เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

Wednesday, October 16, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

เจตนารมณ์ 14 ตุลาคม คือประชาธิปไตย

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เจ้าของปาฐกถา "เจตนารมณ์ 14 ตุลาคือประชาธิปไตย"

มิตรสหาย-ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ท่ามกลางผู้รักประชาธิปไตยทั้งรุนใหม่และรุ่นเก่าและยิ่งยินดีเป็นพิเศษที่ได้พบปะมิตรสหายที่เคยต่อสู้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่

เมื่อ 40 ปีก่อนในวันเวลาเดียวกันนี้ คนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยได้พร้อมใจกันเคลื่อนกำลังออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมวลมหาประชาชน ประกาศตนไม่ยอมขึ้นกับอำนาจเผด็จการ มันเป็นการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพันธ์ เพราะฝ่ายหนึ่งกุมอำนาจรัฐด้วยกระบอกปืน ในขณะที่ฝ่ายเรามีเพียงสองมือเปล่ากับหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความฝัน ชัยชนะในครั้งนั้นสอนเราว่าเจตนารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าในชีวิตของคนๆหนึ่งหรือบนเส้นทางการเติบโตของประชาชาติหนึ่ง การมีเจตนารมณ์แน่วแน่นับเป็นพลังในตัวของมันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจตนารมณ์นั้นมาจากคนเรือนแสนเรือนล้านที่ผนึกแน่นเป็นหนึ่งเดียว แล้วถามว่าเจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคมคืออะไร เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเถียงกันอีก ก่อนการลุกขึ้นสู้ครั้งนั้นประชาชนคนไทยต้องเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการนานหลายปี ความฝันก็ดี ความแค้นก็ดีล้วนถูกบ่มเพาะมาจากสภาวะที่ปราศจากสิทธิเสรีภาพ สภาวะที่ศักดิ์ศรีความเป็นคนถูกเยียบย่ำทำลาย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความยากลำบากในด้านความเป็นอยู่อันเนื่องจากการเมืองที่ผูกขาดและการปกครองที่ไม่เป็นธรรม ใช่หรือไม่ว่าสภาพดังกล่าวทำให้เราปรารถนาอยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม มันเป็นเช่นนั้นตั้งแต่วันนั้นและยังเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้

แน่นอนประชาธิไตยที่เราปรารถนาย่อมแยกไม่ออกจากจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการจึงไม่ใช่ระบบการเมืองของชนชั้นนำที่ถูกผัดหน้าทาแป้งให้ดูดีกว่าเดิม หากเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างให้กับปวงชนทุกหมู่เหล่าที่เท่าเทียมกัน เป็นกระบวนการทางการเมืองที่แนบแน่นกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้กับผู้คนได้อย่างแท้จริง ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถหลอมรวมจุดหมายและวิธีการได้อย่างแน่นแคว้น ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถจับโกหกได้หากมีใครมาแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน หรือบอกเราว่าจุดหมายอยู่ที่ประชาธิปไตยแต่วิธีการกลับกลายเป็นอย่างอื่น คนเราจะบรรลุถึงเสรีชนได้อย่างไร หากไม่สามารถเลือกรัฐบาลที่ตนเองพอใจและบอกรัฐบาลว่าตัวเองต้องการอะไร ความเสมอภาคของมนุษย์จะปรากฏเป็นจริงได้ด้วยวิธีไหนหากไม่ใช่สิทธิเสียงที่เท่ากันในการกำหนดชตากรรมของบ้านเมือง กล่าวสำหรับความเป็นธรรมก็เช่นเดียวกันก็คงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ถ้าผู้คนที่เสียเปรียบไม่สามารถผลักดันให้รัฐสามารถคลุ้มครองผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวกเรา ดังนั้นท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่นามธรรมที่เลื่อนลอย ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จับต้องไม่ได้ หากเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เรียบง่ายชัดเจนและมีสาระใจกลางทางปรัชญาอยู่หนึ่งประโยคเท่านั้นคือให้ประชาชนเป็นนายของตัวเอง

