เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทกับหนี้สาธารณะ

Wednesday, April 24, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

เงินกู้เพื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในโครงการก่อสร้างจากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่มีประเด็นเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนมากที่สุดในช่วงนี้

พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินกับความวิตกกังวล

เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2556 รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ยื่นเสนอพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงเงินทั้งสิ้น 2 ล้านล้านบาท และ พรบ.นี้ได้ผ่านวาระแรกของสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ระหว่างการแปรญัติขั้นกรรมาธิการ คาดว่าน่าจะกลับเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ภายในเดือนเมษายน 2556 นี้

การเสนอ พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลคราวนี้ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังและนักวิชาการตลอดจนบุคคลทั่วไปเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพียงแต่วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการเสนอเป็น พรบ.แยกจาก พรบ.งบประมาณแผ่นดินปกติ ซึ่งอยากจะสรุปข้อวิจารณ์เป็นประเด็นหลักๆเพื่อช่วยกันพิจารณาดังนี้

  1. เป็นความพยายามหลบเลี่ยงการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ไม่ยอมเสนอเปงบประมาณตามปกติผ่าน พรบ.งบประมาณประจำปีปกติ
  2. การเสนอเป็น พรบ.แยกต่างหาก ทำให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแต่ละโครงการมีงบประมาณสูง อาจส่งผลต่อคุณภาพของงาน
  3. เป็นการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มจำนวนมาก จนอาจเกินเพดานเงินกู้ตามกฏหมายที่ 60% GDP และจะทำให้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในระบบเศรษฐกิจของไทย
  4. ตามการแถลงของรัฐบาล ได้วางแผนการใช้คืนเงินกู้นี้ประมาณ 50 ปี ซึ่งท่านอดีตนายกฯชวนหลีกภัยได้อภิปรายไว้ในสภาว่า เมื่อรวมเงินกู้และดอกเบี้ยแล้วจะรวมเป็นเงินประมาณ 5.3 ล้านล้านบาท
  5. รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการวางแผนหารายได้เพื่อจ่ายคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย ทำให้เกิดความกังวลว่า ผลจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้อาจจะไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ และ
  6. ถ้าหากผลไม่เป็นตามที่คาดหมายไว้ อาจทำให้ประเทศไทยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจคล้ายๆกับวิกฤติต้มยำกุ้งอีกครั้งหนึ่ง

ความวิตกกังวลต่างๆนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้ผู้ที่เข้ามาบริหารแผนตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและทำให้คนไทยเดือดร้อนกันทั้งประเทศอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องจัดทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระบบการขนส่งของไทยเสียที และถ้าหากทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เงินที่ใช้นั้นก็จะเป็นเงินที่ต้องกู้มานั่นเอง เพราะแม้ไทยจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งรัฐบาลก็ต้องกู้มาใช้จ่ายเช่นกัน ส่วนการกู้ตามระบบงบประมาณปกติก็แทบจะเหมือนกันเพราะรัฐบาลเองก็จะไม่ได้กู้เงิน 2 ล้านๆบาทมาพร้อมกัน แต่คงจะออกเป็นพันธบัตรตามความต้องการเงินหรือเป็นไปตามแผนการก่อสร้างนั่นเอง อีกประการหนึ่งตาม พรบ.งบประมาณแผ่นดินการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณนั้นจะต้องไม่เกิดสัดส่วน 25% ของวงเงินงบประมาณ ดังนั้นถ้าจะต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณตามปกติและมีโครงการก่อสร้างเพิ่มเติมจะไม่สามารถทำได้ ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นรัฐบาลก็คงต้องหาทางแก้ พรบ.งบประมาณแผ่นดินอีกเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ทุกๆท่านควรตระหนักคือ

