แนวโน้มการปรับระเบียบโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่

Friday, January 4, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

แนวโน้มการปรับระเบียบโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่

ชะลอระบบทุนนิยมแบบประชานิยมแล้วปรับเปลี่ยนเป็นระบบเศรษฐกิจพอเพียงก่อนสายเกินแก้

ดัชนีการวัดการเจริญเติบโตและความร่ำรวยหรือยากจน

ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้นเป้าหมายคือการลดความยากจนและสร้างความร่ำรวยให้กับประชากรของชาติ ทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้บัญญัติดัชนีที่เรียกกันว่า GDP (Gross Domestic Products) หรือผลผลิตมวลรวมประชาชาติเป็นตัวชี้วัดความร่ำรวยหรือความยากจนของประเทศ ในขณะเดียวกันก็ใช้ค่าดัชนี GDP per Capita หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากรเป็นตัววัดสถานะทางเศรษฐกิจของประชากร อย่างไรก็ตามเนื่องจากความแตกต่างในเรื่องมาตรฐานการครองชีพในแต่ละประเทศ นักเศรษฐศาสตร์จึงได้กำหนดค่าดัชนีเพื่อให้สามารถชี้ชัดถึงมูลค่าที่แตกต่างกันของ GDP per capita ที่ผลิตได้ในประเทศหนึ่งเมื่อเทียบกับในอีกประเทศหนึ่งหรือเป็นการวัดมาตรฐานการครองชีพของประชากรในแต่ละประเทศได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้นคือ PPP per capita (Purchasing Power Parity)

จากการติดตามการพัฒนาประเทศโดยใช้เกณฑ์ GDP หรือการใช้ GDP per capita ในการวัดการเจริญเติบโตของแต่ละประเทศจะเห็นปัญหาหลักๆ คือ

1. การเกิดความไม่เท่าเทียมกันของประเทศต่างๆ การพัฒนามีแนวโน้มทำให้เกิดความแตกต่างกันมากขึ้นในเรื่องรายได้และโอกาสต่างๆ เช่นความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดกับกลุ่มคนที่จนมากที่สุด หรือเป็นแนวทางที่ทำให้การกระจายรายได้และการกระจายโอกาสไม่เท่าเทียมกัน (In-equality of wealth and opportunity distribution)

2. การมุ่งที่จะพัฒนาเกิดการเจริญเติบโตโดยใช้ GDP เป็นดัชนีในการวัดมาตรฐานส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของการใช้แรงงานในแต่ละกลุ่มย่อยเศรษฐกิจ (In-equality of labor-forced employment in each economic subsectors) ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาเศรษฐกิจฟองสบู่ (Bubble economy) เกิดความแตกต่างกันในอัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจย่อย เกิดอัตราเงินเฟ้อสูง เกิดการว่างงาน

3. การมุ่งพัฒนาเพื่อเพิ่มรายได้ของประชากร ทำให้เกิดความไม่สมดุลของชุมชนที่อยู่อาศัยและชุมชนอุตสาหกรรม ทำให้เกิดเมืองขนาดใหญ่ แออัดด้วยประชากร ส่งผลต่อปัญหาทางผังเมือง ปัญาอาชญากรรม ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาสาธารณะสุขสิ่งแวดล้อม

4. การพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมดุล ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของ GDP per capita ต่ำกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ ผลก็คือเมื่อถึงระดับหนึ่ง การพัฒนาที่ทำให้มีรายได้มากขึ้น (GDP per capita) กลับทำให้อำนาจการซื้อหดตัวลง (PPP per capita) : ซึ่งผู้เขียนขอใช้คำว่า “GDP Trap” แทนผลที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลนี้

ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆในโลกเป็นระยะๆ เช่นวิกฤตในกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ในสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทย อินโดนีเซีย เกาหลี หรือในกลุ่มประเทศยูโรโซน ดังนั้นจึงควรมีแนวทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดความไม่สมดุลจองการพัฒนา แนวทางดังกล่าวน่าจะเป็นแนวทางสายกลางที่มีลักษณะสมดุลของการกระจายรายได้ การกระจายกลุ่มประชากรในแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจย่อย หรือการกระจายเมืองเพื่อลดความแออัดในเรื่องที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งอาจใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการในการพัฒนา

ความพอเพียง

สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นความคิดความเข้าใจส่วนตน ผู้อ่านหรือเพื่อน FB อาจเห็นแตกต่างได้ สำหรับ เป้าประสงค์คือการตั้งกรอบแนวคิดการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตุ๊กตา เพราะโดยส่วนตัวเห็นว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางเดิมๆนั้นมีแต่จะเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคมโลกทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจบ่อยครั้งขึ้น เกิดปัญหาสังคมเชิงอาชญกรรมมากขึ้น ถ้าหากประเทศไทยไม่เปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดการพัฒนาก็อาจตกอยู่ในกับดัก “GDP Trap” คือมุ่งสร้างความร่ำรวยจนลืมคิดถึงความสุขของตนเองและสังคม

ทางพุทธปรัขญา:

ความสมดุลระหว่างความต้องการและความโลภ “มัชฌิมาปฏิปทา”

เป็นคำสอนทางพุทธศาสนา เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติด้วยวิถีการเดินสายกลาง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งในทางโลกนั้นบอกว่ามนุษย์ยังเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา คือ “ความอยาก หรือ ความต้องการ” และ “ความโลภ” ดังนั้นจึงต้องทำให้กระบวนการ ด้านความต้องการที่พอเหมาะกับ ความโลภ

ทางวิทยาศาสตร์:

ความสมดุลระหว่างแรงกระทำและแรงต้าน ความสมดุลอาจเกิดการแปลเปลี่ยนไปตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวและซึนามิครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น นักวิทยาศาสตร์ได้รายงานว่าแผ่นดินไหวดังกล่าวได้ย้ายตำแหน่งแกนโลกไป โดยประเมินไว้ระหว่าง 10 ถึง 25 เซนติเมตร ความแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการกระจายมวลโลกใหม่ เกิดการเคลื่อนย้ายแกนของโลก ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง  เช่น ความยาวของวันและความเอียงของโลก อัตราเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกเพิ่มขึ้น ทำให้วันหนึ่งสั้นลง 1.8 ไมโครวินาที เกิดเปลี่ยนแปลงโมเมนต์ความเฉื่อยของโลก ทำให้อัตราการหมุนของโลกเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

การเปลี่ยนแปลงสภาวะการณ์ทางกายภาพของโลก ทำให้สมดุลของโลกต้องปรับตัวใหม่ ส่งผลอย่างรุนแรงต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเกิดอุทกภัยใหญ่ทั่วโลก ไทย จีน ฯลฯ เกิดพายุร้ายรุนแรงที่สหรัฐอเมริกา เกิดผ่นดินไหวในระดับรุนแรงปานกลางบ่อยครั้งขึ้น และน่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติเมื่อสมดุลใหม่ของโลกได้ปรับตัวเรียบร้อยแล้ว

ทางเศรษฐศาสตร์

ความสมดุลอย่างใกล้เคียงกันในด้านการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการบริโภคระหว่างประชากรของโลก

การพัฒนาของประเทศต่างๆในโลกมุ่งเพื่อให้เกิดความร่ำรวยและความสุข (Wealth building and happiness) โดยมีดัชนีชี้วัดเป็น “ผลผลิตประชาชาติต่อหัวประชากร” หรือ “GDP per capita” ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ และจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ได้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆเชิงอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความแตกต่างเชิงความสามารถในการผลิต ทำให้สมดุลการผลิตของชาติต่างๆในโลกเปลี่ยนจากการผลิตภาคการเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการบริการ จนกระทั่งเกิดนวัตกรรมใหม่ด้านการเงินและตลาดทุนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสมดุลโลกทั้งเชิงกลุ่มเศรษฐกิจและสังคม เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการบริโภค ทำให้เป็นปัญหาสังคม