ในแนวคิดของประชาธิปไตยไม่มีใครมีสิทธิปกครองผู้อื่นได้เพราะทุกคนมีความเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นการเป็นนายตัวเองจึงหมายถึงการปกครองตนเองซึ่งเมื่อแปลงเป็นระบอบการเมืองแล้วเท่ากับว่ารัฐบาลต้องมาจากความเห็นชอบของประชาชน ในขณะที่ประชาชนย่อมต้องมีเสรีภาพที่จะแสดงออกถึงความต้องการของตน แต่ก็อีกนั่นแหละแค่คิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วสำหรับสังคมที่ไม่เคยชินกับความเสมอภาค และยิ่งไม่เคยชินกับการลุกขึ้นยืนอย่างทรนงของประชาชนคนธรรมดา ดังนั้นการเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนาและบรรดานักศึกษาที่เห็นอกเห็นใจ ในช่วงหลังเดือนตุลาคม 2516 จึงถูกให้ร้ายป้ายสีอย่างเป็นระบบและถูกเพ่งเล็งว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในสายตาของชนชั้นปกครองไทย พวกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อสกัดการเติบโตของพลังประชาธิปไตยของชนชั้นล่างๆที่เสียเปรียบ กระทั่งในที่สุดก็ใช้วิธีการโหดเหี้ยมป่าเถื่อน อาศัยกำลังอันธพาลประสานกับกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบบุกเข้าล้อมปราบและฆ่าฟันนักศึกษาประชาชน ที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผมคงไม่ต้องย้ำท่านทั้งหลายคงรู้สึกเองอยู่แล้วว่าพื้นที่เล็กๆที่เรากำลังใช้ประชุมกันอยู่นี้เคยเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งเสรีภาพและอนุสรณ์สถานของฝ่ายประชาชน เป็นที่ซึ่งเราเคยทั้งปักธงแห่งชัยชนะและเช็ดรอยเลือดของเพื่อนที่จากไป แน่นอนการต่อสู้ไม่อาจสิ้นสุดลงเป็นเพราะประชาชนถูกปราบปราม หลังปี 2519 เราอาจพูดได้ว่าประเทศไทยตกอยู่ในสภาพของสงครามกลางเมืองและมันได้สั่นคลอนอำนาจรัฐเผด็จอย่างถึงรากจากสายน้ำภาคเหนือถึงฝั่งทะเลภาคใต้ จากชายแดนตะวันออกถึงเทือกเขาตะวันตก การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของนักศึกษาและประชาชนได้ขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้งจนกระทั่งชนชั้นปกครองเวลานั้นจำเป็นต้องทบทวนท่าที อันที่จริงสงครามไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนาของผู้ใด ทั้งนี้มันคือกองไฟที่อาศัยชีวิตมนุษย์เป็นกองฟืน ไม่ว่ากระนั้นก็ตามเมื่อต้องตอบโต้กันอย่างถึงน้ำถึงเนื้อกับการยอมจำนนกับการกดขี่ข่มเหง ในโลกคงจะมีน้อยคนนักที่จะเลือกมีชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ความผันผวนของสถานการณ์สากลผนวกกับความผิดพลาดของคนปฏิวัติจะทำให้กองกำลังอาวุธที่ยืนต้านเผด็จการต้องสลายตัวลง แต่การไม่ยอมศิโรราบของคนหนุ่มสาวสมัยนั้นก็ได้ส่งผลกระเทือนอย่างหนักหน่วงต่อแนวคิดของคนชั้นนำแห่งรัฐ มันทำให้พวกเขาตระหนักว่าการปกครองแบบก่อน 2516 เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นจึงต้องเร่งปรับตัวเข้าหาประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งถึงจะยังไม่ครบถ้วนก็ตาม ถามว่าพวกเราเรียนรู้อะไรบ้างจากประวัติศาสตร์พวกนี้ คำตอบแรกคือ ประชาชนสามารถคัดหางเสือประวัติศาสตร์ได้ถ้าเราสามารถร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันบ้านเมืองไปยังทิศทางที่เราต้องการ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเส้นทางเดินของประวัติศาสตร์ไม่ใช่เส้นตรง มันอาจคดเคี้ยว ยอกย้อน แม้กระทั่งวกกลับได้เป็นบางครั้ง เส้นทางเดินของประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน จากการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 มาถึงวันนี้เวลาได้ผ่านไปถึง 40 ปีแล้ว และถ้าเรานับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองแห่งประชาธิปไตย เวลายิ่งผ่านมานานถึงกว่า 80 ปีเต็ม อย่างไรก็ตามเวลาที่ผ่านไปไม่ใช่พื้นที่ที่ว่างเปล่า แค่นับเฉพาะ 40 ปีหลัง ก็มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว ในจำนวนนี้เป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 3 ครั้ง คือในปี 2519 ในปี 2535 และปี 2549 ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามีการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายรัฐในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กรณีพฤษภาทมิฬ 2535 และกรณีกระชับพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2553 เช่นนี้แล้วเราจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าแล้วอันใดเล่าที่เป็นอุปสรรคกั้นขวางมิให้บ้านนี้เมืองนี้สามารถจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้อย่างสันติต่อเนื่อง อะไรทำให้ประชาชนต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจ ด้วยเหตุอะไรหรือในระยะ 40 ปีที่ผ่านมาประชาธิปไตยถึงไม่สามารถหยั่งรากมั่นคงในประเทศไทย

ผมเองในฐานะปัจเจกบุคคลอาจจะมองปัญหาดังกล่าวได้ไม่ครบถ้วน แต่เท่าที่มองเห็นอยู่บ้างผมคิดว่าอุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยน่าจะมาจากเหตุปัจจัย 3 อย่างที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน

ปัจจัยที่หนึ่งคือ อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน ปัจจัยต่อมา ได้แก่ฐานะครอบงำของวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยม ซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ส่วนปัจจัยที่สาม มาจากสภาพที่กำลังของฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา

ผมได้เรียนไว้แล้วว่าเหตุปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน ดังนั้นคงต้องขออนุญาตใช้เวลาเพิ่มในประเด็นนี้สักเล็กน้อย กล่าวโดยสัมพัทธ์ เราคงต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นความคิดทางการเมืองและระบอบการเมืองที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศที่มีอายุหลายร้อยปีอย่างประเทศไทย ดังนั้น แม้ว่าประชาธิปไตยจะสะท้อนจิตวิญญาณของยุคสมัยและขั้นตอนที่สูงขึ้นของพัฒนาการทางสังคม แต่ก็มีข้อเสียเปรียบตรงที่จะต้องแตกหน่อผลิใบบนผืนดินที่เต็มล้นไปด้วยอำนาจเก่าความคิดเดิม พูดง่ายๆ ก็คือประชาธิปไตยจะเติบใหญ่ขยายตัวไม่ได้เลย หากไม่สามารถช่วงชิงพื้นที่มาจากความคิดอื่นและอำนาจอื่น ขณะเดียวกัน ทั้งผู้พิทักษ์แนวคิดเดิมและชนชั้นปกครองที่มีมาแต่เดิม ก็ย่อมดิ้นรนต่อต้านเพื่อรักษาพื้นที่ของตน อันนี้เป็นกฎธรรมดาของประวัติศาสตร์สังคม

ดังนั้น ตลอด 40 ปีมานี้ นาฏกรรมทางการเมืองของไทยจึงหมุนวนห้อมล้อมรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งผูกพ่วงมาด้วยการสลับสับเปลี่ยนไปมาระหว่างรัฐบาลเผด็จการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนที่รักอิสระเสรีภาพและเชิดชูความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ต้องหลั่งเลือดพลีชีพครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ประชาธิปไตยมีที่อยู่ที่ยืน

ถามว่าแล้วทำไมชนชั้นนำที่มีมาแต่เดิมจึงไม่ยอมเปิดทางให้ประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งๆ ที่การต่อต้านของฝ่ายประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบอบอำนาจนิยมเป็นสิ่งล้าหลังทางประวัติศาสตร์ ในยุคนี้สมัยนี้การบังคับบัญชาราษฎรจากข้างบนลงมา นอกจากจะหักล้างศักดิ์ศรีความเป็นคนของพลเมืองแล้ว ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลก

คำตอบมีอยู่ว่า นอกจากต้องการรักษาสัดส่วนในพื้นที่อำนาจที่พวกเขาคิดว่าควรเป็นของตนแล้ว ชนชั้นนำเก่ายังมีชุดความคิดที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้องกว่าประชาธิปไตยด้วย หรืออย่างน้อยก็ถูกต้องกว่าประชาธิปไตยในความหมายที่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เราคงต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังประกอบด้วยมวลชนจำนวนไม่น้อยที่สมาทานชุดความคิดแบบอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม กระทั่งชาตินิยมที่คับแคบและแยกออกจากประโยชน์สุขของประชาชน

