กับดักการเมืองไทย

Sunday, August 4, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

กับดักการเมืองไทย (Thailand Political Trap)

กับดักการเมืองไทย

เขาวงกตเปรียบเทียบคล้ายกับดักการเมืองไทย

กับดักทางการเมืองของไทยเกิดจากคำว่า “รักชาติ รักแผ่นดิน รักประชาชน” ที่เหล่าผู้มีอำนาจทางการเมืองการปกครองและการทหารต่างพ่นออกมาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการแกร่งแย่งอำนาจจากอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการใช้กำลังในการโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการขัดผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกันเมื่อฝ่ายตนเองได้อำนาจบริหารมาแล้วก็ดำเนินการตามแนวความคิดของตนเองและพวกพ้อง ทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งอีกฝ่ายหนึ่งสามารถระดมกำลังได้อีกก็ดำเนินการโค่นล้มฝ่ายบริหาร แล้วอ้างเหตุผลการปรพฤติมิชอบหรือโกงชาติโกงแผ่นดินก็ดีหรือมีพฤติกรรมต้องการการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ว่าจะเป็นความไม่จงรักภักดีหรือมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ก็ดี การกระทำเช่นนี้จนเกิดเป็นกงกำกงเกวียนทำให้การบริหารจัดการหรือการพัฒนาประเทศต้องถอยหลังกลับเป็นระยะๆเสมือนการเดินเล่นอยู่ในเขาวงกต เราจึงขอเรียกกระบวนการลักษณะนี้ว่า “กับดักการเมืองไทย” หรืออาจเรียกว่า “เขาวงกตการเมืองไทย”

ได้แต่กล่าวหาแต่ไม่เคยทำความจริงให้ปรากฏ

ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อปี 2475 โดยเชื่อว่าจะเป็นระบบที่สามารถทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเพื่อให้สังคมไทย “กินดี อยู่ดี มีสุข” แต่อาจเนื่องจากความสามารถในการบริหารจัดการของกลุ่มชนชั้นนำก็ดี ความขัดแย้งเชิงอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไปก็ดี หรืออาจเป็นเพราะความซื่อจนถูกมองว่าเซ่อของคนไทยก็ดี หรืออาจเป็นเพราะความมีจิตสำนึกในเรื่องบุญคุณของผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการช่วยโดยสุจริตใจหรือไม่สุจริตใจก็ดี ความด้อยการศึกษาหรือความสามารถเชิงการวิเคราะห์ถึงเหตุแลผลของคนในชาติก็ดี ความสามารถในการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการกระทำของผู้มีอำนาจก็ดี พฤติกรรมของผู้ที่มีการกระทำที่ผิดปกติก็ดี ว่ามีเจตนากระทำเพื่อเจตนาที่ดีต่อสังคม หรือเพื่อเจตนาที่จะส่งเสริมความเสมอภาคและความยุติธรรมของสังคมอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือมีการประกอบอาชีพที่สุจริตไม่เอาเปรียบสังคม หรือมีการประกอบอาชีพที่ผิดกฏหมาย ทำให้เกิดความร่ำรวยที่ผิดปกติ หรือเนื่องจากช่องทางการประกอบอาชีพซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตรของสังคมไทยและสังคมโลก ความเป็นพลวัตรของสังคมไทยและสังคมโลกก่อให้เกิดช่องว่างทางสังคม ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เป็นสาเหตุทำให้เกิดการขัดแย้งกันของบุคคลผู้มีอำนาจทางสังคม

จากแนวความคิดที่ขัดแย้งกันทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในวังวนทางการเมืองด้วยการทำการปฏิวัติรัฐประหารถึง 14 ครั้ง (นับรวมครั้งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475) และมีการกระทำการอันเป็นกบฏถึง 10 ครั้ง (เอกสารอ้างอิง : ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, “การเมืองการปกครองไทยของไทย”, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543, 482 หน้า, วิกิพีเดีย รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549) แต่ละครั้งก็จะมีการตั้งข้อกล่าวหาที่แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้างแล้วแต่สถานะการณ์ในขณะนั้น เช่น การมีพฤติกรรมที่ต้องการล้มล้างระบอบการปกครองบ้างละ มีพฤติกรรมการกระทำที่ประพฤติมิชอบบ้างละจนมีการสร้างคำหรือวลีขึ้นจนเป็นคล้ายๆสัญลักษณ์ของรัฐบาลที่ถูกล้มล้างไป เช่น บุฟเฟ่ท์แคบิเนต (Buffet Cabinet) ของชาตไทยพัฒนา โกงทั้งโคตร ของไทยรักไทย หรือ สปก.-401 ของประชาธิปัตย์ เป็นต้น