  1. การใช้จ่ายเงินงบประมาณเงินกู้นี้เป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่ ประชาชนทั่วไปควรร่วมมือกันตรวจสอบ และต้องคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ประชาชนทุกๆคนต้องช่วยกันตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่เฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ แล้วแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานตรวจสอบได้รับทราบ
  2. การใช้จ่ายเงินงบประมาณในแต่ละโครงการเหมาะสมหรือไม่ จะส่งผลต่อการลงทุนเพื่อให้สามารถใช้คืนหนี้สินได้หรือไม่ และควรสนับสนุนให้รัฐบาลส่งเสริมภาคการผลิตซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างรายได้ให้รัฐ
  3. ควรจะเสนอแนะแนวทางการกระจายรายได้ออกไปตามภูมิภาค เพราะการก่อสร้างโคร้างสร้างพื้นฐานนี้ จะมีผลต่อการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน ถ้ามีการสนับสนุนภาคการผลิตที่ดี เหมาะสม จะเป็นการช่วยการจ้างงาน เป็นการเพิ่มการบริโภคในส่วนภูมิภาคเป็นอย่างดี เป็นการผลักดันให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

สำหรับความเห็นของผมนั้นขอบอกว่า ขอสนับสนุน พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพราะเชื่อว่าถ้ารัฐบาลบริหารจัดการได้ถูกต้อง จะเป็นแนวทางและโอกาสในการพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ออกไปสู่ภูมิภาคได้ดี และไม่ได้วิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะแต่อย่างใดขณะเดียวกันก็ไม่ได้วิตกต่อการใช้คืนหนี้ซึ่งผมเองได้จัดทำแบบจำลองความเชื่อเกี่ยวกับหนี้สาธารณะประเภทที่น่าจะมีความเสี่ยงมากที่สุดกับแบบจำลองปกติ ให้หลายๆท่านมีส่วนร่วมในพิจารณาดูด้วย

โครงการที่รัฐบาลวางแผนจัดทำตามวงเงินกู้

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้จัดทำแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามวงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไว้เป็นกลุ่มโครงการหลักๆ 5 กลุ่ม ดังนี้

  1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งด้วยระบบราง ประกอบด้วยโครงการ รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ปรับปรุงระบบราง รถไฟใต้ดิน ประมาณวงเงิน 1,100,000 ล้านบาท
  2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางบก ประกอบด้วยโครงการ ขยายถนน 4 ช่องทางจราจร มอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-โคราช การก่อสร้างถนน ประมาณวงเงิน 400,000 ล้านบาท
  3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางน้ำ ประกอบด้วยโครงการหลักคือ ท่าเรือ 3 แห่ง ประมาณวงเงิน 130,000 ล้านบาท
  4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางอากาศ ประมาณวงเงิน 70,000 ล้านบาท
  5. โครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ ประมาณวงเงิน 300,000 ล้านบาท

ถ้ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการให้เสร็จได้ภายในประมาณ 2562-2563 ได้ น่าจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศหลักๆดังนี้

  1. จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งภาคอุตสาหกรรมของไทย ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ
  2. ช่วยลดการนำเข้าพลังงานซึ่งปัจจุบันไทยมีการนำเข้าพลังงานเป็นมูลค่าค่อนข้างสูงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-12% ของ GDP หรือเป็นเงินสูงถึงกว่า 1,000,000 ล้านบาท ซึ่งอาจช่วยประหยัดได้ประมาณ 10% ของเงินที่ต้องจ่ายออกทั้งหมด
  3. ช่วยลดเวลาระยะการเดินทางของประชาชนทั่วๆไป แต่สิ่งที่ประเมินไม่ได้คือ อาจเป็นการพัฒนาให้คนไทยเป็นคนตรงต่อเวลามากขึ้น สังเกตจากคำแก้ตัวทั่วไปเมื่อไปไม่ตรงเวลานัดคือ “ขอโทษครับ รถติดมากจริงๆ”

ซึ่งถ้าหากมีการบริหารจัดการที่ดี พรบ.การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศค่อนข้างชัดเจน

