คำตัดสินศาลโลกกรณีเขาพระวิหาร

Saturday, November 23, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

คำตัดสินศาลโลกกรณีเขาพระวิหาร

ทูตวีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมต่อสู้คดีเขาพระวิหารของไทย

(http://www.youtube.com/watch?v=OZafRAmJx1I&feature=youtu.be)

บทความนี้ได้คัดลอกจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับจากมติชน กรุงเทพธุรกิจและอาจเป็นข่าวสดอีกหนึ่งฉบับ รวมเป็น 3 บทความ เริ่มต้นจากการตีความของท่านทูตวีรชัย พลาศรัย การวิเคราะห็ของเหล่าอาจารย์จุฬาฯ และคำโต้แย้งของท่านทูตวีรชัยต่อคำอภิปรายของนายศิริโชค โสภาในสภาฯ พร้อมวิดิโอ

ทูตวีรชัย”ระบุเส้นบนแผนที่1ต่อ2แสน ปม 4.6 ตร.กม. ไม่อยู่ในแผนที่ให้ขุดหลุมฝั่งได้เลยไม่มีการพูดอีก ลั่นผูกพันไทยแค่บริเวณ”promontary”

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง”เบื้องหลังคดีตีความปราสาทพระวิหาร” โดยมี นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะดำเนินการทางกฎหมายฝ่ายไท คดีปราสาทพระวิหาร นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม โดยมีศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นายวีรชัย กล่าวถึง ผลการตัดสินคดีในครั้งนี้ที่ศาลโลกระบุชัดเจน 3 เรื่อง ได้แก่

1. ภูมะเขือ (Phanom Trap) ไม่รวมอยู่ในคำพิพากษาปี 2505 ตามคำกล่าวอ้างของกัมพูชาในปัจจุบันนั้น หมายถึงว่าภูมะเขือไม่ใช่ของกัมพูชาแน่ๆ ขณะเดียวกันศาลเองก็ไม่ได้ตัดสินว่าเป็นของไทยเหมือนกัน เพราะศาลไม่มีอำนาจชี้ชัดเรื่องเขตแดน และเท่าที่ทราบก็ไม่มีประเทศใดในโลกอ้างสิทธิเป็นเจ้าของภูมะเขือ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติก็ต้องเป็นของเรา ดังนั้นในส่วนนี้เวลาไปเจรจาก็พูดให้ชัดเป็นเสียงเดียวว่าเป็นของเรา

2. เส้นบนแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ที่กัมพูชาถ่ายทอดเกินไปถึงพื้นที่ 4.6 ตร.กม.นั้น แต่วันนี้ถูกปัดตกไปแล้ว ศาลรับว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไม่มีอยู่ในแผนที่ดังกล่าว ทำให้จุดนี้ไม่มีการเจรจากันต่อ และขุดหลุุมฝั่งไปได้เลยว่าจะไม่มีการพูดประเด็นนี้กันอีกต่อไป และ

3) เส้นในแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนที่กัมพูชาอ้างว่า ผูกพันกับไทย หรือใช้มัดคอเรามาตลอดตามคำตัดสินปี 2505 นั้น แต่วันนี้ ชี้ขาดแล้วว่า เส้นนี้ผูกพันไทยเพียงแค่บริเวณ “promontary” ที่เป็นบริเวณเท่าไหร่เวลานี้ยังต้องมาดูกัน นอกนั้นไม่สามารถมาอ้างได้อีกแล้ว อะไรนอกเหนือจากบริเวณนี้ต้องกลับไปยังสนธิสัญญา และสันปันน้ำกลับเข้ามาได้ แต่ต้องเจรจา และต้องเลิกหลบไม่เจรจา กัมพูชาไม่สามารถตะแบงได้แล้ว

ขณะเดียวกัน นายวีรชัย ระบุว่า สิ่งที่เราเสียไปจากคำตัดสินคดีตีความคือเส้นมติคณะรัฐมนตรีปี 2505 แต่ไม่ใช่เพราะเส้นนี้พื้นฐานไม่ดี แต่ศาลให้เหตุผลไว้ 2 ประการคือ