พรรคชาติไทยพัฒนากับสัญญลักษณ์ Buffet Cabinet

อย่างไรก็ตามจากการติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ขึ้นบริหารราชการแผ่นดินหลังการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่เคยมีการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ตนเองกล่าวไว้อย่างจริงจัง ตลอดระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองตั้งแต่ 2475 มีพฤติกรรมการลงโทษอย่างจริงจังกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเพียง 5 ครั้ง คือ การยึดทรัพย์ 3 รายของ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถึยร การถูกศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2 ราย คือ พลเอก สุรจิตร จารุเศรณี นายรักเกียรติ สุขธนะ และ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองพิพากษาจำคุก และรายล่าสุดคือการจำคุกและการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในกรณีมีพฤติกรรมใช้ตำแหน่งหน้าที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทรัพย์สินของตนเอง และของครอบครัว แต่กรณีสุดท้ายนี้เป็นการลงโทษโดยศาลเดียว ที่เกิดคำครหาโดยทั่วไปว่าไม่ต้องด้วยหลักการสากลทั้งกรณีการจำคุกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดทรัพย์ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าได้มาก่อนการเข้าสู่การเมือง

พรรคไทยรักไทยกับสัญญลักษณ์ โกงทั้งตระกูล

พรรคประชาธิปัตย์กับสัญญลักษณ์ สปก.-401

ความขัดแย้งทางสังคมการเมืองปัจจุบัน

ความจริงแล้วความขัดแย้งทางสังคมไทยมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ดูเหมือนว่าการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้นำมาซึ่งความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดจนถึงปัจจุบัน แม้หลังการปฏิวัติจะมีการจัดตั้งรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ ภายใต้คณะปฏิวัติ รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ภายใต้นายสมัคร สุนทรเวช และนาย สมชาย วงษ์สวัสดิ์ ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลนายอภิสิทธ เวชชาชีวะ ภายใต้การจัดตั้งโดยกลุ่มทหารจนเกิดการสั่งการสังหารหมู่กลุ่มประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย สืบมาจนกระทั่งรัฐบาลที่มาจากการชนะเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็กำลังเกิดประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการแก่งแย่งอำนาจกันเองระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์

การปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ยังก่อให้เกิดการแตกแยกในกลุ่มประชาชนอย่างรุนแรง แบ่งออกเป็นเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หน้ากากขาว เสื้อแดง เป็นต้น โดยกล่าวหาซึ่งกันและกันว่า ฝ่ายหนึ่งต้องการการปกครองแบบเผด็จการ ให้การสนับสนุนกลุ่มอำมาตย์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ถ้าจะวิเคราะห์พื้นฐานความแตกแยกกันแล้วจะเห็นว่ามีปัจจัยพื้นฐานหลัก 3 ประการ คือ