แบบจำลองหนี้สาธารณะช่วง 2556-2567

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะผมได้รับคำถามและคำวิจารณ์เกี่ยวกับ พรบ.เงินกู้นี้จากพรรคพวกหลายคน ซึ่งบางท่านวิตกกังวลว่าช่วงระหว่างการก่อสร้างโครงการจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโต แต่หลังจากนั้นโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจโตค่อนข้างยาก บางท่านวิตกว่าจะทำให้เกิดการเสียวินัยการเงินการคลังเพราะมีโอกาสที่หนี้สาธ่รณะจะพุ่งสูงเกินกว่า 60% GDP ตามกฏหมาย อาจทำให้ต้องแก้กฏหมายเพดานเงินกู้ใหม่ และรัฐบาลจะบริหารอย่างไรให้สามารถเก็บภาษีเงินได้หรือรายได้ให้สามารถใช้คืนเงินกู้ได้ จากคำถามและการคุยกันในประเด็นดังกล่าวก็เลยทำแบบจำลองเกี่ยวกับหนี้สาธารณะขึ้น โดยมีข้อสมมุติฐานเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปี การจัดเก็บรายได้ของรัฐ อัตราการเติบโตของ GDP ที่เป็นค่า nominal (real growth + inflation)

แบบจำลองที่ 1

เป็นแบบจำลองที่มีมุมมองที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงในระดับหนึ่ง ทำให้การเจริญเติบโตต่ำ การจัดเก็บภาษีอาจชลอตัวลง แต่รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องจัดทำงบประมาณขาดดุล แบบจำลองที่ 1 นี้มีสมมุติฐานให้เศรษฐกิจมีอัตราเจริญเติบโตเป็น real GDP growth 2%, inflation rate 2%, อัตราการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอยู่ที่ 20% ของ GDP รัฐบาลมีรายได้อยู่ที่ 17-19% ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556-57 จนถึงปีงบประมาณ 2567 จากการคำนวนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะค่อยๆเพิ่มไปจากประมาณ 41% ในปี 2556 จนมีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 56.80 % ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดระยะเวลาเงินกู้ หลังจากนั้นก็ค่อยๆลดลงตามลำดับ

แบบจำลองที่ 2

เป็นแบบจำลองที่มีข้อสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราเจริญตามอัตราเฉลี่ยปกติใกล้เคียงกับที่ผ่านมา รัฐบาลยังคงมีนโยบายแก้ปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ จึงจัดทำงบประมาณขาดดุลไปจนถึงปี 2567 ในแบบจำลองที่ 2 นี้ได้สมมุติให้เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตประมาณ 4-5% คือ มี real GDP growth 4%, inflation rate 2.5%, มีอัตราการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน 20% ของ GDP รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ประมาณ 18-19%ของ GDP และเมื่อคำนวนเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่ด GDP แล้ว จะค่อยๆเพิ่มไปจากประมาณ 40% ในปี 2556 จนมีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 49.17 % ในปี 2562 ในปีสิ้นสุดระยะเวลาเงินกู้แล้วค่อยๆลดลงตามลำดับ ถ้าไม่มีเหตุการณ์อื่นๆแทรกแซง

แบบจำลองที่ 3

เป็นแบบจำลองที่มีข้อสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราเจริญที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยเล็กน้อย  รัฐบาลยังคงมีนโยบายสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนและแผ่นดิน มีการกระจายรายได้ให้กับภูมิภาคเพื่อลดความแตกต่างหรือช่องว่างด้านรายได้ ในแบบจำลองที่ 3 นี้รัฐบาลสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2561-2562 และสามารถเกินดุลงบประมาณได้หลังจากนั้น ในแบบจำลองที่ 3 นี้ได้สมมุติให้เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตประมาณ 5 % คือ มี real GDP growth 5%, inflation rate 3 %, มีอัตราการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินในสัดส่วน 20% ของ GDP และค่อยๆลดลงเหลือในสัดส่วน 18% ของ GDP ในปี 2567 รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ประมาณ 18-19 %ของ GDP และเมื่อคำนวนเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่ด GDP แล้ว จะค่อยๆเพิ่มไปจากประมาณ 40% ในปี 2556-2557 จนมีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 42.41 % ในปี 2559 และลดลงเหลือประมาณ 37% ในปี 2563 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดระยะเวลาเงินกู้แล้วค่อยๆลดลงตามลำดับ จนนับได้ว่าไทยน่าจะมีระบบเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเข้มแข็งถ้าไม่มีเหตุการณ์อื่นๆแทรกแซง (ดูจากตาราง)

