห็นมากันเที่ยวเช้าเลยได้เตรียมข้าวต้มกับให้ทาน ทัองกำลังร้องพอดีเลยรีบตอบรับ กับข้าวอร่อยมากครับแบบไทยๆ 4 อย่างปรากฎว่าทานกันเพลินจนกับข้าวหมด พากันอิ่มแป้ไปตามๆกัน เป็นอันว่าพวกเราประหยัดมื้อเช้าไปได้หนึ่งมื้อ อ้อ! ลืมบอกไปว่าบนเครื่องไม่มีอาหาร มีแต่น้ำให้หนึ่งถ้วยเล็กๆและแซนวิชชิ้นเล็กๆอีกหนึ่งชิ้น จะเอาอย่างอื่นต้องจ่ายเงินทั้งหมด พวกเราทั้ง 4 คนต้องขอขอบคุณท่านทูตและภริยาสำหรับอาหารมื้อเช้านี้ด้วย ต้องบอกก่อนว่าท่านทูตและภริยาท่านให้ความกรุณาดูแลพวกเราเป็นอย่างดีตลอดเวลาที่อยู่ในพม่าครับ ไม่ใช่เฉพาะเช้านี้ เล่าประวัติสถานที่เที่ยวต่างๆพร้อมแนะนำร้านอาหารอร่อยๆให้ด้วยครับ

ถ่ายให้ติดภาษาพม่า จะได้รู้ว่าเที่ยวนี้ไปพม่ามาครับ หน้าบ้าน Aunt San Suu Kyi เสียด้วยซี

หลังอาหารเช้าอิ่มหนำสำราญแล้วก้พร้อมออกเดินทางไปไหว้พระกัน ก่อนเดินทางไกลก็เลยหาจังหวะที่รถผ่านแวะดูบ้านที่อยู่ของบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกเป็นหญิงที่สู้ทางการเมืองกับกลุ่มเผด็จการพม่า Aunt San Kui Gyi

ไปเยี่ยมหน้าบ้าน Aunt San Suu Kyi ครับ ไม่กล้าเข้าไปเดี๋ยวถูกจับขังลืมอยู่ในพม่า

ไปสิเรียมชมเจดีย์กลางน้ำ

เจดีย์เลเยพญาหรือเจดีย์กลางน้ำ ประมาณ 30 กม จากย่างกุ้ง

เมืองสิเรียมอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไม่มากนักประมาณ 25-30 กม แต่ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมง ถนนค่อนข้างขรุขระ นั่งรถไปกระแทกไป ทำให้บรรดาหนุ่มน้อยทั้งหลายกลัวการเดินทางไกลๆทันตาเห็น
สิเรียมเป็นเมืองเล็กๆอยู่บนที่ดินดอนซึ่งเป็นบริเวณบรรจบกันของแม่น้ำสองสายคือแม่น้ำหงสาและแม่น้ำย่างกุ้ง ในอดีตจัดเป็นเมืองท่าสำคัญสำหรับชาวโปรตุเกสอีกทั้งยังเป็นเมืองสำหรับการปลูกข้าวเป็นแหล่งอาหารสำคัญแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเป็นทั้งแหล่งปลูกข้าวและเมืองอุตสาหกรรมของกรุงย่างกุ้ง
เจดีย์กลางน้ำหรือชื่อที่ชาวพม่าเรียกันคือเจดีย์เลเยพญา เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยมอญเรืองอำนาจประมาณ 1,000 กว่าปีมาแล้วบนเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำ มีผู้คนมากราบไหว้ขอพรมากมาย สำหรับชาวพม่าบางกลุ่มได้นำอาหารมารัปทานในศาลาพักด้วย จัดเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้คนไปเยี่ยมชมพร้อมทั้งกราบไหว้พระขอพรจำนวนมากในแต่ละวัน ได้เห็นคณะบุคคลของกลุ่มผู้บริหารจัดการพระเจดีย์นั่งนับเงินบริจาคกลุ่มใหญ่ ทำให้คาดว่าวันๆหนึ่งอาจได้รับเงินบริจาคมากพอสมควร สำหรับการข้ามไปไหว้พระและองค์พระเจดีย์นั้นมีเรือเครื่องขนาดเล็กรับจ้างส่งข้ามไปมาตลอดเวลาโดยเสียเงินคนละ 5,000 ยัตหรือประมาณ 160 บาทสำหรับชาวต่างชาติ

