วิเคราะห์และวิจารณ์นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์

Monday, January 28, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

วิเคราะห์และวิจารณ์นโยบายพรรคเพื่อไทย

นายกฯยิ่งลักษณ์กับนโยบายโครงสร้างพื้นฐานปี 2556-2562

นโยบายหลักๆของรัฐในปี 2555 สโลแกนหลักเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทยซึ่งสืบเนื่องตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน คือ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ด้วยแนวทาง “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน” จัดเป็นคำขวัญหรือสโลแกนที่น่าสนใจยิ่ง ถ้าผู้นำของพรรคเพื่อไทยซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ยุค ดร.ทักษิณ ชินวัตร สามารถเข้าใจหรือทำความเข้าใจกับสโลแกนดังกล่าวได้ ก็จะนำแนวคิดดังกล่าวถูกโยงเข้ากับนโยบายและจัดทำยุทธศาสตร์และแนวทางปฏิบัติอย่างบูรณาการและสมดุลในการบริหารจัดการประเทศ แนวทางปฏิบัติซึ่งถูกออกแบบจากแนวคิดตามสโลแกนข้างต้นก็จะมีลักษณะเป็นแรงเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน (Synergy) ถ้าทำได้ประเทศก็จะเกิดการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน ลองมาพิจารณานโยบายหลักๆของพรรคเพื่อไทยในปี 2554-2555-2556 ดูว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรกับการสร้างความเจริญให้กับประเทศ 1. โครงการรับจำนำข้าว โครงการนี้นับเป็นโครงการที่โดดเด่นของพรรคเพื่อไทย เพราะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้มากถึงประมาณ 35-40% ของประชากรของประเทศ ใช้วงเงินงบประมาณในปี 2554-2555 มากถึง 360,000 ล้านบาท โครงการนี้มีเป้าหมายชัดเจนที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เพราะถ้าเกษตรกรมีรายได้ดี จะส่งผลต่อการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ ถ้าหากโครงการเดินไปด้วยความโปร่งใส จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับพื้นฐานได้เป็นอย่างดี โครงการนี้จัดเป็นโครงการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี 2. โครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยรัฐบาลจัดสรรให้จังหวัดละ 100 ล้าน โครงการนี้ลอกเลียนแนวคิดจากกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป้าหมายหลักน่าจะเป็นการขยายโอกาสให้กับกลุ่มสตรี โดยจัดตั้งเป็นกองทุนให้คุณผู้หญิงสมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้วกู้เงินจากกองทุนเพื่อนำไปใช้หมุนเวียนทางอาชีพ ทางสวัสดิการ รายละเอียดเกี่ยวกับกฏเกณฐ์การกู้ยืมไม่ชัดเจน ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด แต่ละกลุ่มที่จะจัดรูปแบบวงเงินให้กู้และวิธีการคิดอัตราดอกเบี้ย นโยบายนี้เป็นนโยบายแบบฉุกเฉิน ทำให้เข้าใจว่าเป็นนโยบายหาเสียงจากกลุ่มสตรี จึงอาจมีแต่หลักคิดแต่ขาดแนวทางที่เป็นทางปฏิบัติหรืออาจใช้แนวทางกองทุนหมู่บ้าน เริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าสุภาพสตรีมีความรับผิดชอบมากกว่าสุภาพบุรุษ และขยันขันแข็งทำมาหากินมากกว่า อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ประสิทธิผลคงจะไม่สูงมากนัก โครงการนี้จัดเป็นโครงการให้โอกาสกับประชาชน กองทุนโครงการพัฒนาบทบาทสตรีอาจนำแนวคิดจากกองทุน Micro Banking ของประเทศบังคลาเทศก็ได้ 3. