การค้าต่างประเทศเดือนกรกฎาคม 2556

Tuesday, August 27, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

การค้าระหว่างประเทศกรกฎาคม 2556

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องให้ความสนใจกับการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มสินค้าไทยก่อนที่จะเกิดวิกฤติรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

มูลค่าการค้าเป็นเงินบาท

ผลการส่งออกในเดือนกรกฎาคม 2556 มีมูลค่าเท่ากับ 584,274 ล้านบาทลดลงจากการส่งออกของเดือนเดียวกันในปี 2555 ซึ่งส่งออกได้ 610,940 ล้านบาทหรือลดลงเท่ากับ -4.4% เมื่อรวมยอดการส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2556 มีมูลค่าเท่ากับ 3,920,281 ล้านบาท น้อยกว่าการส่งออกของช่วงเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมียอดส่งออกรวม 4,076,875 ล้านบาท หรือลดลงเท่ากับ -3.8%

สำหรับการนำเข้าในเดือนกรกฎาคม 2556 มีมูลค่าเท่ากับ 662,434 ล้านบาท ลดลงจากการนำเข้าของเดือนเดียวกันในปี 2555 ซึ่งนำเข้ารวม 673,541 ล้านบาท หรือลดลงเท่ากับ -1.6% เมื่อรวมการนำเข้าตั้งแต่มกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2556 ซึ่งมีมูลค่ารวมเท่ากับ 4,528,364 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมีมูลค่านำเข้ารวม 4,502,079 ล้านบาทหรือสูงขึ้นเท่ากับ 0.6%

เนื่องจากการนำเข้ายังมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออก ทำให้ในเดือนกรกฎาคมไทยยังคงขาดดุลการค้าสูงถึง -78,160 ล้านบาท และเมื่อรวมผลการขาดดุลการค้ามาตั้งแต่ต้นปี 2556 จนถึงเดือนกรกฎาคม ปรากฎว่าไทยขาดดุลรวมถึง -608,083 ล้านบาท คิดเป็นการขาดดุลสูงถึง 13.43% ของมูลค่าการส่งออก หรือประมาณ 8.34% ของ GDP และมากกว่างบประมาณการลงทุนภาครัฐและเงินกู้เพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและป้องกันน้ำท่วมรวมกัน และยังมีแนวโน้มขาดดุลต่อไปอีกจนกว่าอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทจะอ่อนลงซึ่งจากการคาดการณ์น่าจะเป็นไปได้ประมาณ พ.ย. หรือ ธ.ค. หรือต้นปี 2557

มูลค่าการค้าเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ

เมื่อพิจารณามูลค่าการค้าในรูปของเงินเหรียญสหรัฐ  การส่งออกในเดือนกรกฎาคมมีมูลค่า 19,064 ล้านเหรียญลดลงน้อยกว่าเดือนกรกฎาคมของปี 2555 ซึ่งมีมูลค่า 19,544 ล้านบาท หรือส่งออกลดลงเท่ากับ -2.5% แต่เมื่อรวมยอดการส่งออกตั้งแต่ต้นปีถึงกรกฎาคม 2556 มีมูลค่ารวม 133,658 ล้านบาท ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมีมูลค่ารวม 132,163 ล้านบาทหรือสูงขึ้น 1.1%

สำหรับการนำเข้าในเดือนกรกฎาคม 2556 มีมูลค่า 21,345 ล้านบาทสูงกว่ามูลค่าการนำเข้าเดือนเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมีมูลค่านำเข้า 21,291 ล้านบาท หรือสูงขึ้น 0.3% เมื่อรวมการนำเข้าตั้งแต่มกราคมถึงกรกฎาคม 2556 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 150,922 ล้านบาท มากกว่าการนำเข้าในช่วงเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 144,257 ล้านบาทหรือสูงขึ้นเท่ากับ 4.6%

จากการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออกส่งผลให้เดือนกรกฎาคม 2556 ขาดดุลการค้าเท่ากับ -2,281 ล้านเหรียญสหรัฐนับเป็นการขาดดุลต่อเนื่องตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เดือนตุลาคม 2554 เมื่อรวมยอดการขาดดุลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2556 รวมเป็นมูลค่าทั้งหมด -18,554 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าขาดดุลสูงถึง 13.88% ของมูลค่าส่งออก

การวิเคราะห์

การค้าต่างประเทศซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตั้งแต่ต้นทศวรรตที่ 2531 หรือที่เรียกกันว่า ยุคทองของเศรษฐกิจไทย และส่งผลใหไทยได้เปรียบดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศจนมีปริมาณสูง สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจไทย จนถึงปลายปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ไทยจึงเริ่มขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และเมื่อพิจารณามูลค่าการขาดดุลการค้าในช่วง 7 เดือนซึ่งสูงถึง -608,083 ล้านบาท หรือเท่ากับ -18,554 ล้านเหรียญ คิดเป็นประมาณ 13.5% ของยอดการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 8.34% ของ GDP อาจกล่าวได้ว่ายอดการขาดดุลซึ่งมีจำนวนมากกว่างบประมาณการลงทุนภาครัฐรวมเข้ากับยอดเงินกู้เพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและป้องกันน้ำท่วมเสียอีก

