ความสามารถการแข่งขันภาคการผลิตของไทย (2)

Sunday, March 17, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ความสามารถการแข่งขันภาคการผลิตของไทย (2)

นายกยิ่งลักษณ์ประกาศ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ปัจจัยพิจารณาความสามารถในการแข่งขัน


ทุกๆปีจะมีรายงานเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆในโลกโดยสถาบัน World Economic Forum รายงานนี้เปรียบประดุจดัชนีชี้ให้เห็นถึงระดับการพัฒนาของประเทศต่างๆในโลกกว่า 140 ประเทศและเป็นดัชนีให้กับนักลงทุนที่มีวัตถุประสงค์จะลงทุนในต่างประเทศได้เข้าใจปัจจัยต่างๆที่อาจช่วยส่งเสริมหรือลดอุปสรรคต่อการลงทุน

ความสามารถในการแข่งขันหมายถึง ปัจจัยต่างๆที่กำหนดระดับผลิตภาพของประเทศที่สนับสนุนการสร้างความรุ่งเรืองให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งยังอาจเป็นการบ่งชี้ถึงอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน นอกจากนั้นความสามารถในการแข่งขันยังเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงการสร้างระดับรายได้ที่สูงขึ้นให้กับประชากรของประเทศและช่วยให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในอัตราที่รวดเร็วขึ้น

ปัจจัยที่จะพิจารณาถึงขีดความสามารถในการแข่งขันนั้นค่อนข้างซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ตามมาตรการพิจารณาขององค์กรจัดการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้กำหนดเสาหลักในการพิจารณาความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆออกเป็น 12 เสาหลัก (Pillars) แต่ละเสาหลักได้มีการพิจารณาในรายละเอียด

  1. สถาบัน เป็นการพิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรธุรกิจและองค์กรภาครัฐในกรอบเกี่ยวกับกฏหมายและการจัดการในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชาติ เช่นกฏหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ความมีคุณธรรมจริยะธรรมทั้งบุคคลากรภาครัฐและเอกชน การปฏิบัติตามกฏหมายและความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรม ความรับผิดชอบและสมรรถนะของบุคคลากรที่มีต่อผู้ร่วมลงทุน ผู้ถือหุ้น ตลอดจนการตรวจสอบที่เข้มแข็งและเข้มข้นถึงความโปร่งใสของฝ่ายจัดการ
  2. โครงสร้างพื้นฐาน เป็นการพิจารณาถึงปริมาณและคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ถนน รถไฟ ท่าเรือ การขนส่งทางอากาศ รวมทั้งคุณภาพและปริมาณพลังงานและการสื่อสาร เพื่อประสิทธิภาพการสื่อสารและการประกอบการ
  3. เสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค เป็นการพิจารณาค่าดัชนีมหภาคต่างๆ ดุลงบประมาณ หนี้สาธารณะ ดุลกระแสรายวัน ดุลชำระเงิน อัตราเงินเฟ้อ ช่วงห่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ความน่าเชื่อถือของประเทศซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว
  4. การสาธารณะสุขและการศึกษาเบื้องต้น เป็นการพิจารณาถึงความปลอดภัยเชิงสุขภาพ ปราศจากโรคติดต่อร้ายแรงหรือเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคติดต่อ เช่น มาลาเรีย วรรณโรค หรือโรคเอดส์ อัตราการตายของทารกแรกเกิดและอายุเฉลี่ยของประชากรในประเทศ นอกจากนั้นยังพิจารณาถึงพื้นฐานการศึกษาระดับต้นว่ามีคุณภาพและอัตราการลงทะเบียนมากน้อยเพียงใดซึ่งอาจส่งผลหรือชี้วัดถึงความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในระยะยาว
  5. การศึกษาระดับสูงพร้อมการฝึกฝน เป็นการวัดทั้งปริมาณและคุณภาพของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา วัดถึงคุณภาพในภาพรวม ศักยภาพในการเรื่องคณิตศาตร์และวิทยาศาสตร์ การจัดการระบบการศึกษา การเข้าถึงอินเตอร์เนต ตลอดจนการฝึกฝนอบรมของบุคคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มคุณภาพและศักยภาพในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตลอดเวลา
  6. ประสิทธิภาพทางการตลาดของสินค้า เป็นการพิจารณาถึงส่วนผสมภาคการผลิตและบริการซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ มีระดับความเข้มข้นในการแข่งขัน จุดเด่นของตลาด นโยบายการค้าเสรีปกป้องการผูกขาด อัตราภาษี ขอบเขตและผลของภาษีที่พอเหมาะและไม่ซ้ำซ้อน ขั้นตอนและระยะเวลาในการเริ่มต้นทางธุระกิจ อัตราการถือครองสัดส่วนหุ้นของต่างชาติ กฏ กติกาการลงทุนของชาวต่างชาติ ภาษีนำเข้าตลอดจนขั้นตอนของศุลกากร
  7. ประสิทธิภาพตลาดแรงงาน เป็นการพิจารณาถึงประสิทธิภาพและความคล่องตัวของตลาดแรงงานและอัตราค่าแรงงาน การกระจายตัวของแรงงานที่เหมาะสมเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพการผลิต แรงงานมีอัตราค่าแรงที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดกำลังใจในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ความร่วมมือตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับองค์กร ความคล่องตัวในการพิจารณาอัตราแรงงาน การพิจารณาหรือแนวทางปฏิบัติการจ้างแรงงานหรือการปลดแรงงาน โอกาสการจ้างแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตลอดจนอกาสการเกิดสมองไหล
  8. ความซับซ้อนด้านตลาดการเงิน เป็นการพิจารณาถึงศักยภาพและประสิทธิภาพการให้และรองรับการบริการทางการเงิน อัตราการออม ศักยภาพของตลาดทุน การบริการเกี่ยวกับการกู้เงิน การร่วมลงทุน ตลอดจนการไหลเข้าออกของเงินต่างประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นพลวัตรและซับซ้อนของภาคธุระกิจ
  9. ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี เป็นการพิจารณาถึงความสามารถทางเทคโนโลยี การมีอยู่ของเทคโนโลยีล่าสุด ความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ปริมาณการใช้และผู้ใช้อินเตอร์เนตตลอดจนความเร็วของอินเตอร์เนต
  10. ขนาดของตลาด เป็นการพิจารณาเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการลงทุน ศักยภาพในการตอบสนองต่อภาคการผลิตและผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
  11. ความซับซ้อนทางธุระกิจ  พิจารณาถึงห่วงโซ่ทางธุระกิจ ผู้ให้อุปสงค์และอุปทาน สถานะการณ์และการพัฒนาของกลุ่มสินค้าหรือธุระกิจบริการต่างๆ ตลอดจนความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของประเทศ
  12. นวัตกรรม เป็นการพิจารณาถึงศักยภาพการวิจัย งบประมาณการวิจัยทั้งของภาครัฐและเอกชน ความร่วมมือการวิจัยระหว่างรัฐ-เอกชน จำนวนนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยี จำนวนสิทธิบัตร การให้การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนบทบาทภาครัฐต่อการวิจัยขั้นสูง

