ปรับราคาการรับจำนำข้าว

Tuesday, June 18, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ปรับราคาการรับจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทย

นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องตัดสินใจว่าจะคงราคาการรับจำนำข้าวเพื่อช่วยเหลือขาวนาต่อไปหรือจะลดราคาจำนำลงเพื่อลดเสียงวิจารณ์

การลดราคารับจำนำข้าว

หลังจากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ไม่สามารถชี้แจงปัญหาการขาดทุนของโครงการได้ ทำให้เกิดความแคลงใจในเรื่องความโปร่งใสของรัฐบาล ทำให้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแสจากฝ่ายรัฐบาลว่าจะยอมถอยราคารับจำนำจาก 15,000 บาทต่อตันเหลือประมาณ 13,000 บาทต่อตัน ทำให้เกิดความคิดที่จะถามรัฐบาลว่ามีเหตุผลใดหรือ เป็นเพราะกลัวกระแสวิจารณ์ว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ไม่ดีไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจ หรือก่อให้เกิดการเพิ่มรายได้ของกระดูกสันหลังของชาติ หรือเป็นเพราะรัฐอาจต้องใช้จ่ายเพื่อการสนับสนุนชาวนามากเกินไปไม่สามารถหาเงินงบประมาณมาอุดหนุนโครงการได้ หรือว่าโครงการนี้ถูกวิจารณ์และกล่าวหารัฐบาลว่าไม่โปร่งใส

บุญทรง ไม่สามารถตอบคำถามงบดุลข้าวในระยะเวลาที่เหมาะสมจนเกิดข้อสงสัยในเรื่องความโปร่งใสของโครงการ

วิเคราะห์ผลดีผลเสียเชิงเศรษฐกิจ

ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรลดราคารับจำนำต่อตันข้าวเปลือก แต่รัฐบาลควรจะหาทางแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมากกว่าจึงใคร่นำเสนอเหตุผลต่างๆดังต่อไปนี้

โครงการรับจำนำข้าวมีผลดีต่อเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไรเท่าใด

ผมขอตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยนะครับว่าโครงการนี้มีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจแน่นอน จากฐานข้อมูลที่รัฐบาลเปิดเผยออกมาคือใช้เงินประมาณ 600,000 ล้านบาทสำหรับใช้กับโครงการนี้ จะเห็นว่าวงเงินที่ใช้สูงมาก สูงกว่าวงเงินกู้เพื่อการแก้ปัญหาน้ำด้วยซ้ำ ผมจะทำการเปรียบเทียบผลที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทยโดยการเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นถ้าปล่อยให้ราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาดซึ่งในช่วงปี 2554-2555 นั้นจะมีราคาเฉลี่ยประมาณ 7-8,000 บาทต่อตัน ผลที่เกิดจากนโยบายรับจำนำราคาข้าวที่ 15,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก เกษตรกรและพ่อค้าจะได้รับผลต่างเป็นเงินมูลค่าสูงถึง 7,000 บาทต่อตัน เมื่อคำนวณมูลค่าที่เกษตรกและพ่อค้ารจะได้เพิ่มขึ้นต่อผลผลิตข้าว 30 ล้านตันเท่ากับ 210,000 ล้านบาท เมื่อจำนวนเงินนี้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จะส่งผลต่อ GDP สูงถึง 1.8% ถ้าเงินจำนวนนี้หมุนในระบบประมาณ 3 รอบอย่างที่คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ชอบยกตัวอย่าง รัฐจะสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกลับคืนมาประมาณ 45,000 ล้านบาท (210,000*3 *7/100 > 45,000 ถ้าวงเงินรับจำนำเท่ากับ 13,000 บาทต่อตัน จะทำให้เกิดวงเงินทั้งระบบเพิ่มขึ้น 150,000 ล้านบาทหรือส่งผลต่อ GDP เท่ากับ 1.25% และถ้าวงเงินประกันหรือรับจำนำอยู่ที่ 10,000 บาทต่อตันจะทำให้วงเงินเพิ่มในระบบประมาณ 60,000 ล้านบาทหรือส่งผลต่อ GDP เท่ากับ 0.5% จะเห็นว่าวงเงินรับจำนำจะส่งผลต่อเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงมีความเห็นว่ารัฐบาลควรจะต้ดสินใจให้โครงการรับจำนำที่ราคา 15,000 ดังเดิม

กิตติรัตน์ หนึ่งในคณะกรรมการข้าวที่คาดว่ารัฐอาจลดราคารับจำนำลงประมาณ 2,000 บาทต่อตัน

ถ้าพิจารณาจากการคำนวณตัวเลขข้างต้น และถ้าหากรัฐบาลบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธผลมากกว่านี้ แนวโน้มการขาดทุนจะลดลงมาก และสมควรที่จะให้การสนับสนุนด้วยราคาที่สูงขึ้นด้วยซ้ำไป