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการส่งออกที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญได้เปลี่ยนไปแล้วและมีแนวโน้มที่จะเป็นภาระต่อการพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และที่น่าเป็นห่วงคืออาจกลายเป็นปัจจัยที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดวิกฤตกับเศรษฐกิจไทยในระยะเวลาไม่ไกลนัก ถ้ายุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไม่เกิดประสิทธภาพและประสิทธิผล ไม่สามารถสนับสนุนกำลังซื้อ สนับสนุนให้เกิดการกระจายรายได้

ผลจากการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องประมาณ 20 เดือนติดต่อกัน แสดงให้เห็นชัดว่า ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยลดลงค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของคนไทยยกเว้นกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลางและค่อนข้างสูงส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ ใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศ เพียงแต่เป็นการย้ายฐานผลิตมายังประเทศไทยเพราะแรงงานฝีมือดี มีวินัย และราคาถูก อุตสาหกรรมเหล่านี้ยกเว้นอุตสาหกรรมยานยนต์ มีแนวโน้มส่งออกลดลงด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการคือ

  1. ขาดความเชื่อถือในการบริหารจัดการความเสี่ยงของบุคคลากรภาครัฐไทย ทั้งนี้เป็นผลจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554
  2. เทคโนโลยีภาคการผลิตเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ภาคการผลิตไทยหลายต่อหลายอย่างล้าสมัย นอกจากนั้นเมื่อพิจารณากลไกราคาเทียบกับความรับรู้เปลี่ยน (Price-Perception Ratio) ส่งผลให้เจ้าของสินค้าพยายามผลิตสินค้าด้วยตนเองยังไม่ยอมย้ายฐานยผลิตมากนัก เพราะยังมีสัดส่วนกำไรค่อนข้างสูง กว่าจะยอมย้ายฐานผลิตคงต้องรอให้สัดส่วนกำไรลดต่ำลง
  3. เกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเป็นการนิยมใช้ของต่างประเทศทั้งของถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศและของแพงที่มียี่ห้อและมีภาพพจน์สูง

สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว คงต้องใช้มาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะกลางและยาว

มาตรการเร่งด่วน

  1. การอ่อนค่าของเงินบาท จะช่วยให้มูลค่าเป็นเงินบาทที่ได้จากการส่งออกเพิ้มขึ้น ผู้ส่งออกจะมีกำไรมากขึ้น ทำให้ศักยภาพการดำเนินธุระกิจดีขึ้นมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น แต่จะส่งผลให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น ผู้บริโภคไทยจะหันกลับไปใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น นอกจากนั้นยังจะช่วยให้เกิดการประหยัดมากขึ้น
  2. สนับสนุนให้ผู้ผลิตในประเทศร่วมกับภาครัฐหรือสร้างเป็นเครือข่ายเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบและร่วมกันในการหาตลาดต่างประเทศเพื่อให้สามารถผลิตในปริมาณมากขึ้นจะได้ลดต้นทุนลง เป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมนั้นๆ

มาตรการอนาคต

การกำหนดทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตและดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวดังต่อไป

  1. เร่งพัฒนาฝีมือกลุ่มวิชาชีพช่างเพื่อให้สามารถพัฒนางานที่มีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้น
  2. เร่งพัฒนาบุคคลากรเพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมจากงานวิจัยเพื่อประโยชน์ด้านการค้าเพิ่มขึ้น
  3. เร่งสนับสนุนงานวิจัยให้สอดคล้องกับเป้าหมายของอุตสาหกรรมใหม่ๆ
  4. เร่งสนับสนุนการจัดตั้ง Venture Capital Funds เพื่อสนับสนุนการร่วมลงทุนกับผู้วิจัยด้านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเชิงธุระกิจ
  5. ฯลฯ

สรุป

การขาดดุลการค้าของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกรกฎาคม 2556 มีมูลค่าสูงมากเป็นจำนวนถึง -608,083 ล้านหรือเป็นมูลค่าเท่ากับ -18,554 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเทียบเท่ากับ 13.5% ของยอดการส่งออกทั้งหมด หรือเทียบเท่ากับ 8.3% ของ GDP จึงอาจพูดได้ว่าการขาดดุลการค้ากำลังเป็นปัจจัยที่อาจสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นหนึ่งปัจจัยมหภาคที่เป็นพื้นฐานที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นปัจจัยที่จะช่วยสร้างรายได้และเงินสำรองของประเทศ

จึงอยากเห็นผู้กำหนดนโยบายและกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ความสำคัญกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเข้มข้นซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาควบคู่กันไประหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศกับการขยายตัวด้านการค้าต่างประเทศอย่างแยกกันไม่ออก (Dual Tracks Economy)

หมายเหตุ; ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ จัดทำเป็นตารางโดย ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์

27 สิงหาคม 2556

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-18 dsc01364 dsc01365 photo-vr-resize-1000-handicraft-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1