http://www.oceansmile.com/Phama/JadiYelepaya.htm

หลังไหว้พระเรียบร้อยแล้ว เลยออกมาเต๊ะท่าถ่ายรูปกันหน่อย

คณะได้เดินเยียมชมพระเจดีย์กลางน้ำอยู่ประมาณ 1 ชม ก็เดินทางกลับหาอาหารกลางทาน เป็นร้านอาหารไทยสนนราคาไม่แพงมากนักอยู่ประมาณ 3,000-6,000 ยัต มีอาหารมากมายให้สั่ง เช่น ผัดกระเพรา กุ้งทอดกระเทียม ผัดปรี้ยวหวาน ปีกไก่ทอด หมูสะเต๊ะ ผัดผัก ฯลฯ ทานกัน 6 คน อาหารมากมาย รวมอาหารมื้อนี้ประมาณ 1,800 บาท ถือว่าเป็นราคาปกติที่ทานตามร้านอาหารติดแอร์ทั่วไปในกรุงเทพฯ

ดูซีนับเงินบริจาคกันใหญ่เลย

เสร็จจากทานอาหารกลางวันก็เข้าเช็คอินที่โรงแรมแอลฟ่า เป็นโรงแรมขนาด 3 ดาว โรงแรมนี้มีห้องสองด้าน ด้านหนึ่งจะเห็นพระเจดีย์ชเวดากอง อีกด้านหนึ่งไม่เห็น โรงแรมจะคิดค่าห้องพักต่างกันโดยเพิ่มอีกประมาณ 10-15% เวลาเช็คเอ้าประมาณ 11:00 น เขาไม่ยอมให้ Late Check Out เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้กับพม่าจัดแข่งกีฬา SEA GAME (กีฬา SEA GAME เริ่มแข่งก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการซึ่งจะเริ่มในวันที่ 11ธันวาคม 2556) พวกเราอยู่ด้านที่ไม่ได้หันเข้าหาพระเจดีย์ชเวดากอง หลังจากเช็คอินเสร็จต่างคนต่างขึ้นห้องพักแล้วนัดกันไปเที่ยวชมพระเจดีย์ตอนเย็นที่พระอาทิตย์ตกดินแล้วประมาณ 5:30 น เพราะจะได้เห็นแสงสีของเพชรพลอยที่ประดับอยู่บนยอดพระเจดีย์

