ลดราคารับจำนำข้าว คำวิจารณ์

Monday, July 8, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ลดราคารับจำนำข้าว 24-6-2556

หลังจากกลับมติรับจำนำราคาข้าว

การปรับเพิ่มราคารับจำนำข้าวจะช่วยพยุงการถดถอยของเศรษฐกิจไทย

วันอังคารที่ 2 กรกฏาคม พ.ศ. 2556

รัฐบาลได้ปรับตัวเลขรับจำนำราคาข้าวขึ้นไปเป็น 15,000 บาทเหมือนเดิม ดังนั้นความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อในกลุ่มเกษตรกรจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลงหรือชะลอตัวลงหายไปอย่างน้อยก็ลดไปส่วนหนึ่งละครับ

กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานคณะกรรมข้าวแห่งชาติ

เศรษฐกิจไทยกำลังมีแนวโน้มถดถอย

ผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและการค้าระหว่างประเทศบ่งบอกได้ชัดเจนในระดับหนึ่งว่า กำลังซื้อภาคประชาชนกำลังลดน้อยถอยลง กล่าวคือในเดือน พฤษภาคม 2556 ผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนหักคืน เก็บได้ 56,173 ล้านบาทต่ำกว่ายอดเก็บในเดือนเดียวกันของปี 2555 ซึ่งเก็บได้ 56,274 ล้านบาทเล็กน้อยหรือคิดเป็นประมาณ -0.18% อย่างไรก็ตามเมื่อสะสมยอดเก็บตั้งแต่เดือนมกราคม เก็บได้รวม 291,703 บาทสูงกว่ายอดเก็บในช่วงเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมียอดสะสมเท่ากับ 274,039 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเก็บได้มากกว่า 6.45% จะเห็นว่าแนวโน้มการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสะสมก่อนหักคืนมีอัตราโตที่ลดต่ำลงจากที่เก็บได้ 20.52%ในเดือนมกราคมลงเหลือ 6.45% ในเดือนพฤษภาคม ส่วนการค้าต่างประเทศมีผลการขาดดุลสะสม ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมทั้งสิ้น -465,502 ล้านบาทซึ่งเป็นยอดการขาดดุลสูงสุดเท่าที่เคยขาดดุลมา และเป็นอัตราการขาดดุลประมาณ 3.8%เทียบกับ GDP (ประมาณ GDP ปี 2556 เท่ากับ 1.2 ล้านล้านบาท) แม้ว่าการขาดดุลในอัตรานี้จะยังไม่น่าวิตกมากนัก แต่ถ้าประเมินผลการขาดดุลไปจนถึงสิ้นปีอาจจะเป็นอัตราประมาณ 6-7% ของ GDP ซึ่งเป็นอัตราใกล้วิกฤตได้ ดังนั้นในระยะเร่งด่วนการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนจะช่วยให้ปัญหานี้ลดลง เพราะจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและจะช่วยให้การเก็บรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนในระยะกลางและยาวคงต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทย นอกจากนั้นจากการพิจารณาของศาลปกครองกลางเกี่ยวกับโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ทำให้งบลงทุนจาก พรก. 350,000 ล้านบาทถูกชะลอลง ส่งผลต่องบลงทุนของรัฐซึ่งลดวงเงินจากงบประมาณปกติเพื่อจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2560

ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างที่คาด GDP ไทยในปี 2556 น่าจะโตที่ประมาณ 2-3% หรืออาจจะมีการเจริญเติบโตลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากที่เคยคาดการณ์ไว้

บทความข้างล่างได้เขียนไว้หลังจากที่รัฐบาลลดวงเงินรับจำนำที่ 12,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้โพสต์เพราะคาดว่ารัฐกำลังอยูระหว่างตัดสินใจเปลี่ยนมติหรือไม่ เท่าไร และที่สำคัญก็คือ ตอนหนึ่งของบทเขียนกล่าวหาประสิทธิภาพการทำงานและความจริงใจของภาครัฐในการแก้ปัญหา เมื่อรัฐได้กลับมติแล้วก้เลยนำโพสต์ให้อ่านกันเล่นๆถึงวิธีคิดของกลุ่ม “กขช.” ครับ

บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ หนึ่งในคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ

ข้อวิจารณ์เมื่อลดราคารับจำนำลงเหลือ 12,000 ล้านบาทต่อตันข้าวเปลือก

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คำถามจากสมาชิกในครอบครัว

เมื่อเช้าวานนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ อยู่ๆก็มีสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งถามว่า โครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลลดราคารับจำนำจาก 15,000 บาทต่อตันเหลือเป็น 12,000 บาทต่อตัน จะส่งผลกระทบต่อเครดิตของพรรคเพื่อไทยหรือไม่และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ผมเองรู้สึกดีใจมากที่ถูกตั้งคำถามนี้เพราะมีความรู้สึกว่า สมาชิกคนนี้ไม่ต่อยสนใจกับระบบเศรษฐกิจ แต่กลับผิดคลาดครับเพราะคำถามเป็นคำถามที่ดีมาก เลยอธิบายความคิดเห็นส่วนตัวให้ฟังพร้อมกับบอกว่าให้หาความเห็นอื่นๆที่เชื่อหรือคิดว่าเขาให้ความเห็นโดยไม่มีอคติ

โดยส่วนตัวผมเคยบอกแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการลดราคารับจำนำลงเพราะเชื่อด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ

  1. จะส่งผลกระทบต่อทั้งเครดิตของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนโยบายที่ให้สัญญาประชาคมใว้ตอนหาเสียงไว้
  2. ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจซึ่งกำลังค่อยๆฟื้นตัวขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตการเมืองเมื่อปลายปี 2551-2554
  3. ผลของอุทกภัยที่รุนแรงเมื่อปลายปี 2554 ส่งผลต่อภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของประเทศและประชาชนทั่วไป และ
  4. นโยบายที่คณะกรรมการข้าวลงมติกันแล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติด้วยแล้ว ยิ่งเห็นถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการของรัฐอย่างชัดเจน

ผมก็ได้อธิบายให้ฟังเป็นประเด็นๆ แปลกใจพอสมควรที่คราวนี้ สมาชิกที่น่ารักของผมคนนี้กลับนั่งฟังคำอธิบายและตั้งคำถามเป็นระยะ ซึ่งขอเล่าสู่กันฟังนะครับ

การลดราคารับจำนำส่งผลต่อเครดิตของพรรคเพื่อไทยอย่างไร

พรรคเพื่อไทยซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนถึงพรรคเพื่อไทย มีนโยบายหลักที่ส่งผลให้พรรคฯสามารถชนะการเลือกตั้งมาหลายยุคหลายสมัยทั้งๆที่ถูกกีดกันทั้งจากเหล่ามือมองไม่เห็นที่พยายามใช้อำนาจทั้งทางทหาร อำนาจผ่านองค์กรอิสระ ตลอดจนอำนาจตุลาการ แต่ด้วยนโยบายหลักๆที่ผ่านการหาเสียงและปฏิบัติได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่พอใจของประชาชนจำนวนมากและเป็นประดุจกำแพงหลังให้พรรคเพื่อไทยพิงอยู่นั้น คือ นโยบายการพักหนี้เกษตรกรเมื่อครั้งพรรคไทยรักไทย นโยบายรับจำนำข้าวและการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายปราบปรามยาเสพติด นโยบายหลักเหล่านี้ช่วยให้ พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะมาอย่างต่อเนื่อง การลดราคารับจำนำเป็นเสมือนการลดรายได้ของเกษตรกร น่าจะส่งผลต่อความนิยมของพรรคเพื่อไทยพอสมควร

การลดราคารับจำนำข้าวส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร

การลดราคารับจำนำข้าวลงถึง 3,000 บาทต่อตัน ถ้าคำนวนมูลค่าของวงเงินที่หายไปจากระบบซึ่งสามารถผลิตข้าวเปลือกได้ประมาณ 30 ล้านตัน สามารถคำนวนได้ว่าระบบขาดเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนประมาณ 90,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเป็นการลดมูลค่า GDP ประมาณ 0.75% จะเห็นว่าการลดราคารับจำนำลง 3,000 บาทต่อตัน จะส่งผลต่อกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกรเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเก็บรายได้เข้ารัฐด้วยเช่นกัน ถ้าติดตามดูดัชนีการบริโภคโดยพิจารณาจากผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเห็นว่าในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บได้ก่อนหักคืนนั้นลดลงต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน และถ้าพิจารณาผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤษภาคมแล้ว จะเห็นว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลงจนอาจคาดการณ์ได้ว่าภาษีที่เก็บได้ในปี 2556 จะมีอัตราโตกว่าปี 2555 ไม่มากนักหรืออาจมีแนวโน้มต่ำกว่า เช่นเดียวกันกับภาษีเงินได้ทั้งหมดของกระทรวงมีแนวโน้มใกล้เคียงกันกับปี 2555 จนเชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้ในปี 2560 ตามที่คาดไว้

การขาดดุลการค้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2556 ส่งผลต่อเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยอย่างไร

จากผลของการเกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในปลายปี 2554 ซึ่งอุทกภัยครั้งนั้นส่งผลต่อความเสียหายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตมากมาย และส่วนใหญ่เป็นโรงงานผลิตเพื่อการส่งออก ทำให้ไทยเริ่มสูญเสียศักยภาพการส่งออกมาตลอด เชื่อว่าน่าจะมีหลายเหตุผลตั้งแต่อาจมีการย้ายกำลังผลิตส่วนหนึ่งไปยังต่างประเทศ หรือเพราะศักยภาพการแข่งขันของหลายๆอุตสาหกรรมของไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรือเป็นเพราะกระแสความนิยมสินค้าต่างประเทศมากขึ้น ทำให้คนไทยจำนวนมากที่เริ่มมีกำลังซื้อสูงขึ้นเปลี่ยนไปนิยมของต่างประเทศ จากการที่ไทยต้องขาดดุลจำนวนมากทำให้แนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะพึ่งพาเศรษฐกิจแบบคู่ขนานระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศโดยเพิ่มกำลังซื้อและสนับสนุนการส่งออกหรือที่เรียกกันในสมัยพรรคไทยรักไทย “Dual Track Economy” ดังนั้นการลดราคารับจำนำข้าวจึงเชื่อว่าจะชะลอการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับวิกฤตด้านตลาดทุนในปัจจุบันอาจส่งผลกระทบกับกำลังซื้อของคนชั้นกลางในระยะยาว

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากมติให้ลดราคารับจำนำของคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ

ผลการขาดทุนจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว 136,000 ล้านบาท และความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการ จนทำให้รัฐบาลโดยคณะกรรมการข้าวแห่งชาติต้องมีมติลดราคารับจำนำลงจากราคา 15,000 บาทต่อตันเป็นราคา 12,000 บาทต่อตันและให้เข้าโครงการรับจำนำได้ไม่เกินครัวเรือนละ 500,000 บาท โดยให้เหตุผลหลายประการ เช่น เพื่อรักษาดุลราคาข้าวในประเทศและราคาในตลาดโลก เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และเพื่อให้สามารถจัดทำดุลงบประมาณให้ได้ในปี 2560 ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องลดราคารับจำนำลงเหลือเพื่อคงวงเงินขาดทุนจากการรับจำนำไม่เกิน 100,000 ล้านบาท ผมไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการผู้ที่ให้เหตุผลต่างๆออกมานี้ได้พิจารณาข้อมูลต่างๆโดยละเอียดรอบครอบหรือไม่ หรือเพียงแต่ต้องการให้หลุดพ้นจากการกล่าวหาถึงความไม่โปร่งใสของโครงการหรือด้วยเหตุใดๆก็ตาม ผมเคยพูดมาแล้วว่าเหตุผลต่างๆที่ให้นั้นมันไม่สมเหตุสมผลในความเห็นของผมแต่อย่างใด

อยากบอกว่าการที่รัฐบาลยอมลดราคารับจำนำข้าวลงประมาณ 3,000 บาทต่อตันเพื่อที่จะคงยอดการขาดทุนไว้ไม่เกิน 100,000 ล้านบาทนั้น เป็นการปัดความรับผิดชอบของรัฐบาลให้ชาวนารับบาปไป โดยที่รัฐบาลไม่ยอมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการรับจำนำที่ผ่านมา ผมจะคำนวนตัวเลขออกมาให้เห็นนะครับ

ในการรับจำนำครั้งก่อนรัฐบาลรับจำนำข้าวไว้ประมาณ 22 ล้านตัน ถ้าหากราคารับจำนำลดลงไปตันละ 3,000 บาท รัฐบาลจะสามารถลดส่วนต่างของการขาดทุนได้ 66,000 ล้านบาทหรือมากกว่า โดยรัฐบาลไม่ต้องออกแรงหรือคิดหามาตรการใดๆแก้ปัญหาเลย นั่นหมายความว่าถ้าหากรัฐบาลใช้เงื่อนไขหรือดำเนินการต่างๆเหมือนเดิมเพียงแต่รับจำนำที่ราคา 12,000 บาท รัฐบาลก็สามารถลดผลขาดทุนได้ประมาณ 66,000 ล้านบาท นั่นคือรัฐบาลจะยังคงขาดทุนประมาณ 70,000 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ต้องถึง 100,000 ล้านบาทอย่างที่คณะกรรมการข้าวแห่งชาติได้ให้เหตุผลไว้ นี่คือเหตุผลที่ผมต้องการให้รัฐบาลคงราคารับจำนำไว้ที่ 15,000 บาทต่อตัน

รัฐบาลควรมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังผันผวนอย่างหนัก

จากที่ได้กล่าวไว้แล้วว่ากำลังซื้อภายในประเทศมีแนวโน้มลดต่ำลง การปรับนโยบายการรับจำนำข้าวลงตันละ 3,000 บาท มีผลต่อการลดวงเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 90,000 ล้านบาทหรือเทียบเท่ากับ 0.75% GDP นอกจากนั้นความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนจะส่งผลต่อกำลังซื้อของชนชั้นกลาง ละจากข่างการพิจารณาของศาลปกครองล่าสุดเกี่ยวกับโครงการน้ำ 350,000 ล้านบาทอาจส่งผลให้ต้องชะลอโครงการ ซึ่งหมายความว่าเงินลงทุนภาครัฐที่รัฐบาลคาดหวังจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอาจต้อชะลอออกไปจนกว่าผลการทำประชาวิจารณ์จะเสร็จสิ้น ในขณะที่รัฐบาลได้ลดวงเงินลงทุนจากวงเงินงบประมาณปกติไปแล้ว ทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านกำลังซื้อ และถ้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอย ความหวังที่ภาคเอกชนจะชะลอการลงทุนย่อมมีความเป็นไปได้สูง ดังนั้นถ้ามองในภาพรวมๆแล้วจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในทิศทางที่แจ่มใสแต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อที่จะช่วยลดปัญหาที่ประดังเข้ามาทั้งภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนแนวโน้มที่อาจต้องชะลอโครงการน้ำแล้ว จึงใคร่เสนอมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาให้รัฐบาลได้พิจารณาดังนี้

  1. ให้ปรับเปลี่ยนนโยบายการลดราคารับจำนำกลับไปที่ 15,000 บาทเหมือนเดิม เพราะอย่างน้อยจะมีเงินหมุนเวียนจากโครงการดังกล่าวประมาณ 90,000 ล้านบาท
  2. รัฐบาลและธนาคารกลางควรจะปรับโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ซึ่งถ้าสามารถปรับให้ค่าเงินอ่อนตัวลงประมาณ 2 บาทหรือมากกว่าเล็กน้อย (จากประมาณ 30 บาทเป็นประมาณ 32-34 บาท) จะทำให้แนวโน้มการส่งออกของไทยสูงขึ้นและจะเพิ่มวงเงินหมุนเวียนจากภาคส่งออกประมาณ 240,000-360,000 ล้านบาทหรือสูงกว่าในช่วงครึ่งปีหลังและถ้าสามารถทำให้ไทยได้ดุลการค้า ก็หมายความว่าไทยจะมีเงินหมุนเวียนที่คิดเฉพาะจากเงินขาดดุลการค้าประมาณ 20,000-50,000 ล้านบาทหรือมากกว่า (เทียบกับการขาดดุลการค้าประมาณ 14,000 million us$ ในช่วงมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2556 และคาดการณ์ว่าถ้าไม่บริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสม ไทยอาจขาดดุลประมาณ 5-6% ของ GDP หรือคิดเป็น 60,000-70,000 ล้านบาท)
  3. ถ้าหากโครงการน้ำต้องชะลอตัวในเรื่องระยะเวลา รัฐบาลต้องเตรียมจัดทำงบประมาณกลางปีทันทีเพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐ แต่เนื่องจากงบกลางปีที่จะจัดทำเพิ่มนั้นอาจทำให้ต้องกู้เงินจนเกินเพดานเงินกู้ 25% ของวงเงินงบประมาณ รัฐอาจต้องหาทางแก้ไข พรบ.ดังกล่าว สำหรับความเห็นส่วนตนขณะนี้หนี้สาธารณะยังห่างไกลจากเพดาน 60% มาก ดังนั้นรัฐจึงควรห่วงในประเด็นกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นรัฐจำเป็นต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง มิฉะนั้นถ้าหากเกิดปัญหาอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงส่งผลกระทบกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนจากภาคเอกชนตามมา
  4. ให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ แต่ถ้าโครงการใดล่าช้าให้ปรับเปลี่ยนโครงการโดยเร็ว หรือให้ลงโทษทางวินัยในข้อหาไม่ทำงานให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาโครงการ

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุป

ข้อเสนอในการปรับนโยบายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจส่งผลต่อการสะดุดลงของเศรษฐกิจไทยหลังจากที่ทั้งรัฐบาลในยุคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยได้แข่งขันกันใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากในเชิงประชานิยมเป็นส่วนใหญ่ จึงจำเป็นที่รัฐจะต้องเติมงบประมาณเพื่อการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงเพื่อรักษาพลังขับดัน (โมเมนตั้ม) ทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นจากนโยบายประชานิยมจากช่วงเวลาที่ผ่านมา

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01364 photo-vr-resize-1000-handicraft-1 pr-600-400-king-8 dsc01365

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1