1)    มีการค้นพบหลักฐานในคดีเก่าว่า มีที่ตั้งของตำรวจตระเวนชายแดนของไทยตั้งอยู่ และ

2)    ทนายของไทยสมัยนั้น พูดว่าที่ตั้งตำรวจอยู่เหนือสันปันน้ำ เหนือเส้นมติคณะรัฐมนตรีของเรา ในกรณีนี้ ศาลจึงบอกว่าเส้นนี้จึงต้องตกไป

ซึ่งเราก็ต้องยอมรับ อันที่จริงกัมพูชาเองก็ไม่เห็นในเรื่องนี้ แต่ศาลในวันนี้เห็น ซึ่งทางคณะสู้คดีเองก็ได้พยายามตามหาตัวทนายของเราในตอนนั้นก็ยังยืนยันประเด็นนี้ ดังนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่าเส้นมติคณะรัฐมนตรีที่ตกไปเป็นมรดกของคดีเก่า

“กระทรวงการต่างประเทศถูกดึงไปยืนอยู่ตรงกลางสังคมประชาธิปไตย ระหว่างความจำเป็นที่ประชาชนต้องรับทราบ กับเรื่องที่จะต้องรักษาท่าทีการเจรจาเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดแก่ปะเทศชาติและประชาชน ถ้าเปิดมากเกินไป ท่าทีเราก็อ่อน ถ้าปิดก็ขาดเสียงจากประชาชน ณ วันนี้ยังไม่ทราบ และยังพูดอะไรไม่ได้ เมื่อไหร่พูดได้ก็จะทำหากได้รับอนุญาตจากรัฐบาล จนกว่าจะถึงวันนั้นหากจะด่าว่าผมปิดบังข้อมูลประชาชนก็ด่าไป เพราะผมคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติก่อน ด่าผมผมไม่เจ็บ ผมรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติแล้วโดนด่าเชิญได้เลย” นายวีรชัยกล่าว

นายวีรชัย ชี้ว่า การค้นคว้าหาหลักฐานทั้งหมดได้มาด้วยหยาดเหงื่อ และน้ำตา ขอให้รักษาเอาไว้ให้ดี เพราะเชื่อว่าเจเนอเรชั่นนี้อาจจะยังเจรจาไม่เสร็จ โดยเจนเนอเรชันถัดไปจะต้องไปเจรจาต่อ โดยขอให้ยึดวรรค 99 นี้เอาไว้ เพราะวรรค 99 นี้เองถือเป็นวรรค “ตอกฝาโลง” ว่า เส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 ตกไป เนื่องจากเป็นเส้นเดียวในคดีที่มีการถ่ายทอดตามแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งไทยก็คัดค้านมาตลอด และวันนี้ศาลปัดตกไปเรียบร้อย

“วรรค 99 นี้เป็นผลงานของคณะแผนที่ของเราที่คุณอลินา มิรอง เป็นผู้นำเสนอ สามารถต่อสู้จนสำเร็จว่าศาลรับทราบข้อต่อสู้ของไทยเกี่ยวกับความยากในการถ่ายทอดเส้นแผนที่ภาคผนวก 1 (แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน) คำพิพากษาปี 1962 ไม่ได้ทำสิ่งนี้ ดังนั้นศาลในวันนี้จึงทำไม่ได้ ศาลบอกว่าต้องไปเจรจากันโดยสุจริต (good faith) ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศคือ ต้องเจรจาด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการหาทางออกร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่มานั่งย้ำความต้องการของตัวเอง โดยไม่ยอมฟังอีกฝ่าย กล่าวคือ เจรจาโดยไม่พาล และทำฝ่ายเดียวไม่ได้” นายวีรชัย กล่าว