  1. ความขัดแย้งทางอำนาจ แนวความคิดเชิง อำมาตย์-ไพร่ เป็นความขัดแย้งเชิงศักดินาระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีเชื้อสายบรรพบุรุษที่รับใช้ใกล้ชิดราชสำนักมานาน เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม ได้รับการยกย่องนับถือเป็นกลุ่มผู้ดี มีชาติ มีตระกูล ส่วนใหญ่มักสืบเชื้อสายกลุ่มผู้มีอำนาจในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองและสืบทอดมาจนปัจจุบัน กับกลุ่มผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ประสานผลประโยชน์อย่างใกล้ชิดกับกลุ่มศักดินา กับกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพัฒนามาจากกลุ่มชนชั้นยากจน ชาวไร่ชาวนา แต่พัฒนาตนเองจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจนมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากลุ่มศักดินา สามารถมีอำนาจปกครองผ่านระบบการเลือกตั้งตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดการแก่งแย่งอำนาจซึ่งกันและกัน จนเกิดการปลุกระดมใส่ร้ยซึ่งกันและกันจนยากที่จะเกิดการปรองดองกันอย่างที่ทุกฝ่ายพยายามพูด แต่ก็หาข้ออ้างถึงการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง และที่สำคัญการอยู่ในอำนาจสามารถช่วยปกปิดหรือช่วยปกป้องพฤติกรรมการกระทำผิดกฏหมายของฝ่ายตนเองได้
  2. ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเก่า-ใหม่ เป็นการขัดผลประโยชน์จากแนวคิดเชิงเศรษฐกิจสมัยเก่าและสมัยใหม่ กลุ่มอำมาตย์หรือกลุ่มศักดินาซึ่งคุ้นเคยกับการทำมาหากินแบบดั้งเดิมด้วยการปล่อยเงินกู้บ้าง ด้วยการสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตแบบการจัดตั้งโรงงาน การขนส่ง อันเป็นแนวมาตรฐานที่เกิดขึ้นในยุคอุตสาหกรรมของโลก เป็นการทำมาหากินแบบอาศัยแรงงาน การประเมินมูลค่าทรัพย์สินจึงเป็นการประเมินจากมูลค่าจริงในปัจจุบันเป็นหลัก ส่วนกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งเติบโตขึ้นมาจากยุคของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วจนกลุ่มอำมาตย์ที่ขาดการปรับตัวเองไม่สามารถเข้าใจได้ ประกอบกับการพัฒนาตลาดเงินตลาดทุน ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพย์สินด้วยการมองประโยชน์หรือโอกาสในอนาคต ทำให้มูลค่าทรัพย์สินประเมินสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินจริงค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุระกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่สามารถสร้างผลกำไรจากการพัฒนามูลค่าเพิ่มได้มากมาย (Capital Gain)
  3. ความขัดแย้งทางสังคม ความอยุติธรรม สองมาตรฐาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมในกลุ่มประชาชนเป็นอันมาก หลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้งหลายครา การแต่งตั้งองค์กรอิสระโดยประกาศของคณะปฏิรูป การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลสมัยนายกฯสมัคร สุนทรเวช การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิในสมัยนายกฯสมชาย วงษ์สวัสดิ์  การปาไข่เน่าใส่นายกฯชวนในจังหวัดภาคเหนือ การสั่งฆ่าประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย การให้ประกันผู้ต้องหาคดีที่เกิดจากกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ฯลฯ ความแตกต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนเกิดความรู้สึกถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งมีส่วนเติมความรู้สึกให้เกิดการแตกแยกในสังคมมากขึ้นๆ

ความแตกแยกทางสังคมดังกล่าว ทำให้พรรคการเมืองต่างๆพยายามแกร่งแย่งอำนาจทุกวิถีทาง ด้วยเหตุเพราะการอยู่ในอำนาจอาจใช้อำนาจและกรอบแห่งกฏหมายสามารถที่จะปกป้องความชั่วที่ตนเองกระทำได้ เช่น สส.บางคนถูกกล่าวหาฆ่าคนตายก็ยังไม่ถูกดำเนินคดี รองนายกฯบางคนลาออกจากตำแหน่งลงสมัครรับเลือกตั้งโดยมีวัตถุประสงค์ให้กรอบกฏหมายปกป้องตนเองจากการถูกดำเนินคดีชั่วคราว ในขณะที่ดำรงอำนาจอยู่สามารถใช้อำนาจข่มขู่ข้าราชการด้วยการโยกย้ายตำแหน่ง

แนวทางลดความขัดแย้งทางสังคม

ได้มีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ จำนวนมากได้เสนอแนวทางการลดความขัดแย้งทั้งทางการเมืองและทางสังคมมากมายอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะไม่สามารถกำจัดต้นตอความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง คือการกำจัดต้นตอการเอารัดเอาเปรียบกันเชิงผลประโยชน์ การใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้องการกำจัดหรือป้องกันการคอรัปชั่นเมื่อขึ้นสู่อำนาจ ดังนั้นถ้าต้องการลดความขัดแย้งของสังคมจึงจำเป็นต้องลดการคอรัปชั่นและการใช้อำนาจโดยปราศจากความชอบธรรม

เมื่อพูดถึงการลดคอรัปชั่น หลายๆคนจะท้วงว่า ปัจจุบันเรามีองค์กรทั้งตรวจสอบ ทั้งสืบสวนสอบสวน ทั้งปรามปรามคอรัปชั่นมากมายจนเต็มบ้านเต็มเมือง และเมื่อรวมบุคคลากรของหน่วยงานเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว อาจมีจำนวนเท่ากับกระทรวงใหญ่ๆหนึ่งกระทรวง แต่การคอรัปชั่นของประเทศก็ยังไม่สามารถลดลงได้

โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าแนวทางการลดความขัดแย้งตามข้างต้นนั้นสามารถลดได้ด้วยหลัก 2 ประการคือ