การพัฒนาอย่างพอเพียงมีเป้าประสงค์หลักให้ทุกๆคนอยู่ในสังคมได้ตามปรัชญา “กินดี อยู่ดี มีสุข” จึงสมควรนำหลักคิดทางพุทธศาสนา “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ “การเดินสายกลาง”  และหลักคิดเชิงวิทยาศาสตร์ว่าด้วย “ความสมดุล” หรือ “Dynamic Equilibrium” มาประยุกต์สำหรับเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้เกิดความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจโดยการแก่งแย่งทรัพยากรตามศักยภาพและความสามารถของแต่ละประเทศ ทำให้เกิดปัญหาความแตกต่างระหว่าง การกระจายรายได้ การรวมกลุ่มเป็นชุมชนเมือง  หรือลักษณะการใช้แรงงาน ซึ่งสร้างปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จึงควรนำหลักการดำรงชีวิตบนทางสายกลางตามหลักพระศาสนาและหลักการ “ความสมดุล” หรือ “Dynamic Equilibrium” มาประยุกต๋เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรของโลกอย่างสมดุลและเพื่อให้เศรษฐกิจเกิดการเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับนโยบายหรือแนวทางหลักๆที่จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงคงต้องพิจารณา “หลักแห่งความสมดุล” หรือ “Dynamic Equilibrium” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายรายได้และโอกาส การกระจายและลดความหนาแน่นของชุมชนทั้งอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย ตลอดจนการปรับโครงสร้างแรงงานของแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจย่อย ซึ่งเชื่อว่าประเด็นหลักๆดังกล่าวจะเป็นหลักในการหนุนให้เกิดระบบเศรษฐกิจพอเพียง

  1. สมดุลในการกระจายรายได้และโอกาส
  2. สมดุลในการกระจายชุมชนที่อยู่อาศัยและชุมชนอุตสาหกรรม
  3. สมดุลในการกระจายแรงงานในแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจย่อย

แนวโน้มการปรับระเบียบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

จากผลที่เกิดจากแนวทางการพัฒนาที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทั้งในประเด็นหลักๆดังนี้คือ

  1. ความไม่เท่าเทียมกันด้านการกระจายรายได้ อัตราส่วนคนรวยมากขึ้น ในขณะที่อัตราส่วนคนยากจนก็เพิ่มขึ้น
  2. ความไม่เท่าเทียมกันด้านการกระจายกลุ่มแรงงานในแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจย่อย เกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ซึ่งแนวโน้มจากกระบวนการการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนบุคคลกรเข้าสู่กลุ่มบริการมากขึ้น ทำให้เกิดแนวโน้มในการลดกำลังการผลิตด้านอุตสาหกรรม
  3. ความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องความหนาแน่นของที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน การพัฒนาทำให้มีแนวโน้มเกิดเมืองขนาดใหญ่ มีผู้คนรวมอยู่กันอย่างหนาแน่น ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น ปัญหาผังเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาด้านสาธารณสุข เป็นต้น

กรอบแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

ในเชิงรายละเอียดแล้ว การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศเป็นเหตุให้บริษัทต่างๆต้องพัฒนาสินค้าที่ดี ราคาถูก จึงเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา คือเกิดการว่างงาน และ/หรือย้ายงานจากประเภทหนึ่งไปสู่อีกประเภทหนึ่ง เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆที่ใช้ปริมาณแรงงานน้อยลงหรือใช้กระบวนการผลิตอัตโนมัติมากขึ้น แต่มีรายได้สูงขึ้น ในขณะที่คนรุ่นเก่าไม่มีศักยภาพเพียงพอ อุตสาหกรรมเดิมที่เคยโดดเด่นก็เกิดการถดถอย ไม่สามารถแข่งขันได้ ประกอบกับขาดความสนใจในการสร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าเชิงจิตใจมากขึ้น ทำให้ต้องย้ายฐานผลิต ทำให้คนจำนวนมากตกงาน

นอกจากนั้นอุตสาหกรรมใหม่ที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ก็ถูกโยงกับผลกำไรเพื่อประโยชน์ผู้บริหารระดับสูงกับผู้ถือหุ้นมากเกินไป ทำให้ไม่ยอมลงทุนผลิตเองแต่กลับไปจ้างต่างประเทศผลิต ทำให้ต้องไปสอนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ผลิต มิฉะนั้นจะไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ทำให้เกิดคู่แข่งขันที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีเร็วขึ้น ส่งผลให้ช่วงเวลากอบโกยผลประโยชน์สั้นลงอย่างรวดเร็ว

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้โอกาสที่จะเกิดแนวโน้มใหม่เพื่อสร้างสมดุลเชิงการผลิต เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว จึงเป็นไปได้ว่าอาจเกิดแนวโน้มการปรับระเบียบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