สำหรับการเจรจาโดยสุจริตนั้น นายวีรชัยระบุว่าศาลไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเสร็จภายในเมื่อไหร่ และธรรมนูญศาลโลกไม่มีกำหนดระยะเวลาปฏิบัติ ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ถ่วงเวลา แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ค่อยคิดค่อยทำ ต้องเคารพกระบวนการภายใน เคารพกระบวนการเจรจาภายนอก ทำให้ถูกต้อง ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องลุกลี้ลุกลน ตราบใดที่การเจรจายังไม่จบ ไม่มีใครมาเอาแผ่นดินไปจากเราได้ ดังนั้นจะรีบด่วนสรุปว่าเราเสียเท่าไหร่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อโต๊ะเจรจา โดยเฉพาะหากคนที่ประเมินเป็นคนในภาครัฐไม่ว่าจะฝ่ายบริหารนิติบัญญัติ หรือตุลาการ

“การต่อสู้คดีเป็นเรื่องดินแดนที่มีความอ่อนไหวในความรู้สึกของคนไทย ถ้าคนในภาครัฐพูดอะไรมันสามารถถูกนำไปอ้างเป็นนัยได้ ถึงแม้จะตัดความผูกพันทางกฎหมายออกไป แต่ยังมีความผูกกันทางศีลธรรมจิตวิทยา ต่อให้เป็นเอกชน นักวิชาการ บอกว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลแต่นั่นก็คือคนไทย อาจจะถูกนำไปอ้างว่าคนไทยยังคิดแบบนี้ว่า 30 ไร่ 40 ไร่ เวลาเข้าเจรจามันก็ถ่วงหลังคนไปเจรจา”ทูตวีรชัย กล่าว

เมื่อถามว่า เราเสียดินแดนหรือไม่นั้น นายวีรชัยตอบว่า ผลของคำพิพากษาไม่ผูกพันเรื่องดินแดน สิ่งที่เราเสียจากคำพิพากษาผลคือ ต้องไปเจรจาซึ่งวันนี้ยังไม่ทราบ ไม่ใช่การตอบเล่นลิ้นแบบนักการทูต แต่ที่ได้ 3 อย่างนั้นได้แน่ไม่ต้องเจรจา และหากถามว่ามีโอกาสเสียดินแดนหรือไม่นั้น นายวีรชัยไม่ขอตอบคำถามนี้เพราะตนมาจากหน่วยงานที่ต้องไปเจรจา การตอบคำถามนี้เป็นเหมือนการเอาหินไปผูกหลังหน่วยงานตัวเอง ซึ่งจะหาปิดบังข้อมูลประชาชนหรือไม่ให้พิจารณาเอาเอง

เมื่อถามถึงข้อกังวลว่า จะมีฝ่ายไทยไปเจรจาลับแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับสมเด็จฮุนเซ็น ผู้นำกัมพูชา จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนในภายหลังได้ นายวีรชัยกล่าวว่า ในทางกฎหมายระหว่างประเทศจะพิจารณาเอกสารและหลักฐานที่ถูกบันทึกและเผยแพร่ต่อสาธารณ ทำให้ประชาชนไทยสบายใจ และตัดเรื่องการเจรจาลับไปได้

ด้านนายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า กระทรวงต่างประเทศให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหลังจากที่ศาลมีคำตัดสินคดีตีความออกมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ ได้มีการตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการเพื่อแปลเอกสารคำพิพากษาของศาลทั้งหมดให้เป็นภาษาไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้อ้างอิงได้ ตอนนี้ร่างแรกแปลเสร็จแล้ว กำลังตรวจอยู่ คาดว่าภายในอาทิตย์หน้าจะเสร็จเรียบร้อย

“ตอนนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดในทางสาธารณะว่าพื้นที่เท่าไหร่ ภาษาชาวบ้านคือต้องลับ ถ้าเปิดไปแล้วก็ไม่ต้องเจรจาแล้ว ศาลในวรรค 99 บอกว่าวันนี้ต้องไปเจรจากันว่าพื้นที่อยู่ที่ไหน ดังนั้นเราต้องหารือ เราพร้อมเมื่อไหร่ ก็ไปเจรจา ศาลไม่ได้กำหนดเวลา

นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงต่างประเทศยังได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก โดยเน้นว่าคำตอบนี้ไม่ใช่ท่าทีของไทย ซึ่งต้องรอให้คณะกรรมการที่จะดูเรื่องนี้วิเคราะห์คำพิพากษาเพื่อกำหนดท่าทีก่อน ว่า การบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการ ซึ่งแผนนั้นต้องมีขอบเขตของพื้นที่โดยเฉพาะตัวปราสาท และพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทที่จะต้องนำไปนำเรียนต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในเมื่อศาลปัจจุบันนี้ได้กำหนดมาแล้วว่า Promontary มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทางกายภาพเป็นอย่างไร แต่ทั้งสองฝ่ายต้องไปหาพื้นที่นั้น ซึ่งตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าขอบเขตแค่ไหน ในเมื่อยังตกลงกันไม่ได้ในวันนี้ อย่างไรก็ต้องมาคุยกันก่อน ซึ่งในวรรคที่ 106 ของศาลเองก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกัน และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อปกป้องปราสาทในฐานะที่เป็นมรดกโลก

วิเคราะห์ตีความคำตัดสินพระวิหาร

วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 20:01:03 น.

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1384333883&grpid=01&catid=&subcatid=

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวเรื่อง “คำตัดสินศาลโลก : ตีความคดีปราสาทพระวิหาร” โดยมี ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู ผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ และ ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน เพื่อวิเคราะห์และตีความคำตัดสินของศาลโลกเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ห้อง 202 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู

เมื่อเราตัดสินใจที่จะไปขึ้นศาลแล้ว เราต้องยอมรับคำตัดสินของศาล ไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นอย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูตัวอย่างจากกรณีประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน อาทิ ประเทศมาเลเซียกับอินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์กับมาเลเซีย เมื่อศาลตัดสินแล้ว คู่กรณีก็ยอมรับและดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลกเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในทางสันติวิธี

จากการตัดสินที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าเราเพิ่งจะเสียดินแดน แต่เราเสียดินแดนมานานแล้ว ดังนั้น เราจะทำอย่างไรให้เสียพื้นที่น้อยที่สุด ดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก เพื่อให้ทุกอย่างได้ข้อยุติ ไม่เกิดความขัดแย้ง เพราะหากเราตัดสินใจขึ้นศาลแล้วเรากลับไม่ปฏิบัติตามคงไม่เกิดผลดีต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องการปักปันเขตแดนนั้นเป็นเรื่องในทางเทคนิค และการเจรจาระหว่างประเทศที่ต้องร่วมกันในการเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย อย่าเอาเรื่องเขตแดนมาทำลายสันติสุขระหว่างประเทศ บทเรียนที่เราได้รับเกี่ยวกับเขตแดนในครั้งนี้คือ อย่านำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง การที่เราต้องขึ้นศาลอีกครั้งเพราะปัญหาการเมืองภายใน เรื่องเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่จะพูด นักวิชาการเองนั้นต้องมีการ

เตรียมข้อมูลระวังที่จะพูด ไม่ใช่ว่ารู้บ้างไม่รู้บ้างแล้วพูดให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด หรือบางคนรู้ความจริงแต่ตั้งใจพูดให้สับสนเพราะปัญหาการเมือง

ดังนั้น เราอย่าเป็นคนชาตินิยมแบบหลับหูหลับตา แต่ต้องมีสติต้องคิดศึกษาข้อมูลก่อนอยู่เสมอ

ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์

ปี 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินคดี โดยมีคำตัดสิน 3 ข้อ คือ ปราสาทพระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา, ให้ไทยถอนทหาร และไทยต้องส่งคืนวัตถุโบราณให้แก่กัมพูชา รัฐบาลไทยขณะนั้นที่มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษานี้ และเขียนเส้นเขตแดนขึ้น 2 เส้น โดยเลือกเส้นที่เสียดินแดนน้อยที่สุดยึดตามแนวปราสาทมอบให้แก่กัมพูชา