พระเจดีย์ชเวดากอง

พระเจดีย์ศักดิ์สิทธิของชาวพม่า ชเวดากองยามค่ำ

ประวัติชเวดากอง http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=611.0
จากข้อมูลประวัติศาสตร์ พระเจดีย์ชเวดากองได้เริ่มสร้างมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้าทรง ตรัสรู้ หรือเมื่อประมาณ 2,595 ปีมาแล้ว ในสมัยที่ย่างกุ้งยังเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าเมืองอสิตันชนะหรืออีกชื่อหนึ่งคือเมืองโอกกะละ โดยได้มีพ่อค้าชาวมอญ 2 คนชื่อว่าตผุสสะและภัลลิกะได้เดินทางไปค้าขายยังประเทศอินเดีย ทั้งสองได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหา โพธิ์ และได้ถวายภัตตาหารแด่พระองค์ด้วย หลังจากเสวยเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้ 8 เส้น เมื่อตผุสสะและภัลลิกะเดินทางกลับ พระราชาแห่งอเชตตะได้ขอแบ่งพระเกศธาตุไป 2 เส้น พญานาคขอไปอีก 2 เส้น เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองอสิตันชนะ พระเจ้าโอกกะละปะก็ได้ทรงประกอบพิธีต้อนรับพระเกศธาตุอย่างยิ่งใหญ่ และได้ทรง คัดเลือกสถานที่บนเขาสิงฆุตตระนอกประตูเมืองอสิตันชนะให้เป็นที่สร้างพระ เจดีย์เพื่อบรรจุพระเกศธาตุ แต่ขณะที่กำลังทำการขุดดินก่อสร้างนั้น ก็ได้ค้นพบ พระบริโภคเจดีย์ของอดีตพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆอีก 3 พระองค์ด้วย คือไม้ธารพระกร ภาชนะสำหรับใส่น้ำ และสบง จึงได้บรรจุของทั้งหมดนี้ในพระเจดีย์พร้อมกับพระเกศธาตุด้วย แต่ก่อนที่จะบรรจุ ก็ค้นพบด้วยว่า พระเกศธาตุกลับมี 8 เส้นดังเดิม พระเกศธาตุได้บรรจุไว้ภายในเจดีย์ทอง เงิน ดีบุก ทองแดง ตะกั่ว หินอ่อน และเหล็กตามลำดับ เสร็จแล้วจึงสร้างเจดีย์อิฐสูงประมาณ 66 ฟุตครอบไว้ภายนอก จากนั้นก็มีการสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิมในรัชสมัยของกษัตริย์ต่าง ๆ รวมถึง 7 ครั้งด้วยกัน เจดีย์ชเวดากอง พม่าโดย ในสมัยพระนางเชงสอบูแห่งกรุงหงสาวดีก็ได้ทรงบริจาคทองคำถึง 40 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับน้ำหนักของพระองค์ในการก่อสร้างพระเจดีย์ที่มีรูปร่างเหมือนใน ปัจจุบันเป็นครั้งแรก ส่วนพระเจ้าธรรมเจดีย์ซึ่งครองราชย์ต่อจากพระนางเชงสอบู ก็ได้บริจาคทองในการก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์ และพระมเหสีรวมกันด้วย ทั้งยังได้ทรงสร้างจารึกเล่าประวัติของพระเจดีย์ชเวดากองเป็นภาษาพม่า มอญและบาลีไว้ด้วย

ไหว้พระขอพรครับ

ทรงสร้างไว้เมื่อปีค.ศ. 1778 หล่อด้วยปัญจโลหะ คือทอง เงิน ทองแดง ตะกั่วและสังกะสี สูง 8 ฟุต หนัก 23 ตัน ในปี ค.ศ. 1824 พม่าได้ทำสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งแรกและอังกฤษได้ยึดเจดีย์ชเวดากองได้และ ได้ขนทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองไปหลายอย่าง รวมทั้งได้คิดที่จะขนย้ายระฆังใบนี้กลับไปอังกฤษด้วย แต่ระหว่างการเดินทางเรือที่ขนระฆังจมลงที่แม่น้ำย่างกุ้ง ต่อมาพม่าจึงทำการกู้ระฆังใบนี้ด้วยตนเองและนำมาติดตั้งไว้ที่เจดีย์ชเวดา กองได้เช่นเดิม ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชนพม่าโดยทั่วไปมาจนทุกวันนี้ นอกจากนั้นก็ยังมีพระพุทธรูปสลักจากหยกทั้งก้อน ซึ่งได้มาจากรัฐคะฉิ่นในปีค.ศ. 1999 ในโอกาสที่ได้สร้างฉัตรใหม่ และยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้นำเมล็ดมาปลูกจากพุทธคยาเมื่อ 79 ปีก่อน และของมีค่าอื่น ๆ อีกมากมาย
ทางเข้าพระเจดีย์ชเวดากองมีทั้ง 4 ทิศ แต่ทางเข้าใหญ่คือทางทิศใต้ซึ่งมีสิงห์นั่งสองตัวสูง 30 เมตรเฝ้าทางเข้าอยู่ เมื่อเข้าไปถึงที่ทำการของคณะกรรมการบริหารชเวดากอง ก็จะได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปในห้องเพื่อถอดรองเท้าแล้วผู้แทนคณะกรรมการ เจดีย์ฯซึ่งจะทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ก็จะนำไปขึ้นลิฟต์ซึ่งจะขึ้นถึงลาน ใหญ่ของพระเจดีย์เลย ขณะที่ประชาชนต้องขึ้นบันไดเลื่อนไกลหน่อย เมื่อขึ้นไปถึงลาน มัคคุเทศก์ก็จะนำไปที่ศาลาเพื่อจุดธูปเทียนไหว้พระ ถวายดอก ไม้และจตุปัจจัยบำรุงเจดีย์ แล้วเซ็นหนังสือในสมุดเยี่ยม หลังจาก นั้นก็เดินพาไปดูของหรือสถานที่สำคัญต่าง ๆ รอบลาน ซึ่งจะมีวิหารใหญ่ 4 เจดีย์ชเวดากอง ตอนกลางคืนทิศ ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าที่มีมาแล้วทั้ง 4 พระองค์คือ พระกักกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสปะ และพระโคตมะองค์ปัจจุบันให้ประชาชนได้กราบไหว้ทำบุญด้วยรวมถึงการไปตีระฆัง สิงคุที่เล่ามาแล้วด้วย 3 ครั้ง นอกจากนั้นก็มีการหยุดที่ลานอธิษฐานซึ่งเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และเท่าที่ทราบก็เคยมีคนใหญ่คนโตของไทยไปตั้งจิตอธิษฐานจนประสบความสำเร็จมา หลายท่านแล้ว และก็ยังมีอีกจุดหนึ่งบนลานซึ่งเขาทำจุดให้ยืนไว้ซึ่งจะทำให้มองเห็นประกาย เพชรบนยอดฉัตรได้ด้วยตาเปล่า ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือจะมีพระพุทธรูปและสัตว์สัญลักษณ์ประจำวันเกิด ตั้งอยู่รอบ ๆ ลานเป็นคู่ ๆ ด้วย โดยเชื่อกันว่าการสรงน้ำพระพุทธรูปและสัตว์เหล่านี้ จะสร้างความบริสุทธิ์และความสุขความเจริญแก่ผู้สรงน้ำ โดยจะรดน้ำด้วยขันเล็ก ๆ ที่มีจัดเตรียมไว้ให้เป็นจำนวนเท่าอายุ +1 แต่สำหรับ คนแก่ ๆ ที่อายุ 60-70 ไปแล้วก็อาจจะย่นย่อลง เหลือ 5 ขันก็ได้ ซึ่งหมายถึงพระรัตนะไตรรวมกับบิดามารดานั่นเอง สัตว์ประจำวันเกิดของพม่าคือ