  1. แนวโน้มการสร้างดุลยภาพของกลุ่มเศรษฐกิจย่อยด้วยการย้ายฐานผลิตกลับไปยังประเทศที่เป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ยืดระยะเวลาการเป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยีก่อนที่ประเทศอื่นจะก้าวทัน สร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ออโตเมชั่น ลดต้นทุนด้วยจำนวนการผลิต แนวทางนี้เป็นเป้าหมายหนึ่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ Barack Obama ซึ่งประกาศจะนำอุตสาหกรรมภาคการผลิต (Manufacturing Industry) กลับมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อเพิ่มการจ้างงาน เพิ่มผลิตภาพ ขณะเดียวกันประธานบริหารของบริษัทแอพเปิ้ลได้ประกาศว่าจะถอนการผลิตสินค้า Apple จากจีนไปผลิตยังประเทศสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางนี้น่าจะเกิดผลดีในการทำให้การลอกเลียนเทคโนโลยีทำได้ยากขึ้น ทำให้ผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีสามารถขายผลิตภะณฑ์โดยมีคู่แข่งขันน้อยลง มีโอกาสคืนทุนที่ใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาได้สูงขึ้น
  2. แนวโน้มการสร้างดุลยภาพด้านแรงงานระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจย่อย (Economic subsectors; Agricultural, Industrial and service sectors) ลดมาตรการ out source ด้านบุคคลากรเพียงเพื่อลดต้นทุนแรงงาน แต่มีมาตรการปรับประสิทธิภาพการทำงานหรือมีระบบออโตเมชั่นช่วย จากการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการนวัตกรรมทั้งการผลิต การออกแบบ และการตลาด ทำให้เกิดการย้ายแรงงานเข้าสู่ภาคบริการมากขึ้น เช่น งานโปรแกรมเมอร์ งานออกแบบ งานด้านการแพทย์ พยาบาล งานบริการด้านกฏหมาย ในขณะเดียวกันก็มีแนวคิดในการ out source ด้านการผลิตซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีค่าแรงการผลิตต่ำ ทำให้เกิดการตกงานในประเทศผู้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างสัดส่วนแรงงานภาคการผลิตและภาตบริการมากขึ้นๆ
  3. แนวโน้มการส่งออกผู้สูงอายุ เป็นที่เข้าใจดีว่า จำนวนผู้สูงอายุมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปีๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีมาตรการสวัสดิการค่อนข้างสูงเพื่อดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล จึงค่อนข้างเป็นภาระต่องบประมาณ อีกเหตุผลหนึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีหรือขาดผลิตภาพแล้ว (Productivity) ดังนั้นแต่ละรัฐจำเป็นต้องมีมาตรการในการลดต้นทุนด้านสวัสดิการ ลดจำนวนบุคคลากรที่หมดศักยภาพทางการผลิตแล้ว มาตรการที่จะน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ การส่งออกไปยังประเทศที่มีค่าครองชีพไม่แพงมากนักอย่างเป็นระบบ มีบรรยากาศที่ดี มีผู้คนที่มีอัธยาศัย มีไมตรีจิต มีระบบสาธารณะสุขและบริการทางการแพทย์ที่สูงพอที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ได้ดี หรือถ้าจำเป็นอาจให้ความช่วยเหลือด้านการบริการทางการแพทย์บ้างก็สามารถดูแลปรับปรุงคุณภาพให้มีมาตรฐานเป็นอย่างดี

สรุป

การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางระบบทุนนิยมด้วยการ “เพิ่มรายได้” ที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากมายจนกลายเป็นปัญหาทั้งเศรษฐกิจและสังคม จึงน่าเชื่อว่าอาจเกิดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามวิถีทางใหม่ตามหลักปรัชญาของพุทธศาสนาคือการเดินสายกลางและผสมผสานกับหลักแห่งความสมดุลเชิงวิทยาศาสตร์คือ “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรให้กระจายอย่างสมดุล ซึ่งทำให้เชื่อว่าอาจมีแนวโน้มในการเกิดการจัดระเบียบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ตามวิถี “สมดุลใหม่ของการพัฒนา” หรือ “New Order of Economic Structure”

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-1 photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-3 pr-600-400-king-7

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1