เรื่องน่าจะจบตั้งแต่ปี 2505 แต่กลับเกิดความวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อกัมพูชายื่นเรื่องต่อยูเนสโกเพื่อขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เกิดความขัดแยังในสังคมไทยว่าดินแดนบริเวณนั้นเป็นของใคร กัมพูชาจึงให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา 2505 อีกครั้งตามธรรมนูญศาลโลก มาตรา 60 โดยเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ คือ เกิดข้อพิพาทจากการตีความคำพิพากษาไม่ถูก, ข้อพิพาทนั้นอยู่ในขอบเขตและความหมายของคำตัดสิน และคำพิพากษานั้นต้องเป็นข้อบทปฏิบัติ (Operative part)

จากการตัดสินเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลค่อนข้างจำกัดกรอบตัวเองตามคำตัดสิน ปี 2505 โดยศาลอธิบายเป็นข้อๆ ด้วย เพราะมีอำนาจตามธรรมนูญศาลโลก มาตรา 60 พิจารณาว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาจริงไหม ซึ่งทั้ง 2 ชาติมีความเห็นต่างกันตาม Operative part ข้อ 2 ในส่วน “บริเวณข้างเคียง” ตัวปราสาท ซึ่งกัมพูชายืนยันตามแผนที่แอนเน็กซ์ 1 (1:200,000) โดยไม่รับแนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน

ถ้าเราพิจารณาเส้นนี้ แล้วลากไปถึงภูมะเขือ หากศาลพิพากษาอย่างที่กัมพูชาร้อง พื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม. จะเป็นของกัมพูชาทันที ต่างกับฝ่ายไทยที่ตีความเฉพาะเส้นเขตแดนตามที่ ครม. สมัยจอมพลสฤษดิ์เสนอต่อกัมพูชา แต่ปัญหาคือรัฐบาลขณะนั้นไม่ได้มอบให้กัมพูชาอย่างเป็นทางการ ส่วนกัมพูชาก็บอกว่าไม่ได้รับทราบ จะเป็นเส้นเขตแดนได้อย่างไร

ศาลถือเส้นเขตแดนตามแผนที่แอนเน็กซ์ 1 วัดเฉพาะบริเวณที่เกิดข้อพิพาทเท่านั้น ศาลไม่ได้รับฟังตามเส้นของ ครม.ไทยและไม่ได้รับฟังกัมพูชาซึ่งตีความมากกว่าแผนที่ แต่ศาลพิจารณาตามความเห็นของศาลเอง คือ ปราสาท พื้นที่ใต้ตัวปราสาทตั้งอยู่บนชะง่อนผาภูพนมตรับเป็นของกัมพูชา ส่วนที่กัมพูชาขีดถึงภูพนมตรับหรือที่เข้าใจว่าภูมะเขือนั้น ศาลไม่รับฟัง

ถ้าถามว่า เสียดินแดนไหม ขึ้นอยู่กับว่ามองการเสียดินแดนอย่างไร? เพราะว่าการตัดสินในปี 2505 นั้นเราแพ้คดีและเสียดินแดนตั้งแต่ตอนนั้น แต่ยื่นเรื่องให้ศาลตีความอีกครั้งเพราะ 2 ชาติตีความขัดกัน ปัญหาจึงอยู่ที่การตีความ เราสู้ในสิ่งที่เราคิดมาตลอด และสู้ได้ดีในศาลโลก ซึ่งศาลพิจารณาตามเหตุผลที่เราให้และพิจารณาสั้นๆจากคำตัดสินของศาล จะอ่านเพียงลายลักษณ์อักษรไม่พอ เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค ต้องอาศัยความรู้ด้านเทคนิคทางแผนที่ เพราะถ้าคิดเอง เข้าใจเอง ปัญหาจะเยอะ ความไม่ชัดเจนของคำพิพากษา 2505 นำมาสู่การตีความ สิ่งที่ต้องทำคือทำความเข้าใจโดยอาศัยความรู้ทางเทคนิค เมื่อรู้แล้วต้องชี้แจงแก่ประชาชน และเจรจากับกัมพูชาว่าเราเข้าใจกันอย่างไร