จะเห็นว่าปัจจัยในการพิจารณาขีดความสามารถในการแข่งขันนั้นค่อนข้างซับซ้อน เสาหลักแต่ละเสานั้นไม่เป็นอิสระต่อกันแต่จะเชื่อมโยงกัน เช่น ขนาดตลาดจะสอดคล้องกับการลงทุน นวัตกรรมจะมีความสัมพันธ์กับการบังคับใช้กฏหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิหรือสิทธิบัตร การผลิตที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีจะเชื่อมโยงกับปริมาณบุคคลากรที่มีระดับการศึกษาสูง เช่นเดียวกับการสร้างนวัตกรรมใหม่อาจต้องเชื่อมโยงทั้งกับประสบการณ์ พื้นฐานการศึกษาตลอดจนการวิจัย เป็นต้น

การแบ่งกลุ่มเสาหลักและการให้น้ำหนักในการผลักดันความสามารถในการแข่งขัน

เนื่องจากประเทศต่างๆมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันมาก ทำให้พื้นฐานปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาแตกต่างกันค่อนข้างมาก จึงได้มีการแบ่งเสาหลักดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งมี 4 เสาหลักที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลักดันเศรษฐกิจ กลุ่มที่สองมี 5 เสาหลักที่เป็นปัจจัยสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดการเพิ่มประสิทธภาพ และกลุ่มที่สามมีสองเสาหลักซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนหรือผลักดันการสร้างนวัตกรรมดังภาพ

นอกจากนั้นเพื่อให้การพิจารณาขีดความสามารถในการแข่งขันให้ใกล้เคียงข้อเท็จจริงมากที่สุด คณะผู้จัดทำได้มีการแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 5 กลุ่ม ตามศักยภาพของรายได้ต่อหัวที่เกิดขึ้น และมีมาตรการถ่วงน้ำหนักแล้วคำนวนออกมาเป็นดัชนีชี้วัดดังในตาราง

จะเห็นว่าในการจัดทำดัชนีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างซับซ้อนและมีการแบ่งกลุ่มฐานข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นดัชนีเพื่อการตัดสินใจในการลงทุนเพื่อการพัฒนาความมั่งคั่งของประชากร

ขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประเทศเอเซีย

ถ้าจะพิจารณาถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของบางประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเซียจาก Global Competitive Index (GCI) จะเห็นความแตกต่างในความสามารถในการแข่งขันอย่างชัดเจน เช่น ในภาพรวม สิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก ในขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 10 และอินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 50 และเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่เสริมสร้างนวัตกรรม ปรากฏว่าญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 2 ขณะที่สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 11 และอินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 40 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาในแต่ละเสาหลักที่อาจแตกต่างและเชื่อว่าน่าจะส่งผลต่อศักยภาพการผลิตในระบบเศรษฐกิจจุลภาค

โดยภาพสรุป สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ได้ถูกจัดให้อยู่ใน Stage III ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสาหลักด้านนวัตกรรมช่วยผลักดันเศรษฐกิจ สำหรับไทย จีน และอินโดนีเซียอยู่ใน Stage II ซึ่งมีเสาหลักด้านการส่งเสริมประสิทธิภาพเป็นพลังผลักดันทางเศรษฐกิจ มาเลเซีย อยู่ช่วงเปลี่ยนถ่ายระหว่าง Stage II และ Stage III ส่วนอินเดีย เวียตนาม และกัมพูชา อยู่ใน Stage I ซึ่งมีเสาหลักด้านปัจจัยพื้นฐานช่วยผลักดันเศรษฐกิจ และฟิลิปปินส์จัดอยู่ช่วงเปลี่ยนถ่ายระหว่าง Stage I และ Stage II

ตารางข้างล่างแสดงปีที่การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันที่มีปัจจัยเสาหลักเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจ และตั้งแต่ปี 2008 มีประเทศ 4 ประเทศที่มีการย้ายกลุ่ม คือ ไต้หวัน มาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย

ข้อคิดเห็น

ดัชนีความสามารถในการแข่งขันเกิดจากการคำนวนข้อมูลที่ได้จากฐานข้อมูลขององค์กรกลางของโลก เช่น องค์กรสหประชาชาติ(UN) องค์กรการค้าระหว่างประเทศ (WTO) องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) และมีการออกแบบสอบถามภาคธุระกิจที่เข้าร่วมประชุมประจำปี World Economic Forum ดัชนีที่ได้จากจากการวิจัยนี้จึงมีระดับความน่าเชื่อถือสูง อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันผันแปรค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้ผู้นำประเทศจำเป็นต้องมีการตัดสินใจที่ดีและเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยูโรโซน แนวทางการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินของสหรัฐและญี่ปุ่น การปรับตัวของตลาดหุ้นที่เกิดจากการอัดฉีดเงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เงินไหลสู่ตลาดที่สามารถให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ความเสี่ยงจากการบริหารเศรษฐกิจและธุระกิจสูงขึ้น

ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน นอกจากจะช่วยให้สามารถพิจารณาด้านการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนแล้ว ยังสามารถบ่งชี้ถึงแนวทางการพัฒนาว่าควรจะดำเนินการเข้มข้นในเสาหลักใดเพื่อให้สามารถพัฒนาความรุ่งเรืองให้กับประเทศและความมั่งคั่งให้กับประชากรอย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่รวดเร็ว ผู้ดำเนินนโยบายต้องสามารถมองสถานการณ์ได้ดี มีการตัดสินใจที่รวดเร็วทันต่อ จึงจะสามารถพัฒนาความรุ่งเรืองให้กับองค์กรและสร้างความมั่งคั่งให้กับประชากรอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สรุป

ดัชนีความสามารถในการแข่งขันที่กล่าวมาข้างต้นเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพและปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดความคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งอาจใช้เป็นแนวทางเพื่อการลงทุนในแต่ละประเทศ และอาจใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้คุมนโยบายว่าควรจะเร่งรีบในการพัฒนาปัจจัยสำคัญๆอะไรบ้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพื่อเพิ่มผลตอบแทนต่อการลงทุนซึ่งอาจสะท้อนจากความสุขและความมั่งคั่งของประชากร

หมายเหตุ: อ้างอิงจากเอกสารรายงานของ World Economic Forum; Global Competitiveness Report 2008-2012

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-13 pr-600-400-king-9 dsc01365 dsc01364

เรียนภาษาอังกฤษ

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1