แนวคิดทั้งปวงนี้ บางด้านน่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็มีบางด้านที่ขัดแย้งกับชุดคุณค่าของประชาธิปไตยในระดับประสานงาน และมักเป็นแนวคิดที่ถูกผลิตซ้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ กระทั่งถูกเสริมขยายเป็นพิเศษหลังรัฐประหารทุกครั้ง พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ แทนที่ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยจะตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับมัน… วัฒนธรรมที่เน้นย้ำเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม การณ์กลับกลายเป็นว่าประชาธิปไตยไทยยังไม่มีฐานวัฒนธรรมที่เหมาะสม คอยเกื้อหนุนและห้อมล้อมให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นนี้แล้ว มันจึงมีความเป็นไปได้อยู่ตลอดเวลาที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำการเมืองบนเวทีประชาธิปไตยจะถูกกล่าวหาว่า มีความผิดทางวัฒนธรรม  ทั้งๆ ที่บางเรื่องอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการบ้านเมือง

ในขณะเดียวกัน มันก็มีความเป็นไปได้เสมอ ที่มวลชนผู้ซาบซึ้งกับวัฒนธรรมเก่าจำนวนไม่น้อยจะออกมาเรียกร้องให้โค่นรัฐบาลด้วยวิธีนอกระบบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ออกมาต้อนรับรัฐประหาร โดยไม่คำนึงถึงผลเสียในระยะยาว
แน่ละ สิ่งเหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประชาธิปไตยมีพลังรองรับอย่างแน่นหนาคงเส้นคงวา เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร

การที่เหตุการณ์อย่าง 14 ตุลาคม 2516 เกิดขึ้นได้ หรือเหตุการณ์ในปี 2535 และ 2553 เกิดขึ้นได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพลังประชาชนที่คัดค้านการผูกขาดอำนาจนั้นมีมากพอที่จะผลักลัทธิอำนาจนิยมให้ถอยร่นออกไป แต่การจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพนั้นยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และจำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขที่มากกว่านี้ พูดง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ประชาธิปไตยไทยจำเป็นต้องมีฐานกำลังทางสังคมที่พร้อมแบกพันธะในการพิทักษ์รักษาและเสริมความมั่นคงในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นก็อาจตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำถดถอยได้อีก

ถามว่า แล้วชนกลุ่มไหนเล่าที่พร้อมจะทำหน้าที่ดังกล่าว

ช่วงหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคมชนชั้นผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเคยมีพลังทางการเมืองมหาศาล แต่หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ขบวนกรรมกรได้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจนไม่อาจฟื้นตัวขึ้นมาได้อีก ทุกวันนี้คนงานในระบบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ถึงร้อยละ 1 ทั้งนี้เนื่องจากการจัดตั้งสหภาพเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ผู้นำคนงานมักถูกนายทุนกลั่นแกล้งกีดขวางไม่ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และมักถูกปลดออกจากงานกระทั่งถูกคุกคามทำร้าย โดยมีฝ่ายรัฐยืนอยู่ข้างฝ่ายทุนเสมอมา ดังนั้น ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและไร้การจัดตั้งเป็นส่วนใหญ่ มันคงไม่ง่ายนักจะที่ชนชั้นกรรมกรจะกลับมาเป็นพลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตยในระยะใกล้ๆ

ต่อไป เราลองหันมามองพลังนักศึกษาบ้าง

ในอดีต นักศึกษาและปัญญาชนก็เคยเป็นกองหน้าที่ฮึกห้าวเหิมหาญในการบุกเบิกพื้นที่แห่งเสรีภาพให้กับประชาชนผู้ทุกข์ยากหมู่เหล่าต่างๆ แต่หลังการปราบปรามกวาดล้างในปี 2519 มหาวิทยาลัยก็ถูกอำนาจรัฐและพลังอนุรักษนิยมดัดแปลงให้เป็นแค่โรงเลี้ยงเด็กของคนชั้นกลาง ยิ่งมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งประกอบด้วยระบบการค้าเสรีและการบริโภคเสรี สังคมไทยก็ยิ่งเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทำให้ลักษณะของประชากรในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปด้วย พื้นที่ในมหาวิทยาลัยหลังถูกยึดครองโดยบุตรหลานของผู้มีรายได้สูง ซึ่งมีความใฝ่ฝันในชีวิตกระเจิดกระเจิงและกระจัดกระจายไปตามจินตนาการส่วนตัว มากกว่าที่จะมีสายใยใดๆ กับสังคมต้นกำเนิด และยิ่งไม่มีสำนึกผูกพันกับชนชั้นผู้เสียเปรียบ

ดังนั้น ในวันนี้ เราจึงพูดได้ว่าประเทศไทยไม่มีขบวนนักศึกษาในความหมายเดิม แม้จะมีนักศึกษากลุ่มย่อยหรือเป็นรายบุคคลที่เอาธุระเรื่องผู้อื่นอยู่บ้าง แต่สำหรับส่วนใหญ่แล้วคงต้องอาศัยสถานะการณ์ที่พิเศษมากๆที่จะสามารถปลุกพวกเขาให้ตื่นรู้กับความเป็นมาและความเป็นไปในสังคม แต่ก็อีกนั่นแหละเรื่องนี้เราคงปัดความรับผิดชอบไปยังเยาวชนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะคนชั้นกลางในระดับตัวพ่อตัวแม่เองก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าใด โดยเฉพาะคนชั้นกลางในใองหลวงที่มักแกว่งไกวระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม

คนชั้นกลาง

ในอดีต คนชั้นกลางในเมืองเคยสร้างคุณูปการใหญ่หลวงในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย ไม่ว่าในปี 2516 หรือ 2535 พวกเขาล้วนเป็นกำลังหลักในการต่อต้านเผด็จการ น่าเสียดายที่มาถึงวันนี้คนชั้นกลางดั้งเดิมกำลังกลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของแนวคิดอนุรักษ์นิยม จากพลังที่เคยผลักดันประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้า พวกเขากลายเป็นชนชั้นที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ไว้ตรงจุดที่ตัวเองได้เปรียบในทุกด้าน