เรื่องทางขึ้นปราสาท เป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจผิดทั้งคู่ เพราะต่างคนต่างตีความ ศาลรับฟังด้วยเหตุผลของศาล ไม่ได้รับฟังทั้งหมดที่ 2 ฝ่ายร้องขอ หากเป็นคดีใหม่ ศาลอาจตัดสินพื้นที่ตรงนั้นว่าเป็นของกัมพูชา เพราะมีชุมชนและวัดที่สร้างขึ้น แต่ผลไม่ออกมาเป็นเช่นนั้น เพราะศาลพิจารณาเพียงที่ตั้งของปราสาท ไม่ได้พูดถึงเส้นเขตแดน

ผมเชื่อว่าศาลโลกใช้หลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์อธิบายให้เกิดสันติสุข การตีความของศาล กัมพูชาไม่ได้ทั้งหมดตามที่ร้องขอ ไทยเองก็ไม่เสียทั้งหมด ต้องใจกว้างยอมรับผลการตีความเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องเก่า ทั้งสองชาติต่างเป็นภาคีมรดกโลก ต้องช่วยกันทำให้เพชรเป็นเพชรที่งดงาม

ถ้าถามว่า เราประสบความสำเร็จไหม ต้องดูว่าใช้อะไรชี้วัด ผมมองว่าทุกฝ่ายต่อสู้ด้วยเหตุผลทางกฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่ปรากฏเป็นหัวใจของเหตุผลทั้งสิ้น ศาลมองว่าถ้าปล่อยไป (ไม่รับตีความ) ข้อพิพาทจะไม่จบและมีความคลุมเครือ ซึ่งความคลุมเครือนั้นก็มีข้อดีคือ สองฝ่ายได้พูดคุย ตกลงกันเพื่อหาประโยชน์ร่วมกัน

รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

ในแง่ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ปราสาทพระวิหารยึดโยงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปไกลกว่าคำตัดสินของศาลโลกในคดีนี้ เมื่อ 2505 และ 2556 มากนัก

เดิมปราสาทพระวิหารเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ที่มีผู้มาจาริกแสวงบุญและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศรัทธาร่วมกัน ถือได้ว่าเป็นสมบัติของมนุษยชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เป็นสมบัติแห่งมิตรภาพ ที่ควรมีการขับเคลื่อนจรรโลงดูแลร่วมกัน หากทุกคนเริ่มต้นที่ความขัดแย้ง มีจุดยืนความเป็นเจ้าของคงขับเคลื่อนไม่ได้

เราต้องเปลี่ยนทัศนคติการมองกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านแบบใหม่ มองให้มีความเท่าเทียมกันอย่างเสมอภาคจะได้เดินหน้าร่วมกันในการพัฒนาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้า ได้อย่างยั่งยืน การที่ศาลตัดสินออกมาแบบนี้ ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งไทยและกัมพูชาควรร่วมกันศึกษาและพลิกฟื้นจิตวิญญาณของปราสาทพระวิหารให้เป็นสมบัติกลางของมนุษยชาติ และเป็นสัญลักษณ์แห่งสันถวไมตรีอันดีและยั่งยืนระหว่างมิตรประเทศสืบต่อไป

ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

คําพิพากษาของศาลโลกไม่ได้มีอะไรใหม่หรือมีความเปลี่ยนเเปลงอะไร เป็นการชี้ชัดในคำตัดสิน ปี 2505 มีการระบุชัดเจนในเรื่องพื้นที่บริเวณรอบๆ ทั้ง 2 ประเทศอ่านคำพิพากษาไม่เเตก ไม่มีใครกลับไปพิจารณาคำพิพากษาเมื่อ 50 ปีก่อน กรณีนี้จะเห็นว่าศาลโลกมีความยอดเยี่ยมแม้จะเป็นคณะผู้พิพากษาคนละชุดกับ 50 ปี ก่อนก็ตาม คนไทยเองส่วนใหญ่อยู่ใต้วิกฤตการอ่านคำพิพากษาจากรัฐบาลไทย ทำให้มองไม่เห็นรายละเอียดบางอย่าง ขณะที่ทางกัมพูชาเองก็เช่นกัน ซึ่งเขาจะติงประเทศไทยว่าคิดไปเองฝ่ายเดียว ไม่มีหลักฐานอ้างอิงได้เลย ทางวิชาการก็ถือว่าเป็นเรื่องจริง