โครงการรับจำนำส่งผลดีต่อเกษตรกรหรือไม่เพียงใด

คงไม่มีใครตอบว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่เกิดประโยชน์ต่อชาวนา เพราะโครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรได้รับเงินจากการขายข้าวเพิ่มขึ้น มากหรือน้อยขึ้นกับราคาประกาศของรัฐ และเงินที่เกษตรกรได้รับนั้น เกือบทั้งหมดจะไหลกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลต่ออำนาจซื้อ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ การลดราคารับจำนำเท่ากับลดรายได้หรือลดกำไรของเกษตรกร รัฐต้องไม่ลืมว่ารัฐได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมาแล้วเกือบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำกลุ่มแรงงาน ช่วยกลุ่มธุรกิจผ่านการลดภาษีนิติบุคคลและผ่านเงินกู้ Soft Loan ของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารในกำกับดูแลของรัฐ

ถ้าหากรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจไปได้ด้วยดี ปรับโครงสร้างการผลิตให้เป็นไปตามระดับการพัฒนาประเทศ จะเป็นการค่อยๆปรับโครงสร้างแรงงาน จำนวนเกษตรกรจะมีแนวโน้มลดลง เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ถ้าหากยังคงผลิตในปริมาณเดิม ดังนั้นจึงน่าจะเข้าใจได้ว่าโครงการรับจำนำน่าจะเป็นโครงการระยะสั้น เพื่อรอผลการปรับโครงสร้างภาคการผลิตของไทย

วงเงินงบประมาณเท่าใดจึงเหมาะสมกับการสนับสนุนโครงการรับจำนำ โครงการมีแนวโน้มขาดทุนมากน้อยเพียงใด และรัฐจะหาเงินงบประมาณมาสนับสนุนโครงการนี้อย่างไร

การประเมินวงเงินงบประมาณใช้สำหรับโครงการอาจคำนวณยาก แต่คงต้องใช้หลักการไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศในระยะกลางหรือยาว คงจะต้องคำนวณถึงผลที่จะเกิดกับเศรษฐกิจ ส่งผลต่อระบบรายได้ของรัฐ ถ้าหากจะต้องใช้วงเงินงบประมาณสนับสนุนเกษตรกรบ้างก็คงต้องทำ อย่างไรเชื่อว่า โครงการรับจำนำราคาข้าวนั้นถ้าหากรัฐและเอกชนร่วมมือกัน เชื่อว่าอาจมีขาดทุนบ้างแต่ไม่น่าจะมากนัก ถ้าหากปีใดผลผลิตข้าวของโลกลดต่ำลง ราคาข้าวอาจสูงขึ้นจนทำให้โครงการเกิดกำไรก็ได้ ถ้านึกย้อนกลับไปในปี 2551 ซึ่งราคาข้าวขึ้นสูงมากจนการรับจำนำไม่มีความจำเป็น

เชื่อว่าถ้ามีการบริหารโครงการอย่างละเอียดโดยพิจาณาหลักของ Demand and Supply ให้สอดคล้องกับช่วงเวลา พิจารณาสินค้าคงคลังไม่ให้ Supply มากเกินกว่า Demand  หรือต่ำกว่า Demand เล็กน้อย โอกาสที่จะขาดทุนน้อยหรืออาจมีกำไรก็เป็นไปได้เช่นกัน ยิ่งเมื่อนำข้อมูลการประเมินจากข้อ 1 มาร่วมพิจารณาด้วยแล้วจะเห็นว่า ไม่ควรกังวลกับผลขาดทุนจากโครงการนี้มากนัก และงบประฒาณการชดเชยขาดทุนจะไม่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อหนี้สาธารณะอย่างแน่นอน

โครงการรับจำนำข้าวมีโอกาสเกิดการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่

ปัจจุบันการทุจริตประพฤติมีให้เห็นทุกวงการ แต่ถ้าโครงการรับจำนำเกิดการทุจริตจริง รัฐบาลควรจะจัดการโดยเด็ดขาด เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางถึงมือเกษตรกรให้มากที่สุด แต่ถ้ารัฐบาลขาดความเด็ดขาด โครงการดังกล่าวจะไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ อีกประการหนึ่งวิธีการหรือกระบวนการปฏิบัติตามโครงการต้องได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดให้สามารถอธิบายปัญหาต่างๆได้อย่างรวดเร็วและสมเหตุสมผล เช่นรูปแบบการขายข้าวระบบ G to G รัฐต้องควบคุมให้ข้าวที่ขายในระบบนี้ถูกส่งออกนอกประเทศจริง เพื่อช่วยลดปริมาณสินค้าคงคลังในประเทศ ราคาข้าวในประเทศจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากรัฐบาลขายข้าวแบบ G to G โดยขายข้าวหน้าโกดังหรือไซโล แล้วไม่สนใจว่าพ่อค้าจะนำข้าวไปทำอะไรที่ไหน ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้เกิดช่องทางทุจริตได้ง่าย และถ้าข้าวไม่ได้ถูกส่งออกจริง ปริมาณข้าวในประเทศจะไม่ลดลง ราคาก็มีแนวโน้มคงที่ ไม่สูงขึ้น