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ใน 7 จังหวัดของประเทศ นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนี้เป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ใช้แรงงานไร้ฝีมือ ส่วนแรงงานฝีมือส่วนใหญ่ได้รับค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ผลกระทบต่ธุระกิจคงไม่มากนักเพราะการขึ้นครั้งนี้เป็นการขึ้นในจังหวัดใหญ่ๆที่มีระดับเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว จึงไม่น่ากระทบต่อธุระกิจมากมายนัก แต่การเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานจะส่งผลให้เกิดการบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น แต่คงจะกระทบในปี 2556 ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำจะขึ้นทั่วประเทศ โครงการนี้เป็นโครงการเพิ่มรายได้ให้กลับกลุ่มแรงงาน 4. การยืดการลดภาษีน้ำมัน ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับการขึ้นลดภาษีสรรพสามิตและการงดเก็บเงินเข้ากองทุนหลายครั้ง นโยบายการงดเก็บเงินเข้ากองทุนหรือลดภาษีสรรพสามิต แม้ว่าจะเป็นแนวทางการลดรายจ่ายให้กับประชาชน แต่ก้ไม่ได้เกิดการส่งเสริมให้เกิดการประหยัด ที่สำคัญคือรัฐบาลควรนึกถึงแนวทางการทำให้เกิดการประหยัด เกิดการออม ในขณะเดียวกันก็เป็นการหารายได้จากคนรวยเพื่อนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่นรถไฟใต้ดิน รถไฟความเร็วสูง เพื่อเป็นการพัฒนาระบบลอจีสติคส์ เป็นการนำไปสู่การลดต้นทุนการขนส่ง การลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง 5. การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล รัฐบาลได้ลดภาษีเงินได้กำไรสุทธิของนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในรอบปีบัญชี 2555-2556 และลดลงเหลือ 20% ในรอบปีบัญชี 2556-2557 ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและเพื่อเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ 6. โครงการรถยนต์คันแรก เป็นโครงการสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์มาก่อน โดยรัฐบาลจะชดเชยเงินคืนให้ส่วนหนึ่ง ทำให้ผู้ซื้อได้รับส่วนลด โครงการนี้เป็นโครงการที่รัฐบาลต้องนำรายได้จากภาษีอากรมาชดเชย แม้โครงการนี้จะเป็นโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน เป็นโครงการที่ทำให้เพิ่มรายจ่าย เพิ่มจำนวนหนี้สิน ขาดวินัยการออม อย่างไรก็ตามโครงการนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดว่ารัฐบาลจะได้เงินคืนกลับมาในรูปภาษีอากรทั้งภาษึมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคล อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงการรถยนต์คันแรกเป็นโครงการสำหรับคนรายได้น้อยที่ต้องการรถยนต์ด้วยเหตุผลต่างๆ ทำให้ผู้ซื้อเกิดการเพิ่มหนี้และเพิ่มรายจ่าย และรถยนต์ไม่จัดเป็นการออมเพราะรถยนต์มีแต่ค่าเสื่อมซึ่งราคาจะลดลงไปทุกปี และที่สำคัญคือเป็นแนวนโยบายที่ผิดจากสโลแกน “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” 7. โครงการบ้านหลังแรก เป็นโครงการสำหรับให้ประชาชนมีบ้าน แม้ว่าจะเป็นการสร้างหนี้หรือเพิ่มหนี้ แต่ก็เป็นการออมทรัพย์สินไปในตัวและบ้านมีแนวโน้มที่จะปรับราคาสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดรายจ่ายค่าเช่าบ้าน สิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาคือแนวทางการช่วยเหลือ ในกรณีที่ผู้ซื้อมีฐานะดีขึ้นหรือมีครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ต้องการขยับขยายที่อยู่อาศัยใหม่ จะมีกฏ กติกาในการช่วยขายบ้านเก่าและซื้อบ้านใหม่อย่างไร ดังนั้นนโยบายบ้านหลังแรกจึงเป็นนโยบายที่ดี เป็นนโยบายส่งเสริมการออม แต่รัฐบาลควรมีแนวทางในการสนับสนุนให้เกิดการขยับขยายได้สดวก เพราะจะช่วยให้ผู้ซื้อพิจารณาด้วยการเริ่มต้นซื้อในราคาที่เหมาะสมกับฐานะของผู้ซื้อ 8. โครงการลดภาษีเงินได้กรมสรรพากร ในปี 2556 รัฐบาลได้อนุมัติการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาทั่วไป ทำให้อัตราภาษีลดต่ำลงสำหรับผู้มีรายได้พึงประเมินในระดับที่มีการซอยขั้นประมาณ 5% และลดอัตราภาษีจากระดับสูงสุด 37% ลงเหลือ 35% ดังนั้นโครงสร้างภาษีใหม่จะมีอัตราการลดภาษีลงประมาณ 2-5% ตามตัวเลขแสดงในตาราง โครงสร้างภาษีสรรพากรใหม่