วันอาทิตย์ – ครุฑ อยู่ที่ทิศตะวันออกเฉียง เหนือของลานเจดีย์

วันจันทร์ – เสือ อยู่ทิศตะวันออก

วันอังคาร – สิงห์ อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้

วันพุธ (เช้า) – ช้างงา อยู่ทิศใต้

วันพุธ(กลางคืน) – ช้างไม่มีงา อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

วันพฤหัสบดี – หนู อยู่ทิศตะวันตก

วันศุกร์ – หนูตะเภา (บางคนเชื่อว่าเป็น กระต่ายหูสั้น) อยู่ทิศเหนือ

วันเสาร์ – พญานาค อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้

ไหว้พระประจำวันเกิด วันเสาร์ครับ

เต๊ะท่าเสียหน่อย ไหนๆมาไหว้พระทั้งที

การเข้าเยี่ยมชม

พวกเรา 4 คนพร้อมทั้งท่านทูตทหารอากาสและภรรยาเพื่อนชาวญี่ปุ่นอีกหนึ่งรวมเป็น 7 คนออกจากโรงแรมเมื่อ 17:30 น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาทีก็ถึง สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถขึ้นชมพระเจดีย์ได้ 2 ทาง ทางแรกคือ การขึ้นผ่านบรรได และทางสองขึ้นด้วยลิฟท์ เนื่องจากช่วงเวลาจำกัดพวกเราจึงใช้ลิฟท์ ขึ้นไปถึงบริเวณพระเจดีย์ต้องถอดรองเท้าถุงเท้าฝากเขาไว้ จ่ายค่าเข้าเยี่ยมชมคนละ 10 us$ สำหรับชาวต่างชาติสำหรับคนพม่าไม่เสียตัง

ยอดพระเจดีย์ประดับด้วยพลอยมูลค่ามหาศาล

ตามโปรแกรมเดิมพวกเราจะมาเยี่ยมชมตอนกลางวัน แต่พรรคพวกบอกให้ไปตอนเย็นดีกว่าเพราะจะได้มีโอกาสเห็นอัญมณีที่ประดับอยู่บนพระเจดีย์ดูสวยงามมาก เป็นอัญมณีที่มีขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับ พรรคพวกเห็นกันชัดเจนส่วนผมเห็นบ้างไม่เห็นบ้างเพราะสายตาสั้น หลายคนอาจประหลาดใจเพราะวัยอย่างผมควรจะสายตายาวได้แล้ว ผมเองก็รอเวลานั้นแต่ไม่ยอมถึงซักที ส่วนบนยอดสุดของพระเจดีย์ มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด โดยเฉพาะชื้นข้างบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ด ผู้คนจึงชอบมาตอนกลางคืนเพื่อดูการส่งประกายระยิบระยับของพลอยมีค่าหลากสีเหล่านี้