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากการเติบโตขยายตัวของเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งเน้นการส่งออกและการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน เงื่อนไขทางเศรษฐกิจดังกล่าวได้เพิ่มความมั่งคั่งให้กับคนชั้นกลางมากกว่าเดิมหลายเท่า ขณะเดียวก็ได้แยกห่างชีวิตของพวกเขาออกจากส่วนที่เหลือของสังคม ดังเราจะเห็นได้จากตัวเลขการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งระบุว่าคนรวยสุดจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์แรกของประชากรไทยมีทรัพย์สินมากกว่าคน 20 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ข้างล่างถึงเกือบ 70 เท่า
ความแตกต่างห่างไกลกันในฐานะทางเศรษฐกิจเช่นนี้ นับวันยิ่งทำให้คนชั้นกลางเก่ามีวิถีชีวิตตลอดจนโอกาสในชีวิตเหนือกว่าคนไทยอีกจำนวนมหาศาล และมันได้ตัดเฉือนความสัมพันธ์ที่พึงมีระหว่างพวกเขากับชนชั้นอื่นๆ ที่เสียเปรียบ ดังนั้นนอกเหนือจากปัจเจกบุคคลที่มีสายตาอันกว้างไกลที่มีอันน้อยนิดแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันคนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความเห็นใจและไม่สนใจในชตากรรมของคนที่อยู่ล่างจากตน พวกเขามักหมกมุ่นกับเรื่องส่วนตัว การบริโภคและการสร้างไสตล์ชีวิตที่วิจิตรบรรจง กระทั่งนิยามคำว่าความดี ความงามและความจริงในลักษณะที่หลุดลอยไปจากความถูกต้องเป็นธรรมทางสังคม โดยนัยทางการเมืองแล้วสภาพดังกล่าวหมายความว่าคนชั้นกลางเก่าย่อมมีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆที่อาจกระทบฐานะของตน พวกเขามีเหตุผลร้อยแปดที่จะรักษาสภาพเดิมไว้และเท่าที่ผ่านมาเหตุการณ์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าจำนวนไม่น้อยพร้อมที่จะสนับสนุนวิธีการนอกระบบในการเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าหากมาช่วยสร้างความมั่นใจว่าโลกของตัวเองจะไม่ถูกโยกไหวและสั่นคลอน เช่นนี้แล้วประชาธิปไตยไทยจึงขาดพลังดันที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม การเติบใหญ่ขยายตัวของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ไม่ได้เปลี่ยนฐานะและโลกทรรศน์ของคนชั้นกลางในเมืองแต่ฝ่ายเดียว หากยังกวาดต้อนผู้คนอีกจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในหัวเมืองต่างจังหวัดและในชนบทเข้ามาไว้ในกรอบทุนนิยมด้วย ซึ่งทำให้พวกเขามีฐานะทางชนชั้นและวิธีคิดที่ต่างไปจากเดิมเช่นกัน

นักวิชาการชั้นนำหลายท่านได้ยืนยันตรงกันว่าในระยะหลังชนบทไทยเปลี่ยนไปมาก และเกิดการแบ่งตัวทางชนชั้นอย่างชัดเจน กล่าวคือนอกเหนือจากการอพยพเข้ามาขายแรงงานหรือประกอบอาชีพอิสระในเมืองแล้ว ชาวนาชาวไร่อีกจำนวนมหาศาลยังได้เปลี่ยนฐานะจากเกษตรกรแบบเก่ากลายเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งผลิตเพื่อขายและกลายเป็นผู้เล่นอีกกลุ่มหนึ่งในตลาดทุนนิยม

แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้ว่าคนชั้นกลางใหม่หรือชนชั้นกลางในชนบทเหล่านี้จะไม่ได้มีฐานะยากจนในความหมายสัมบูรณ์ แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับข้อเสียเปรียบนานัปการในโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดราคาผลผลิต การเข้าถึงเงินทุน การเข้าถึงสวัสดิการและความช่วยเหลือจากรัฐ หรือโอกาสยกระดับครอบครัวโดยผ่านการศึกษาของบุตรหลาน พูดง่ายๆ คือ ทั้งๆ ที่มีจำนวนมหาศาลและมีคุณูปการชัดเจนต่อกระบวนการผลิตในประเทศไทย แต่พี่น้องเหล่านี้ก็กลับเป็นชนชั้นที่ถูกมองข้าม หรือไม่มีตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของชนชั้นนำและชนชั้นที่ได้เปรียบ

ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่พวกเขาจะต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อประกาศการดำรงอยู่ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนชั้นกลางใหม่เหล่านี้จะต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดเสรี ตลอดจนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐ ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนชั้นตน อันนี้นับเป็นข่าวดีจากมุมมองของประชาธิปไตย เพราะใครเล่าจะต้องการเสรีภาพเท่ากับผู้คนที่อยากบอกโลกว่าพวกเขามีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ใครเล่าจะต้องการระบอบนี้เท่ากับผู้คนที่แสวงหาความเสมอภาคและความเป็นธรรม

ในฐานะผู้ผ่านศึก 14 ตุลาคม ผมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านี้ตั้งอยู่บนเจตนารมณ์เดียวกันกับการต่อสู้เมื่อ 40 ปีก่อน เพียงแต่ว่าบริบทของยุคสมัยอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว มันก็คือการผูกโยงประชาธิปไตยเข้ากับความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า สังคมที่ดีกว่า สังคมที่ส่งเสริมให้ผู้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นแก่นแท้ของปรัชญาประชาธิปไตย

แน่นอน มันเป็นเรื่องธรรมดาทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นเกิดใหม่จะต้องขอแบ่งพื้นที่ทางการเมืองในความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ และเป็นเรื่องธรรมดาด้วยเช่นกันที่ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมนำไปสู่การปะทะขัดแย้ง เพราะชนชั้นที่เป็นเจ้าของอำนาจและผลประโยชน์เดิมคงไม่ยอมสูญเสียฐานะได้เปรียบไปโดยง่าย ปัญหามีอยู่ว่าพลังใหม่ที่กล่าวมาข้างต้นจะนำพาสังคมไทยไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะต้านทานพลังที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยได้เพียงใด และอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ สังคมไทยจะสามารถปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระลอกนี้ได้ลงตัวหรือไม่ โดยไม่ต้องจ่ายราคาแพงเท่ากับในอดีต

กล่าวสำหรับการยืนหยัดพิทักษ์ประชาธิปไตยนั้น ผมเชื่อมั่นว่าชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนชั้นกลางค่อนไปทางล่างในเมืองหลวง ตลอดจนบรรดาปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจ คงจะยืนอยู่ในจุดนี้ไปอีกนาน ด้วยเหตุผลเรียบง่ายคือพวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเสียเปรียบทางชนชั้นอันเนื่องมาจากโครงสร้างทุนนิยมนั้น ไม่อาจแก้ไขหรือชดเชยได้ด้วยวิธีอื่น นอกจากจะต้องเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้เสียเปรียบด้วยวิธีการทางการเมือง