โครงสร้างภาษีสรรพากรใหม่

การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับคนชั้นกลางขึ้นไป ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 250,000 – 300,000 บาทต่อปีขึ้นไป ซึ่งเชื่อว่าส่วนเพิ่มนี้สำหรับคนชั้นกลางที่มีรายได้ 20,000-30,000 ต่อเดือนคงจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน แต่สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงก็จะเป็นการเพิ้มเงินออมเข้าในระบบ 9. การปรับโครงสร้างภาษ๊สรรพสามิตรถยนต์ รัฐบาลได้ยึดหลักการสนับสนุนการประหยัดน้ำมัน ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสนับให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงผสมแอลกอฮอล์ เป็นเกณฑ์และมุ่งสนับสนุนรถยนต์ขนาดเล็กที่มีกระบอกสูบต่ำกว่า 1,500 cc. และรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยการลดมลพิษหรือแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในอากาศ หรือรถยนต์ที่มีกระบอกสูบระหว่าง 1,501-2,000 cc. โดยปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตลง 3-5% หรือคงภาษีไว้คงเดิม ส่วนรถยนต์ที่มีเงื่อนไขแตกต่างไป รัฐบาลจะเพิ่มภาษีขึ้นอีกประมาณ 5% หรือมากกว่า (มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 มกราคม 2556)

โครงสร้างการปรับเปลี่ยนภาษีสรรพสามิตกับหนึ่งในแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์จะเริ่มใช้ในปี 2559 ถือว่าเป็นแนวการพัฒนานโยบายของรัฐที่สมควรยกย่องเป็นอย่างยิ่ง เพราะ 9.1 เป็นแนวทางการประหยัดน้ำมัน ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบซึ่งไทยต้องนำเข้าเป็นปริมาณสูงขึ้นทุกปี 9.2 เป็นแนวทางการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก เป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการเป็นโลกสีเขียว 9.3 เป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ซึ่งใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตแอลกอฮอล์ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือสินค้าเกษตรอื่นๆที่มีคาร์ไฮเดรตในปริมาณสูง 9.4 เป็นการสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก กลาง เนื่องจากไทยมีขนาดตลาดใหญ่ จะช่วยให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก 9.5 เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเกิดการประหยัด ลดรายจ่าย ตามแนวทางสโลแกนของพรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังเป็นแนวโน้มการใช้รถประหยัดพลังงานของโลก อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังขาดความชัดเจนในการสนับสนุนรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นรถยนต์อีกประเภทหนึ่งที่น่าเชื่อว่าจะช่วยประหยัดน้ำมัน และยังจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่จะใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นในประเทศอีกด้วย 10. การจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ โดยนโยบายอาจมองว่าเป็นความตั้งใจดีในการที่จะให้เหล่านิสิตนักศึกษา คนรุ่นใหม่สามารถหาแหล่งเงินกู้เพื่อประกอบธุระกิจของตนเอง แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว คนที่สำเร็จการศึกษาใหม่ๆขาดประสบการการทำการค้า ทำให้โอกาสประสบผลสำเร็จเป็นไปได้ยาก ความจริงแนวทางนี้ควรใช้กับผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาบ้างแล้วตั้งแต่ 3-5 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้การบริหารจัดการด้านการขาย การตลาด การบริหารเงินสดและสินค้าคงคลัง ดังนั้นคาดได้ว่า มาตรการนี้ไม่น่าจะทำให้ประสบผลสำเร็จในภาพรวม แต่กลับเป็นในลักษณะสร้างภาระเรื่องหนี้สินมากกว่า ยุทธศาสตร์หลักในช่วงระหว่างปี 2556-2562 จากการดำเนินนโยบายของพรรคเพื่อไทยในปี 2554-2555 นั้น นโยบายหลักๆส่วนใหญ่เป็นนโยบายสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน เป็นการกระตุ้นการบริโภคด้วยการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นหลัก แนวคิดการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนยังน้อยมาก ประกอบกับแนวคิดในการหารายได้เข้ารัฐก็ยังไม่เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับรายได้ของรัฐเพื่อการลงทุนในอนาคต อย่างไรก็ตามเมื่อติดตามดูนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงปี 2556-2562 รัฐบาลได้นำเสนอ 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเสนอโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นการพัฒนาระบบลอจีสติคส์ขั้นพื้นฐานเพื่อลดต้นทุนการผลิต รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟรางคู่ รวมทั้งขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งนโยบายดังกล่าวคาดว่าจะมีการใช้ในยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นวงเงินนอกงบประมาณไม่ต่ำกว่า 2.24 ล้านล้านบาท นับเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงสุดและเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังนำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการผลิตเพื่อความเจริญเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการแล้วเมื่อวันที่ 18 ธันวามคม 2555 นับเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตรที่มีความชัดเจนในการสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตกับสิ่งแวดล้อม