  1. กระบวนการยุติธรรมจะต้องดำเนินการกับทุกๆคนตามขั้นตอนตามกฏหมายอย่างจริงจัง รวดเร็ว และเสมอภาค ไม่ปล่อยให้เวลาการพิจารณาเนิ่นนานจนผู้ประพฤติมิชอบไม่เกรงกลัวต่อกฏหมาย อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมยังต้องการการแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเพื่อเข้าตรวจสอบ หรือมีพฤติกรรมปรากฏในสื่อ จึงจะเข้าไปตรวจสอบ ทำให้เกิดความล่าช้าต่อกระบวนการยุติธรรม
  2. ใช้เทคโนโลยีติดตามกระบวนการเสียภาษีอากร ซึ่งสามารถทำได้ไม่ยากนักในระบบการสื่อสารปัจจุบัน รัฐโดยติดตามการใช้จ่ายที่ผิดปกติด้วยการเชื่อมต่อระบบการจดทะเบียนการซื้อขายรถยนต์จากกรมการขนส่งซึ่งต้องรายงานราคาซื้อขายพร้อมกัน กรมที่ดินซึ่งรับจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพร้อมราคา การซื้อขายบ้านหรือการปลูกบ้านกับกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ถ้ารัฐสามารถเชื่อมต่อระบบเข้ากับกรมสรรพากรได้ ระบบคอมพิวเตอร์จะนำเสนอบุคคลที่มีความผิดปกติด้านรายได้กับรายจ่าย ทำให้รัฐสามารถเข้าตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของรายได้บุคคลได้ ถ้าไม่สามารถอธิบายถึงแหล่งที่มาของรายได้ได้ รัฐก็จะใช้กระบวนการหลีกเลี่ยงภาษีในการจับผู้มีพฤติกรรมมิชอบได้

ในสหรัฐอเมริกา มลรัฐชิกาโก ได้มีความพยายามในการจับมาเฟียใหญ่ “อัล คาโปน” ข้อหาอาชญากรรมมากมาย แต่ไม่สามารถทำได้ แต่ในที่สุด “อัล คาโปน” อาชญากรระดับโลกของสหรัฐฯต้องถูกจำคุกด้วยข้อหาหลบเลี่ยงภาษี จนต้องตายในคุก นี่เป็นตัวอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์เพื่อใช้ในการป้องกันและปรามปรามการคอรัปชั่นที่น่าจะได้ผลกว่ารวดเร็วกว่าวิธีการอื่นๆ แต่วิธีการอื่นก็จำเป็นต้องใช้ประกอบเข้าด้วยกันเช่นกัน

สรุป

ความขัดแย้งในประเทศทำให้ต้องประสบปัญหาการปฏิวัติรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำซากโดยอ้างเหตุผลการโกงชาติโกงแผ่นดิน การกระทำอันเป็นพิษเป็นภัยต่อความมั่นคงของสถาบันบ้าง ของรัฐบาลบ้าง ของประเทศบ้าง แต่เมื่อคนใหม่เข้าทำหน้าที่บริหารประเทศก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่ตนกล่าวหา มิหนำซ้ำกลุ่มตนเองกลับมีพฤคกรรมโกงชาติโกงแผ่นดินจนร่ำรวยขึ้น ดังนั้จะเห็นว่าการปฏิวัติแล้วอ้างเหตุผลต่างๆนั้นเป็นการกระทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก คือ การเข้าสู่อำนาจ ปกป้องผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของกลุ่มตน และเพื่อปกป้องหรืออ้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมอันไม่ชอบด้วยกฏหมายของกลุ่มตน

ดังนั้นเพื่อลดความขัดแย้ง จำเป็นต้องให้กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่หน่วยงานสืบสวนสอบสวน อัยการ และตุลาการ ทำงานอย่างรวดเร็ว เสมอภาค เป็นธรรมกับทุกฝ่ายประการหนึ่ง ประกอบเข้ากับการใช้กระบวนการตรวจสอบรายได้-รายจ่ายเพื่อหาที่มาของแหล่งรายได้ผ่านระบบเทคโนโลยีของกรมสรรพากรที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานสำคัญๆที่สามารถบ่งบอกการใช้จ่ายของบุคคลได้ แล้วใช้ระบบการเสียภาษีเป็นข้อกำหนดพื้นฐานในการตรวจสอบพร้อมป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-18 pr-600-400-king-7 pr-600-400-king-11

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1