ประดับด้วยอัญมณีหาค่าไม่ได้ครับ

อย่างไรก็ตามได้มีโอกาสเห็นจากภาพถ่ายส่วนประกอบของพระเจดีย์จึงได้เห็นอัญมณีขนาดใหญ่ เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่าพม่ามีแหล่งพลอยขนาดใหญ่ เช่น พลอยชนิดต่างๆ เช่น ทับทิม (Ruby) นิล (Sapphire) นอกจากนั้นยังมีหินมีค่าอีกมากมายโดยเฉพาะหินหยกสีต่างๆ หยกเขียว หยกขาว เป็นพลอยและหินมีค่าที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก เป็นสินค้าออกที่สำคัญอย่างหนึ่งของพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนได้เข้าไปประมูลหินหยกสีต่างๆแล้วนำไปทำเครื่องประดับ นำไปแกะสลักเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์กวนอิม แกะเป็นรูปสัตว์หรือสัญญลักษณ์ต่างๆขึ้นอยู้กับคุณภาพของหิน

อัญมณีล้ำค่าประดับอยู่บนยอดพระเจดีย์

รอบๆพระเจดีย์ชเวดากองใหญ่ มีเจดีย์เล็ก ๆ ล้อมรอบบนชั้นต่าง ๆ ถึง 150 องค์ด้วยกัน นอกจากนั้นพระเจดีย์ชเวดากองก็ยังเปิดจนถึง 4 ทุ่มด้วย จะอย่างไรก็ตามถึงแม้ท่านจะต้องขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองในตอนเที่ยง วัน ก็ยังคุ้มค่าเพราะจะได้เห็นสิ่งที่สวยงามมากมายและที่สำคัญก็คือยังได้อิ่ม บุญอีกด้วย.

ถ่ายรูปเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไหว้พระบนพระเจดีย์ชเวดากอง (ความจริงมากันหลายครั้งแล้ว)

พระเจดีย์ชเวดากองจัดเป็นหนึ่งในสิ่งศักย์สิทธของพม่า จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในพม่า เปรียบได้กับวัดพระแก้วของไทย พวกเราได้เดินไปรอบๆเมื่อพบองค์พระที่คู่กับวันเกิดก็เข้าไปสักการะ รดน้ำพุทธมนต์ ในกลุ่มพวกเรามีคนเกิดวันจันทร์ วันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ทุกคนได้เข้านมัสการครบครับ หลังจากที่ได้เดินดูจนได้เวลาพอสมควรก็ต้องเตรียมตัวไปร้านอาหารเพราะได้จองไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นร้านอาหารยุโรปที่คนไทยไปลงทุนในพม่า สนนราคาแพงเกินไป แพงกว่าที่เมืองไทยพอสมควรทีเดียว ไม่อยากเอ่ยชื่อครับแตได้ตั้งปณิธานไว้ว่าคงไม่ไปทานอาหารที่ร้านนี้อีก

สรุป

การเดินทางมาพม่าวันแรกได้มีโอกาสไหว้พระเจดีย์สำคัญซึ่งเป็นที่เคารพสักการะมากที่สุดของพม่านับเป็นครั้งที่ 3 สำหรับผมสองครั้งแรกขึ้นทางบรรไดเลื่อนและเดิน ครั้งที่สามขึ้นลิฟต์ ได้เห็นภาพชิ้นส่วนต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นองค์พระเจดีย์ที่ประกอบขึ้นด้วยอัญมณีมีค่าชนิดต่างๆ ได้มีโอกาสเห็นเส้นทางหรือถนนหนทางที่ยังไม่เรียบเท่าใดนัก เนื่องจากต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ทำให้รู้สึกเพลียมากที่เดียว

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01366 pr-600-400-king-11 pr-600-400-king-7 pr-600-400-king-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1