ด้วยเหตุดังนี้เวทีประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่ขาดมิได้สำหรับคนเล็กคนน้อย เพราะนั่นเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่คนเหล่านั้นสามารถแสดงตัวตน สามารถมีทางเลือกในระดับนโยบาย และสามารถอาศัยสิทธิพลเมืองสนับสนุนผู้แทนทางการเมืองที่ขานรับความต้องการของพวกเขา อันที่จริง ความเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวเท่ากับช่วยชุบชีวิตให้กับระบบรัฐสภาไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มักถูกออกแบบให้อ่อนแออย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้สอดคล้องกับอำนาจการนำของชนชั้นนำที่มาจากภาคราชการ

ในอีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวในรูปขบวนการของชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดก็ได้กดดันให้พรรคการเมืองที่เคยจำกัดตัวอยู่ในกลุ่มผลประโยชน์แคบๆ ให้หันมาเดินแนวทางมวลชนมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่พรรคมวลชนในความหมายที่เต็มรูป แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ก็นับเป็นพัฒนาการที่สำคัญของประชาธิปไตย จะว่าไป ความเคลื่อนไหวของพี่น้องเหล่านั้นนับว่าต่างจากการเมืองภาคประชาชนแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ในด้านหนึ่งพวกเขายังต้องอยู่กับตลาดทุนนิยม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้เล่นที่เสียเปรียบสุด สภาพดังกล่าวทำให้พวกเขาต้องเกาะติดและต่อรองกับการเมืองภาคตัวแทน เพื่อจะได้อาศัยนโยบายของรัฐมาช่วยคุ้มครองและถ่วงดุลข้อเสียเปรียบ

ในทางตรงกันข้าม กำลังของฝ่ายการเมืองภาคประชาชนฉบับเดิมมักมาจากกลุ่มชนที่อยากถอยห่างจากตลาดเสรี พวกเขาต้องการบริหารจัดการชีวิตเรียบง่ายของตัวเองในท้องถิ่นต่างๆ ทำกินอยู่ในตลาดเล็กๆ ที่ควบคุมได้ โดยปราศจากการแทรกแซงทั้งของฝ่ายรัฐและทุนใหญ่ ด้วยเหตุดังนี้ประชาธิปไตยในสายตาของขบวนการเมืองภาคประชาชนจึงมักเกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งการลดอำนาจ ลดบทบาทการเมืองแบบตัวแทนควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่สำหรับประชาธิปไตยทางตรง

ตามความเห็นของผม การเมืองของคนเล็กคนน้อยทั้งสองกระแสนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพลังประชาธิปไตย และไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน ทั้งนี้เนื่องเพราะจุดร่วมของทั้งสองฝ่ายไม่มีใครต้องการระบอบอำนาจนิยม และต่างก็ฝันถึงอิสรภาพจากการถูกครอบงำ ฝันถึงความเป็นธรรมที่ตัวเองพึงได้รับ ตลอดจนฝันถึงชีวิตที่ไม่ถูกละเมิดล่วงเกิน

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่าความตื่นตัวทางการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ในชนบทนั้น แม้จะสำคัญมากสำหรับการขยายตัวของประชาธิปไตย แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้ขยับไปสู่ขั้นตอนใหม่ได้ ถ้าหากไม่มีปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งอุบัติขึ้นในเวลาที่ประจวบเหมาะกัน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้แก่การเกิดขึ้นของกลุ่มทุนใหม่ ที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็วจากกระแสโลกาภิวัตน์ หรือทุนนิยมโลกในยุคไร้พรมแดน ชนชั้นนำของกลุ่มทุนนี้ก็มีปัญหาคล้ายชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัด คือต้องการพื้นที่ทางการเมืองที่พวกเขาคิดว่าสมควรจะได้รับ และหนทางเดียวที่พวกเขาจะเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำเก่าในศูนย์อำนาจ คือต้องอาศัยเวทีประชาธิปไตย ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว จุดหมายของทั้งสองฝ่ายจึงมาบรรจบกัน และกำลังทางสังคมทั้ง 2 ส่วน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วต่างกันอย่างยิ่ง ได้กลายเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองที่เหลือเชื่อในกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งได้ขึ้นกุมอำนาจและมีบทบาทในการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับนโยบายที่ตอบสนองปัญหาของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดราคาผลผลิตทางเกษตร การเข้าถึงเงินทุน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนสวัสดิการด้านต่างๆ อีกหลายอย่าง

พูดกันตามความจริง ความปรารถนาที่จะเห็นประชาธิปไตยกินได้นั้นก็ไม่ใช่ความฝันใหม่แต่อย่างใด มันมีมาตั้งแต่ช่วงการต่อสู้ 14 ตุลาคม เมื่อนักศึกษาปัญญาชนผนึกกำลังกับกรรมกร ชาวนา เรียกหาค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรม และที่ดินทำกินสำหรับผู้หว่านไถ

แต่ทั้งหมดนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในระบบรัฐสภาไทย เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีผู้สิทธิเลือกตั้งมีอำนาจต่อรองจริง และเป็นครั้งแรกที่นโยบายของพรรคการเมืองเป็นสิ่งจับต้องได้ เกิดผลเป็นรูปธรรม แทนที่จะเป็นแค่สัญญาลมๆ แล้งๆ เหมือนที่ผ่านมา แน่ละ คนอยู่บนเวทีอำนาจมือไม้ย่อมเปรอะเปื้อน และผู้นำรัฐบาลที่เป็นทางเลือกของชนชั้นกลางใหม่ก็มีข้อผิดพลาดใหญ่อยู่หลายประการ แต่สิ่งนี้ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าโดยสาระใจกลางแล้วการเมืองเป็นเรื่องของนโยบาย และตราบใดที่รัฐบาลมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ประเด็นอื่นๆ ถ้าไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย คงต้องนับเป็นเรื่องรอง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบอบการเมือง แม้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความผิดพลาดร้ายแรง แต่นั่นก็ไม่ได้ความว่าเป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย และปัญหาก็ยังควรแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย

แต่ก็อีกนั่นแหละ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียผลประโยชน์ ดังนั้นภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังใช้รัฐธรรมนูญ 2540 สถานการณ์เช่นนี้จึงบ่มเพาะความขัดแย้งขึ้นมาในสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง และในที่สุดก็ได้นำไปสู่รัฐประหารในปี 2549 รัฐประหารดังกล่าวนับเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการนอกระบบ และไม่ว่าเหตุผลและข้ออ้างจะถูกเขียนไว้อย่างใด เจตจำนงสูงสุดที่มาปรากฏในภายหลังว่ามันคือความพยายามที่จะพาประเทศไทยกลับไปสู่ระบอบรัฐสภาก่อนปี 2540 ซึ่งมีองค์ประกอบของอำนาจนิยมผสมอยู่ในบางส่วนและมีข้อกำหนดหลายอย่างที่คอยสกัดการเติบโตของพรรคการเมืองและนักการเมือง ถามว่าทำไมเหตุการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้นอีก ทั้งๆ ที่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปมากแล้ว สังคมไทยเองก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน ทำไมเราจึงต้องพบกับวิธีการเปลี่ยนรัฐบาลที่ถอยหลังเข้าคลองขนาดนั้นอีก

แน่นอน ความผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลใน พ.ศ. นั้นมีอยู่จริงและสร้างความไม่พอใจให้กับคนจำนวนไม่น้อย แต่ในความเห็นของผม ความขัดแย้งหลักที่สุดคือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่าที่สูญเสียฐานะการนำกับชนชั้นนำใหม่ที่ขึ้นมากุมศูนย์อำนาจด้วยวิธีการที่ต่างจากเดิม

ความขัดแย้งดังกล่าวถูกทำให้แหลมคมขึ้นด้วยบรรยากาศความไม่พอใจรัฐบาลของกลุ่มทุนเก่า ตลอดจนคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในเมืองหลวง ซึ่งในด้านหนึ่งรู้สึกหวั่นไหวกับการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยกลุ่มทุนใหม่ และในอีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้ยึดถือหลักการประชาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวาเท่าใด ด้วยเหตุดังนี้ การก่อรัฐประหารครั้งนั้นจึงมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดใหญ่หลวงของรัฐประหาร 2549 มิได้เป็นเรื่องของหลักการเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องการประเมินกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย พวกเขามองข้ามการมีอยู่ของมวลชนจำนวนมหาศาลที่ประกอบขึ้นเป็นชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนชั้นกลางที่ค่อนไปทางล่างในเมือง ซึ่งเคยได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ถูกโค่น มองไม่เห็นการมีอยู่ของปัญญาชนและคนชั้นกลางเก่าบางส่วนที่ผูกพันและหวงแหนระบอบประชาธิปไตย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามองไม่เห็นศักยภาพในการตอบโต้ของชนชั้นนำใหม่ที่โตมากับระบบทุนโลกาภิวัตน์ ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้แทนที่เรื่องจะจบลงง่ายๆ ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามหลังมากลับยิ่งรุนแรงและซับซ้อนอย่างยิ่ง สังคมไทยแตกร้าวเป็นส่วนเสี้ยว ความขัดแย้งในประเด็นประชาธิปไตยได้ลุกลามสู่ระดับมวลชน และหมิ่นเหม่ต่อการก่อรูปเป็นสงครามกลางเมือง

มิตรสหายทั้งหลายครับ พี่น้องทั้งหลาย ผมทราบดีว่าเรื่องราวที่พูดมาข้างต้นแทบจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะทุกท่านคงจะทราบดีอยู่แล้ว กระนั้นก็ตามผมจำเป็นต้องเอ่ยถึงสภาพดังกล่าวเพื่อบอกพวกท่านว่าผมยืนตรงไหนและคิดอย่างไร ในการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ท่านจะสังเกตุว่าผมจงใจหลีกเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยชื่อบุคคลหรือตัวละคอนหรือองค์กรจัดตั้งใดๆออกมาอย่างชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากผมอยากจะชวนท่านมามองปัญหาประชาธิปไตยไทยในระดับโครงสร้างและเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางชนชั้นที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและมีส่วนอย่างสูงในการกำหนดสถานการณ์ทางการเมือง ทุกวันนี้คนไทยในยุคโลกาภิวัฒน์ไม่ใช่ราษฎรก้อนเดียวที่หน้าตาเหมือนกันหมดอีกต่อไป หากแยกออกเป็นหลายชนชั้นและชั้นชน นอกจากนี้ภายในชนชั้นเดียวกันยังแบ่งเป็นหลายหมู่เหล่า อาจนำมาซึ่งความหลากหลายของผลประโยชน์ ตลอดจนความแตกต่างทางความคิด ตลอดจนสภาวะทางจิตและวิถีการดำรงชีวิตประจำวัน สภาพดังกล่าวคือความจริงในภาวะวิสัย ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการมีบทบาทนำในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมจึงจำเป็นต้องเอามันมาพิจารณาประกอบยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของตน เรื่องนี้หากมองข้ามไม่ใส่ใจก็อาจต้องเสี่ยงกับการจ่ายราคาที่แสนแพง จริงอยู่ปรากฏการณ์ทางสังคมนั้นมักอยู่เหนือการควบคุมและการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเกิดขึ้นเอง เป็นไปเอง ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าภาพคอยกำกับดูแลเสมอไป แต่ถ้าเราโยงเรื่องนี้กลับไปในประเด็นอันสืบทอดเจตนารมณ์ 14 ตุลาคมกลับกระบวนการประชาธิปไตยที่เป็นตัวเป็นตน สิ่งที่ต้องนำมาครุ่นคิดย่อมไม่ใช่การเชิดชูอุดมคติเพียงอย่างเดียว หากยังมีเรื่องของวิธีการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เติบใหญ่มั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

กล่าวเฉพาะประเด็นหลังนี้ ผมมีข้อเสนออยู่ 2-3 ข้อที่อยากนำมาแลกเปลี่ยนด้วยมิตรภาพและความหวังดี ในเมื่อพวกท่านให้เกียรติเชิญผมมาพูด ผมก็จะพูดความในใจอย่างตรงไปตรงมา

ข้อแรก ผมอยากจะเรียนพี่น้องทั้งหลายว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อพัฒนาระบอบการเมืองมิใช่เพื่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ ดังนั้นพลังประชาธิปไตยจึงไม่สามารถจำกัดตัวเองอยู่แค่การพิทักษ์รักษารัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่ตัวเองพอใจเท่านั้น ยกเว้น– ยกเว้นในกรณีที่สถานการณ์บีบคั้นให้การปกป้องรัฐบาลที่มาจากฉันทานุมัติของประชาชน เป็นเรื่องเดียวกับความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตยโดยรวม พูดให้ชัดเจนขึ้นคือ พลังประชาธิปไตยมีหน้าที่ปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่รัฐบาลด้วย เพื่อให้กลไกของระบอบทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนของระบบการเมืองที่เราเชื่อว่าดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด

