ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม 2555

Tuesday, January 22, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม 2555


ผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนธันวาคม 2555 เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่ากำลังซื้อภาคประชาชนมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทั้งๆที่มีรายการส่งเสริมการขายจากภาครัฐในเรื่องรถยนต์คันแรก และเริ่มมีการส่งรถให้ลูกค้าจำนวนมากก่อนสิ้นปี ซึ่งรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรจะต้องจับตาดูอย่างเข้มข้น เพราะสินค้าที่ดูเหมือนจะขายได้ค่อนข้างดีถึงดีมากในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2555 คือ สินค้ากลุ่ม Smart Phones และรถยนต์คันแรก สำหรับ Smart Phone แล้วเป็นสินค้านำเข้า นอกจากจะทำให้เสียดุลการค้าแล่ว ยังเป็นการเพิ่มรายจ่ายให้กับประชาชนอีกด้วย ส่วนรถยนต์คันแรกยังมีส่วนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนซึ่งถ้าพิจารณาในประเด็นสนับสนุนภาคการผลิตของไทย

ผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือน ธันวาคม 2555 เก็บได้ 57,505 ล้านบาทสูงกว่าเดือนเดียวกันของปี 2554 ซึ่งเก็บได้ 52020 ล้านบาทประมาณ 10.5% แต่เมื่อรวมผลการเก็บตลอดทั้งปี 2555 แล้วเก็บได้ 691,383 ล้านบาท สูงกว่าที่เก็บได้ในปี 2554 ซึ่งเก็บได้ 590,061 ล้านบาทประมาณ 17.2%

แต่เมื่อพิจารณาผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหลังหักคืนแล้ว ในเดือน ธันวาคม 2555 เก็บได้ 39,205 ล้านบาทสูงกว่าเดือนธันวาคม 2554 ซึ่งเก็บได้ 38,020 ล้านบาทประมาณ 3.1% และผลการเก็บตลอดทั้งปี 2555 เก็บได้รวมทั้งสิ้น 457,779 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันของปี 2554 ซึ่งเก็บได้ 390,577 ล้านบาทประทาณ 17.2%

เพื่อลดความผันผวนทางฤดูกาล จึงได้พิจารณาค่าเฉลี่ยแบบ 3 เดือนซึ่งผลการคำนวนพบว่าในเดือน ธันวาคม 2555 มีมูลค่า 39,125 ล้านบาทสูงกว่าที่คำนวนได้ของเดือนเดียวกันปี 2554 ซึ่งมีค่า  33,171 ล้านบาทประมาณ 17.9% แต่เมื่อรวมค่าคำนวนตลอดทั้ปี 2555 มีมูลค่า 453,444 ล้าบบาทสูงกว่าค่าของปี 2554 ซึ่งคำนวนได้ 371,497 ล้านบาทประมาณ 17.6%

แต่ถ้าหากคำนวนมูลค่าโดยพิจารณาอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะเห็นว่า มูลค่าของเดือนธันวาคม 2555 เท่ากับ 37,766 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าเดือนเดียวกันในปี 2554 ซึ่งเท่ากับ 33,171 ล้านบาท พบว่าอำนาจการซื้อในปี 2555 สูงขึ้นประมาณ 17.9% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณามูลค่าตลอดทั้งปี 2555 ซึ่งเท่ากับ 453,444 ล้านบาทเทียบกับทั้งปี 2554 ซึ่งมีค่า 385,657 ล้านบาท อำนาจซี้อในปี 2555 จะสูงขึ้นกว่าปี 2554 ประมาณ 17.6%

จากผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเห็นว่าในปี 2555 นั้นกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉลี่ยจะสูงขึ้นจากปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ คือมีอัตราโตขึ้นเฉลี่ยประมาณ 17-18% ทั้งในส่วนตัวเงินที่เก็บได้จริงและมูลค่าที่คำนวนหลังพิจารณาอัตราเงินเฟ้อแล้ว ทั้งนี้เป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การสนับสนุนให้ซื้อรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก การจัดเงินกองทุนสำหรับสตรี การใช้เงินกู้เพื่อแก้ปัยหาน้ำท่วมจำนวนมาก เป็นต้น

ถ้าพิจารณาในมุมมองความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ทำให้รู้สึกค่อนข้างเป็นกังวลกับการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆของรัฐบาล เพราะเมื่อพิจารณาถึงโครงการแต่ละโครงการของรัฐแล้วส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการออมการประหยัด หรือการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งถ้าหากเศรษฐกิจเกิดการชะงักงัน อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมรวม ถ้าผลการเก็บรายได้ภาครัฐห่างเป้าหมายและยังคงต้องใช้เงินกู้เพื่อชดเชยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งโดยส่วนตัวจะให้ความเห็นว่าผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนธันวาคมอาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนที่มีแนวโน้มลดลงก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตามองว่าในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะเริ่มส่งผลชัดเจนขึ้นหรือไม่ หรือเป็นอาการสดุดลงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงโครงการต่างๆที่รัฐบาลวางแผนไว้ อาจยังไม่เกิดปัญหามากมายนักเพราะรัฐบาลมีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาทในอีก ประมาณ 6-7 ปีข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลเองต้องตระหนักอย่างยิ่งบางประการคือ

  1. การกระจายรายได้สู่ภาคประชาชนอย่างสมดุล โดยอาศัยการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐานจากเงินกู้จำนวน 2.2 ล้านบาทและรัฐต้องตระหนักว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็นการลงทุนสูงแต่การคืนทุนต้องใช้ระยะเวลานาน
  2. รัฐบาลจะต้องสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ใช้แรงงานฝีมือที่ชำนาญและเชี่ยวชาญและแรงงานที่มีฐานความรู้กระจายไปตามภูมิภาคเพื่อให้เกิดการจ้างงานในแต่ละภูมิภาคอย่างทั่วถึง และเพื่อเป็นฐานรายได้จากภาษีของรัฐสำหรับการใช้คืนเงินกู้ที่เกิดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
  3. รัฐต้องชะลอการสนับสนุนโครงการประชานิยมที่มีการคืนทุนต่ำ อย่าคิดง่ายๆเพียงว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดเศรษฐกิจชะงักงันเมื่อเกิดปัญหาการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ

สำหรับเศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2556 นั้น ถ้าหากค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไปมีความเป็นไปได้ว่าไทยอาจขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ คือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยหลายๆกลุ่มจะเสียไป ในขณะที่อุตสาหกรรมไทยอื่นๆยังไม่สามารถพัฒนาขึ้นทดแทนได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรต้องใส่ใจกับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆที่มีมูลค่าสูงขึ้นขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาบุคคลกรให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมฐานความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01367 photo-vr-resize-1000-handicraft-1 pr-600-400-king-8 pr-600-400-king-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1