จากแบบจำลองทั้ง 3 แบบที่สร้างขึ้นจากสมมุติฐานการเติบโตของ GDP, inflation rate การใช้จ่ายวงเงินงบประมาณแผ่นดิน การจัดเก็บรายได้ของแผ่นดินที่แตกต่างกัน จะเห็นว่าความเสี่ยงจากการที่จะเกิดหนี้สาธารณะเกินเพดานเงินกู้นั้นน้อยมาก ถ้าไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจจนทำให้ประเทศไทยไม่มีอัตราการเจริญเติบโต ยิ่งถ้าหากรัฐบาลมีแนวทางการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง โปร่งใส ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในลักษณะสมดุลด้วยแล้ว จะสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้อย่างรวดเร็ว และถ้าหากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ตามแบบจำลองที่ 3 แล้ว รัฐบาลจะสามารถคืนเงินกู้ได้ไม่เกินระยะเวลา 30 ปี  เพราะรัฐจะมีดุลงบประมาณเกินกว่า 100,000 -300,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2563-64 เป็นต้นไป ซึ่งจำนวนเงินผ่อนจ่ายในแต่ละปีจะมีวงเงินประมาณ 90,000-130,000 ล้านบาท (ดูตาราง) ยิ่งเมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อในอนาคตเป็นส่วนประกอบด้วยแล้ว จำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืนในอนาคตจึงมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับสถานะการณ์ในอนาคต

ค่าต่างๆในตารางเป็นการคำนวนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินกู้ในอัตรา 2%, 3%, 4% ตามลำดับ และพิจารณาผ่อนจ่ายเป็นระยะเวลา 30 ปี ถ้าการจ่ายคืนในลักษณะผ่อนคล้ายการผ่อนบ้านคือผ่อนในลักษณะลดต้นลดดอก จะมียอดผ่อนในอัตราประมาณปีละ 95,000-130,000 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าการผ่อนแบบรถยนต์คือผ่อนแบบ flat rate ก็จะมีอัตราการผ่อนปีละ 130,000-250,000 ล้านบาทต่อปี ลองพิจารณาแผนการผ่อนนี้ใน 2 รูปแบบและอัตราดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายจากเงินกู้

สรุป

นโยบายการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานตาม พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนั้นเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์และไม่มีความเสี่ยงปัญหาหนี้สาธารณะหรือการจ่ายคืนเงินกู้ 2 ล้านล้านแต่อย่างใด แต่การที่รัฐจะสามารถบริหารจัดการให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตเพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้ให้สอดคล้องกับการใช้จ่ายและเพื่อคืนเงินกู้นั้น รัฐจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดการกระจายภาคการผลิตออกไปในส่วนต่างๆของประเทศ ซึ่งจะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลได้ดำเนินการขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นการจ้างงานในภูมิภาคซึ่งจะส่งผลให้เกิดกำลังซื้อตามมา ดังนั้นประโยชน์ของการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่หรือไม่จึงขึ้นกับความเข้าใจในการบริหารจัดการและประสิทธิภาพการบริหารจัดการของท่านนายกรัฐมนตรีและทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างแท้จริง

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01367 pr-600-400-king-18 dsc01363 pr-600-400-king-7

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1