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อกล่าวหา 2 ประการ 1. คือ ใช้เงินจำนวนมากและขาดทุนมหาศาล 2. มีการบริหารโครงการไม่โปร่งใส

จากการติดตามการพูดและวิจารณ์เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของโครงการจำนำข้าวนี้ สิ่งที่วิจารณ์มากจนเชื่อกันว่าโครงการนี้ไม่โปร่งใสจริง เพราะความไม่สามารถอธิบายตัวเลขต่างๆของโครงการได้ มีการปกปิดกันตลอดเวลาเมื่อถูกถาม เมื่อฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลับไม่เร่งเคลียร์ปัญหา คำตอบที่ได้รับไม่ว่าจากรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คือ โครงการนี้ชาวนาได้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นคำตอบที่ประชาชนทุกๆคนเชื่อว่าชาวนาได้ประโยชน์จริงอยู่แล้ว สังคมจึงเริ่มตั้งประเด็นเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสและมากขึ้นทุกทีๆจนถึงกับมีเสียงเรียกร้องให้ปลดคุณบุญทรง เตริยาภิรมณ์ และเมื่อนายกฯยิ่งลักษณ์มอบหมายให้รัฐมนตรีวราเทพไปช่วยจัดการอธิบาย ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็เพียงแต่เปิดเผยตัวเลขที่ได้จากอนุกรรมปิดบัญชี ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างกันในวิธีการปิดบัญชีของกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ คือผลขาดทุนสูงของกระทรวงการคลังสูงถึง 136,000 ล้านบาท ในขณะที่ผลสรุปกระทรวงพาณิชย์มีการขาดทุนประมาณ 40,000 ล้านบาท เพียงเท่านั้นเสียงครหาก็ลดลง แม้หลายๆคนอาจยังไม่พอใจกับผลขาดทุนที่เปิดเผยออกมา

จากกรณีของโครงการรับจำนำข้าวน่าจะเป็นบทเรียนให้กับรัฐมนตรีทั้งหลายได้รับทราบว่า การขาดทุนจากโครงการใดๆที่เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากนัก แต่ถ้ารัฐบาลได้รับทราบปัญหาที่แท้จริงแล้วบอกให้ประชาชนได้รับทราบ ทุกๆท่านก็อาจช่วยกันหาวิธีหรือเสนอแนะแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป แต่ถ้าทั้งรัฐบาลเองก็ไม่รู้ปัญหาหรือไม่ยอมเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ โครงการต่างๆคงไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินการต่อไปได้ เพราะเปรียบเสมือนให้คนตาบอดคลำช้าง

นโยบายที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทย

สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดฯคลัง ผู้จุดประเด็นงบดุลโครงการรับจำนำข้าว

นโยบายการช่วยเหลือคนยากจน เกษตรกร แรงงาน และประชาชนทั่วไป ด้วยการเพิ่มรายได้เป็นนโยบายหลักหนึ่งของพรรคเพื่อไทยที่สืบต่อเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน รัฐบาลได้เพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการเพื่อให้เกิดแรงผลักดันให้เอกชนปรับเงินเดือนองค์กร ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รับจำนำราคาข้าว เพื่อให้คนยากคนจนได้มีความเป็นอยู่อย่างมีมาตรฐานที่เหมาะสม พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนนอกจากว่าพรรคเพื่อไทยจะเห็นว่านโยบายดังกล่าวไม่เหมาะสมสมกับสถานการณ์ ถ้าเป็นอย่างนั้นพรรคเพื่อไทยต้องหานโยบายที่ดีกว่าเพื่อจะช่วยเหลือคนไทยที่ยังยากจนเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สรุป

ที่เขียนมาทั้งหมดเพื่อชี้ให้เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำต่อไปเพราะเป็นโครงการที่เชื่อว่ามีผลดีต่อทั้งเกษตรกรและต่อเศรษฐกิจของประเทศ และอยากให้รัฐรัฐมนตรีพาณิชย์และรัฐมนตรีคลังพิจารณาจุดยืนให้ชัดเจนว่าราคารับจำนำควรจะลดลงหรือไม่ และควรจะปรับกระบวนการขายข้าวออกให้เร็ว ยอมขาดทุนระยะต้นเพื่อลดสต็อกลงซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวขึ้น ต้องควบคุมข้าวที่เกิดจากการขายผ่าน G to G หรืออาจขายให้เอกชนไทยส่งออกว่าต้องมีการส่งออกจริง อธิบายให้ประชาชนเข้าใจทุกขั้นตอน การกล่าวหาว่าอาจเกิดการทุจริตก็จะลดลง

ส่วนเห็นด้วยกับการดำเนินโครงการรับจำนำต่อในราคารับจำนำ 15,000 บาทต่อตันเหมือนเดิมครับ รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจเพื่อให้เกษตรกรไทยได้ลืมตาอ้าปากได้เสียที ค่าครองชีพปรับสูงขึ้นทุกปีๆ จะให้เกษตรกรลดรายได้ได้อย่างไรครับ

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-2 pr-600-400-king-11 dsc01365 pr-600-400-king-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1