ส่วนตัวคิดไปไกลถึงขั้นจะใช้แผนที่ในภาคผนวก 1 ด้วยซ้ำ เเม้จะอ่านคำพิพากษาทั้งฉบับภาษาไทยและฉบับภาษาอังกฤษ ก็ต้องยอมรับว่าตกอยู่ภายใต้คำชี้นำของประเทศไทย ทำให้มองไม่เห็นคำตัดสินของศาลโลกปี พ.ศ.2505 การที่ผลการตัดสินออกมาเป็นเเบบนี้ ต้องยอมรับว่า วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยเองรู้สึกว่าได้ขยับพื้นที่เข้าไปหน่อย และไม่ได้เสียพื้นที่ทั้งหมด 4.6 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ประเทศกัมพูชา แม้จะไม่ได้พื้นที่ทั้งหมด แต่ก็ได้ขยับพื้นที่ออกมา จากฐานการขยายตรงนี้เป็นผลที่ทุกฝ่ายยอมกันได้ แต่ประเทศไทยและกัมพูชาไม่มีใครได้อะไรหรือเสียอะไรเพราะทุกอย่างอยู่ในคำพิพากษาตัดสินในปี 2505 อยู่แล้ว

หลังจากนี้จะอยู่ในส่วนของการตกลงกำหนดจุดเเบ่งเขตเเดนกันในพื้นที่จริง ไม่สามารถระบุได้จากเอกสารเหรือเเผนที่ เพราะพื้นที่จริงมีขนาดกว้างมาก การตกลงจะต้องมีคณะกรรมการลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง

คำแย้งของทูตวีรชัยต่อการอภิปรายของนายศิริโชค โสภาในสภา

เมื่อเวลา 23.50 น. วันที่ 13 พ.ย. ระหว่างการอภิปรายของนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงแผนที่ถึงปริมาณพื้นที่ที่ไทยต้องเสียดินแดนจากคำพิพากษาศาลโลก จากแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อเท็จจริงเรื่องนี้ หลังนักวิชาการส่วนตัวของตนประเมินได้ภายใน 48 ชั่วโมงว่า พื้นที่ที่เสียดินแดนว่าอยู่ระหว่าง 0.3 –2 ตารางกิโลเมตร

ในจังหวะนี้ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจํากรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หัวหน้าทีมต่อสู้คดีเขาพระวิหาร ลุกขึ้นชี้แจงทันทีว่า อยากขอชื่นชมนายศิริโชค โสภา และผู้เชี่ยวชาญของท่านที่ระบุว่าใช้เวลาเพียง 48 ชั่วโมงกว่าๆ สรุปได้ว่าในวรรคที่ 98 หน้าตาเป็นอย่างไร ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญของเราที่เก่งที่สุดในโลกซึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษ ณ ตอนนี้ก็ยังสรุปไม่ได้ (ยังเกาศีรษะอยู่) ขณะที่ตนและคณะที่ปรึกษาทั้งหมดก็ยังไม่กล้าให้ข้อมูล เพราะเราต้องทำงานละเอียด อะไรที่ไม่แน่ใจจะไม่มีวันให้ข้อมูลต่อประชาชนและรัฐสภา

แต่ตนขอแย้งว่า สิ่งที่นายศิริโชคและผู้เชี่ยวชาญของท่านพูดมานั้น ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ความเห็นนี้มีปัญหาอย่างยิ่งเพราะอยู่บนสมมติฐานที่ผิด ผิดตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน เส้นที่นายศิริโชคพูดถึงและยอมรับคือเส้น 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งเป็นเส้นที่กัมพูชาถ่ายทอดตามอำเภอใจ ที่ทีมงานเราพยายามอย่างหนักเลือดตาแทบกระเด็นที่จะทำลายมาตลอด แล้วเราทำสำเร็จแล้ว เส้นนี้ตกไปแล้ว เพราะศาลได้ระบุไว้ในคำพิพากษาตามวรรค 99 แล้วว่า เส้นที่ทำขึ้นฝ่ายเดียว ใช้ไม่ได้