สิ่งหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งมีอยู่หลายหมู่เหล่า และจำนวนไม่น้อยก็มักมีปัญหากับนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชาชนชายขอบที่ถูกการพัฒนาทอดทิ้ง และชุมชนท้องถิ่นที่มักได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐหรือการขยายตัวของทุน ตลอดจนนักวิชาการและปัญญาชนที่เห็นใจคนเหล่านั้น ประชาชนเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย แม้บางครั้งจะขัดแย้งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบ และเสริมการทำงานของระบอบในการแก้ปัญหาต่างๆ พวกเขาเป็นพลังประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะต่างไปจากพลังมวลชนที่ผูกพันธ์กับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ดังนั้นผู้รักประชาธิปไตยที่สังกัดพรรคทั้งหลายอาจจะต้องฝึกวางเฉยบ้าง เมื่อรัฐบาลที่ท่านเลือกถูกประชาชนกลุ่มอื่นคัดค้านหรือถูกวิจารณ์ในบางเรื่องบางราว หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีก หากท่านสามารถเข้าไปเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเมืองภาคประชาชนกับระบบรัฐสภาได้ ก็จะต้องถือว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากทีเดียว

ข้อต่อมา ซึ่งผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยยังมีสถานะที่ไม่เสถียรนัก การขยายฐานทางสังคมของประชาธิปไตยจึงต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นด้วยเหตุผลทั้งในด้านหลักการและวิธีการ ขบวนประชาธิปไตยจึงไม่อาจอาศัยกำลังของชนชั้นเดียวมากำหนดเส้นทางเดินของบ้านเมืองได้ แม้ว่าชนชั้นดังกล่าวจะมีปริมาณสมาชิกมากพอที่จะควบคุมสนามการเลือกตั้ง แต่ถ้าพูดถึงเสถียรภาพของระบอบหรือเสถียรภาพของประเทศแล้ว ฐานทางสังคมแค่นี้ยังถือว่าไม่พอ พูดอีกแบบหนึ่งคือผู้รักประชาธิปไตยยังต้องขยายแนวร่วมทางการเมืองออกไปให้ครอบคลุมอีกหลายชนชั้นและชั้นชน ทำให้ผู้คนหลายหมู่เหล่าที่สุดมองเห็นและยอมรับว่าพื้นที่ประชาธิปไตยก็เป็นของพวกเขาด้วย ทำให้พวกเขารู้สึกว่าระบอบการเมืองนี้ดี และสมควรช่วยกันปกปักรักษา แน่ละการสร้างแนวร่วมประชาธิปไตยในระดับที่กว้างขวางขนาดนั้น ย่อมหมายถึงการจับประเด็นปัญหาที่หลากหลายกว่าปัญหาของชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัด หรือผู้ประกอบการรายย่อยในเมืองหลวง ขบวนประชาธิปไตยควรต้องตอบโจทย์ของคนงานในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของคนชั้นกลางเก่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นความเดือดร้อนรวมหมู่ของพวกเขา อันนี้จริงๆ แล้วก็เป็นประเด็นทางทฤษฎีด้วย ถ้าเรายอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองของปวงชน ก็คงต้องยอมรับต่อไปว่าในบางมิติประชาธิปไตยก็มิใช่อะไรอื่น หากเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์ทางชนชั้นและชั้นชน ซึ่งมีความหลากหลายแตกต่างหรือกระทั่งขัดแย้งกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาเวทีกลางเช่นนี้ไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะนองเลือดหรือรุนแรง

ข้อที่สาม ถ้าเรายอมรับว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นงานสร้างระบอบและการขยายพลังประชาธิปไตยหมายถึงการเปิดพื้นที่การเมืองให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า เราก็คงต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่ห้อมล้อมระบอบการเมืองจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากบรรยากาศเสรีนิยม อันที่จริงเสรีนิยมกับประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกันในทางปรัชญา แต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะเกิดผลดี

เสรีภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิดและมีความแตกต่างทางด้านผลประโยชน์ แต่เสรีนิยมอย่างเดียวก็ไม่อาจรวมพลังผู้คนหรือยึดโยงสังคมไว้ได้ กระทั่งหมิ่นเหม่ต่อสภาวะแตกกระจายตัวใครตัวมัน
ส่วนประชาธิปไตยนั้นมีจุดแข็งอยู่ที่กระบวนการสร้างฉันทามติและการรวมพลังของคนจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายของส่วนรวม แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่ความแข็งกระด้างในจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนส่วนใหญ่กับปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มประชาชนที่เป็นเสียงข้างน้อย กระทั่งบางครั้งอาจจะลื่นไถลไปถึงขั้นริดรอนสิทธิหรือล่วงเกินประชาชนได้
ด้วยเหตุดังนี้ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยในโลกที่เจริญแล้วจึงดำเนินควบคู่มากับลัทธิเสรีนิยมทางการเมืองมาโดยตลอด และในเรื่องนี้ผมคิดว่าประเทศไทยก็คงต้องเดินหนทางเดียวกัน

การสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคงมิได้อยู่ที่ตัวสถาบันการเมืองอย่างการเลือกตั้งหรือรัฐสภาเท่านั้น หากสังคมไทยเองก็ต้องเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ไม่มีระบอบการเมืองใดจะอยู่ได้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เกื้อกูล กล่าวเช่นนี้แล้ว ผมจึงเห็นว่าขบวนประชาธิปไตยที่มีอยู่ควรจะต้องผลักดันบรรยากาศเสรีนิยมให้มากกว่าเดิม โดยแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างทรรศนะหรือพลังที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย กับทรรศนะหรือผู้คนที่แค่คิดต่าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเกินกว่าจะต้องทะเลาะกัน

ที่ผ่านมา ความแหลมคมของความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะทำให้บางคนด่วนแขวนป้ายใส่หมวกให้ผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม หลายคนถือโอกาสหว่านถ้อยคำหยาบคายใส่ผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งบางทีก็พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีต้นตอมาจากสภาพจิตส่วนตัวหรือปัญหาส่วนรวม สภาพเช่นนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ในบางสถานการณ์ แต่ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่มีขอบเขตก็จะเป็นผลเสียต่อบรรยากาศแห่งเสรีภาพ และมีแต่เพิ่มศัตรูให้ตัวเอง

ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษา ผมขอยืนยันว่าการด่วนตัดสินคนด้วยข้อมูลที่ผิวเผิน หรือการด่าทอผู้อื่นด้วยสูตรสำเร็จต่างๆ มันไม่ใช่ผลประโยชน์ที่แท้จริงของการต่อสู้ เพราะมันมีแต่สร้างความห่างเหินกับหมู่ชนที่ควรเป็นมิตร และโดดเดี่ยวขบวนประชาธิปไตย พวกเราคนรุ่นเก่าเคยมีบทเรียนมาแล้วในเรื่องนี้ และไม่อยากเห็นความผิดพลาดที่ซ้ำเดิม แต่แน่นอน การต่อสู้ทางความคิดจะยังมีอยู่ต่อไป ดังที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่มั่นคงมาจากวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ด้วยเหตุนี้การโต้แย้งโต้เถียงกับวัฒนธรรมอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งจำเป็น ประชาธิปไตยก็มีระบบคุณค่า มีชุดศิลธรรมและครรลองชีวิตแตกต่างจากวัฒนธรรมเดิมของไทยอยู่พอสมควร และที่สำคัญคือมีจุดเน้นอยู่ที่ความเสมอภาคทั้งในทางการเมืองและในด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นมันจึงเป็นวัฒนธรรมแห่งการเคารพผู้อื่นพร้อมๆกับการเคารพตัวเอง ตราบใดที่วัฒนธรรมด้านนี้ยังไม่ใช่ด้านหลักของประชาธปไตย ตราบนั้นประชาธิปไตยก็ยังไม่มีฐานรองรับที่มั่นคง

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าการเมืองเพราะเป็นสิ่งที่ซึมลึกถึงจิตใจและจิตวิญญาณของผู้คนอีกทั้งมีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก อันนี้หมายความว่าประเด็นทางวัฒนธรรมสามารถสร้างความขัดแย้งกว้างขวางและรุนแรงได้ ดังนี้นในสนามแข่งขันด้านวัฒนธรรมนักสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องรักษาจังหวะก้าวที่เหมาะสมสอดคล้องกับความจริงในระดับที่พลาดไม่ได้ พวกเขาควรจะเรียนรู้วิธีการใช้อำนาจก่อนซึ่งมุ่งเสนอความดี ความจริงและความงามในนิยามของตน มากกว่าพอใจกับภาพลักษณ์ของนักถอดรื้อที่เห็นคนนั้นคนนี้ที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างดูขวางหูขวางตาไปหมด

อันที่จริงวัฒนธรรมเก่าไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับประชาธิปไตยไปทุกด้าน บางอย่างก็ไปด้วยกันได้ยกเว้นส่วนที่เป็นอำนาจนิยมเท่านั้นที่ยากจะเข้ากันได้กับแนวคิดในเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม กล่าวสำหรับในมิติอื่นๆในด้านวัฒนธรรมประเพณี ไม่มีประเทศไหนๆในโลกหรอกที่สามารถตัดขาดจากประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ทั้งหมด และในประเด็นนี้การเปลี่ยนแปลงควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ขบวนการประชาธิปไตยต้องไม่ทำให้คนจำนวนมากต้องรู้สึกสูญเสียพื้นที่และตัวตนอย่างกระทันหัน หากควรทำให้พวกเขารู้สึกได้รับสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าเก่าซึ่งจะสร้างความผูกพันธ์กับระบอบต่อไป พูดก็พูดเถอะแม้แต่ประชาธิปไตยในประเทศต้นแบบก็ยังต้องมีพื้นที่ให้กับทุกฝ่าย อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม แม้กระทั่งสังคมนิยม ตราบใดที่เราไม่สามารถทำให้มนุษย์มองโลกเป็นสีเดียวกันได้อีกทั้งไม่อยากรบราฆ่าฟันกันให้เสียเลือดเนื้อ ตราบนั้นการบริหารความขัดแย้งด้วยสันติวิธีในกรอบประชาธิปไตยน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ผมได้เรียนท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกแล้วว่าเจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14 ตุลาคม คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ประชนไทยได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายรอบ เราได้เห็นการล้มลงของบรรดาลัทธิเผด็จการทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาในโลก และเราได้เห็นความล้มเหลวของระบบเผด็จการในประเทศไทย ดังนั้นเราจึงไม่เพียงมั่นใจมากขึ้นในการยืนยันเจตจำนงค์เดิม หากยังเข้าใจมากขึ้นว่าประชาธิปไตยคืออะไรและมีคุณค่าแค่ไหน สังคมจะอยู่รอดและรุ่งเรืองได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับระบบการปกครอง และด้วยเหตุผลดังกล่าวการช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากยืนยงจึงเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย

สุดท้ายผมขออนุญาตยืนยันครับว่า ปรัชญาประชาธิปไตยนั้นตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่เห็นว่าสมาชิกของสังคมทุกผู้ทุกนามล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน ดังนั้นประชาธิปไตยจึงมีเจตนารมณ์คัดค้านการเอารัดเอาเปรียบ การครอบงำทางความคิดและการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตามแค่ต่อต้านการกดขี่อย่างเดียวยังไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอสำหรับการสร้างระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นปรัชญาเดียวกันนี้จึงส่งเสริมให้ประชาชนในฐานะรวมหมู่เป็นเจ้าของอำนาจในการปกตรองตนเองขณะที่ประชาชนในฐานะปัจเจกมีสิทธิและเสรีภาพในการใช้ชีวิตและและการแสดงออกในทางการเมือง กล่าวโดยสรุปรวมความก็คือประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ทั้งปลดปล่อยและรวมพลังไปพร้อมๆกัน ด้วยเหตุนี้จุดหมายและวิธีการของประชาธิปไตยจึงแยกออกจากกันไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวจึงจะเข้าถึงจุดหมายของเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมตัวใครตัวมัน หากแต่เป็นสังคมที่อิสระภาพของบุคคลถูกนำมาเชื่อมร้อยรวมกันเข้าเป็นพันธกิจที่มีต่อส่วนรวม

ทั้งหมดนี้คือคลื่นความคิดที่ขับเคลื่อนการต่อสู้ 14 ตุลาคม และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคลื่นลูกใหม่จะยังคงมุ่งไปสู่ทิศเดียวกัน

ขอขอบคุณและขอแสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่งที่ได้พบกันในวันนี้

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นปาฐกถาของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

สนใจฟังคลิปเสียงคลิกได้ที่  http://www.youtube.com/watch?v=slb7AxjD2NY

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01365 dsc01366 photo-vr-resize-1000-handicraft-1 photo-vr-resize-1000-handicraft-2

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1