นายกฯยิ่งลักษณ์กับเป้าหมายการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน 10 สาย

นับได้ว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส่วนในเชิงปฏิบัตินั้นคงต้องติดตามให้โครงการต่างๆเกิขึ้นตามแผน เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการผลิตเพื่อความเจริญเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ออกมาเป็นรูปธรรมในเรื่องการสนับสนุนด้านภาษีสรรพสามิต ส่วนอีก 2 ยุทธศาสตร์นั้นคงต้องรอดูความชัดเจนเชิงรูปธรรมต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ยุทธศาสตร์การสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน และยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการกระจายอำนาจ แต่ถ้าพิจารณาถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ซึ่งพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจซบเซาด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมาก ทำให้เม็ดเงินดังกล่าวไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเก็งกำไรจากตลาดทุน การเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน การเก็งกำไรจากอัตราดอกเบี้ย ทั้งยังมีแนวโน้มสูงในการทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อในประเทศ ทำให้เกิดปัญหากับการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องตะหนักถึงปัญหาเหล่านี้และต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังด้วย สรุป ในช่วงประมาณหนึ่งปีกับอีกห้าเดือนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายก น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (25 สิงหาคม 2554 – มกราคม 2556) การดำเนินนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมีลักษณะกระตุ้นการใช้จ่ายให้เกิดการบริโภคเป็นหลัก  ด้วยวิธีการประชานิยมหลากหลายรูปแบบ ทำให้เกิดการขยายตังของเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดี แต่ไม่น่าจะเป็นการสร้างความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน แต่ก็ค่อนข้างยึดแนวทางหลักตามนโยบายเชิงสโลแกน “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย อย่างไรก็ตามจากการติดตามดูนโยบายตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป จะเห็นว่านายกฯยิ่งลักษณ์ได้นำเสนอ 4 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อการพัฒนาประเทศตั้งแต่ปี 2556-2662 ซึ่งประกอบด้วยแผนงานและมีการลงทุนจากภาครัฐเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.24 ล้านล้านบาทหรือมากกว่าในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และมีแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแนวทาง “การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์” ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีเมื่อันที่ 18 ธันวาคม 2555 และกำหนดการใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ซึ่งจัดเป็นนโยบายการลงทุนเพื่อพื้นฐานการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง และเชื่อว่าคงได้มีโอกาสเห็นแนวทางการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมสูง และอุตสาหกรรมที่เป็นฐานความรู้ในโอกาสต่อไป

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-1 dsc01365 dsc01367 pr-600-400-king-3

เรียนภาษาอังกฤษ

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Xinhua News

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

UA-28221961-1