“แต่สิ่งที่คุณศิริโชคทำคืออะไร คือการให้สถานะแก่เส้นที่กัมพูชาทำขึ้นตามอำเภอใจ ทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งที่พวกผมทุ่มเทใช้เวลาหลายปีพยายามทำลาย และทำสำเร็จแล้ว แต่บัดนี้ สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรตินำเส้นนี้กลับเข้ามา ถ้าหากกัมพูชาดูทีวีอยู่ขณะนี้ และผมเชื่อว่าเขานั่งดู เขาจะนั่งยิ้ม และการเจรจาในอนาคตของเราจะยากขึ้นอีก เพราะเขาจะพูดว่า อ่ะเส้นนี้หรือทำไมจะใช้ไม่ได้ สมาชิกสภาของไทย 1 ท่านเอามารับรอง เอามาฉาย ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ งานจะยากขึ้นเลยครับ จากการกระทำของนายศิริโชค

ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดี ผมขอสงวนสิทธิไว้ตรงนี้แทนประชาชนไทย และประเทศไทย ว่า เป็นเพียงสมาชิกสภา 1 ท่านในรัฐสภานี้เท่านั้นที่พูด ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะคนที่จะทำให้มีผลผูกพันได้ คือหัวหน้ารัฐบาล และรมว.การต่างประเทศเท่านั้น คุณศิริโชคไม่ใช่ การที่คุณศิริโชคไปรับการถ่ายทอดเส้นของกัมพูชา ไม่ใช่การยอมรับของประเทศไทย

จึงขอให้ที่ประชุมแห่งนี้บันทึกไว้ว่าจะไม่ผูกพันประเทศไทย และแม้จะไม่ผูกพันได้โดยตัวท่าน แต่ท่านได้ทำให้การเจรจาของไทยในอนาคตนั้นยากขึ้นแน่นอน…และเป็นการทำร้ายประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่ผมบอกท่านในวันแรกว่ามันไปแล้ว อาจจะกลับมาได้อีก เพราะเส้นที่นำมาแสดงนี้ ผมไม่คิดว่าคุณศิริโชคจะตระหนักในสิ่งนี้ ถ้าท่านไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ขอให้บันทึกไว้ตามนี้” นายวีรชัยกล่าว

ฟังการแถลงโต้ของทูตวีรชัย พลาศรัยต่อนายศิริโชค โสภา สส.ประชาธิปัตย์  (http://www.youtube.com/watch?v=OZafRAmJx1I&feature=youtu.be)

ด้านนายศิริโชคใช้สิทธิ์พาดพิงลุกขึ้นกล่าวว่า รู้สึกแปลกใจมากที่นายวีรชัยมีปฏิกิริยารุนแรงอย่างนั้น สิ่งที่ตนบอกนั้น คือเส้นแผนที่นี่โยกไปโยกมาได้ สิ่งที่เราต้องทำคือไปทำให้มันนิ่ง ตนไม่ได้บอกว่าสิ่งที่อยู่บนแผนที่เป็นของกัมพูชา 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาเส้นนั้นไว้ตรงไหน จึงอยากเรียนนายวีรชัยว่า ตนตั้งใจทำงานเพื่อชาติไม่แพ้ท่าน ภาพแผนที่ที่เอามา ไม่ใช่เส้นที่จะทำลายชาติได้

สำหรับการประชุมดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 17 (สมัยสามัญทั่วไป) ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ให้คณะทำงานในคดีปราสาทเขาพระวิหารได้เข้ารายงาน และวิเคราะห์ผลการตัดสินของศาลโลกต่อรัฐสภา และให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน เนื่องจากขณะนี้ยังมีการตีความสับสนในผลคำตัดสินของศาลโลก

คลิกติดตาม ‘ข่าวสดออนไลน์’ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย
ทวิตเตอร์ : http://twitter.com/KhaosodOnline
เฟซบุ๊ก : http://www.facebook.com/khaosod

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-3 dsc01365 dsc01363 photo-vr-resize-1000-handicraft-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1