การค้าระหว่างประเทศเดือนพฤศจิกายน 2555

Tuesday, January 1, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

การค้าระหว่างประเทศเดือนพฤศจิกายน 2555

ผลการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน 2555 มีมูลค่า 595,784 ล้านบาทสูงกว่าปีที่แล้วเดือนเดียวกันซึ่งส่งออกได้ 474,090 ล้านบาทประมาณ 25.7% การที่ส่งออกสูงกว่าปีที่ผ่านมามากเป็นเพราะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วเกิดน้ำท่วมใหญ่ โรงงานผลิตเพื่อการส่งออกไม่สามารถผลิตได้ ทำให้การส่งออกลดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจำนวนมาก สำหรับยอดการส่งออกรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 6,540,073 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2554 ซึ่งส่งออกได้ 6,385,863 ล้านบาท การส่งออกในช่วง 11 เดือนของปี 2555 จะมีสัดส่วนสูงกว่าปี 2554 ประมาณ 2.4%

สำหรับการนำเข้าของเดือนพฤศจิกายน 2555 มีมูลค่า 648,127 ล้านบาทสูงกว่าการนำเข้าของเดือนเดียวกันของปี 2554 ซึ่งนำเข้าประมาณ 552,512 ล้านบาทประมาณ 17.3% และยอดรวมการนำเข้าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 มีมูลค่าประมาณ 7,112,882 ล้านบาทสูงกว่าการนำเข้าในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งนำเข้ารวม 6,407,050 ล้านบาทประมาณ 11.0%

ผลจากการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน 2555 ต่ำกว่าการนำเข้า ทำให้เดือนพฤศจิกายน 2555 มีการขาดดุลการค้าเป็นจำนวน -52,343 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในรอบ 11 เดือนเป็นจำนวนเงินสูงถึง -572,809 ล้านบาท นับเป็นยอดขาดดุลการค้าของไทยสูงสุดเป็นประวัติการของการค้าระหว่างประเทศของไทย

สำหรับการพิจารณาการค้าต่างประเทศเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ผลปรากฏว่าเดือนพฤศจิกายน 2555 มีการส่งออกเป็นมูลค่า 19,556 ล้านเหรียญสูงกว่าเดือนเดียวกันของปี 2554 ซึ่งส่งออกได้เพียง 15,498 ล้านเหรียญประมาณ 20.8% และผลการส่งออกรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 มีมูลค่ารวม 211,781 ล้านเหรียญ น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2554 ซึ่งมียอดส่งออกรวม 212,266 ล้านเหรียญประมาณ 0.2%

ส่วนการนำเข้าในเดือนพฤศจิกายน 2555 มีมูลค่า 21,010 ล้านเหรียญสูงกว่าการนำเข้าของเดือนพฤศจิกายน 2554 ซึ่งนำเข้าเป็นเงิน 16,876 ล้านเหรียญประมาณ 24.5% ยอดรวมการนำเข้าตั้งแต่มกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 มีมูลค่า 227,667 ล้านเหรียญสูงกว่าการนำเข้าในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2554 ซึ่งนำเข้ารวม 209,370 ล้านเหรียญประมาณ 8.7%

ผลการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออกของเดือนพฤศจิกายน 2555 ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเป็นจำนวน -1,454 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ยอดการขาดดุลรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายนเป็นจำนวน -15,886 ล้านเหรียญซึ่งจะส่งผลให้เงินสำรองระหว่างประเทศที่เกิดจากการขาดดุลการค้าลดลง

ผลจากการส่งออกในช่วงสิบเดือนของปี 2555 ทำให้คาดว่าการส่งออกทั้งปีของไทยน่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 3.5 % ที่เป็นมูลค่าบาทไทย และคาดว่าจะมีมูลค่าการเติบโตประมาณ 1.0 % เมื่อคิดเป็นค่าเงินเหรียญสหรัฐ

ส่วนการขาดดุลการค้าของไทยในปี 2555 ซึ่งคาดว่าจะคิดเป็นมูลค่าประมระมาณ -590,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ของยอดการส่งออก หรือประมาณ 5.5% ของ GDP

ผลการขาดดุลเป็นจำนวนเงินที่สูงมากถึงประมาณ -17,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2555 จะทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดจำนวนลง แต่ยังไม่อยู่ในฐานะอันตรายมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลใจที่รัฐบาลจำเป็นต้องระมัดระวังจากประเด็นสำคัญๆดังนี้

  1. เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้สินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น
  2. ความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นลดลง ทำให้อัตราส่วนการนำเข้าต่อการส่งออกลดลง
  3. ความสามารถของกลุ่มอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์หลายๆประเภทที่มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเร็ว ทำให้มีการนำเข้าสูง เช่น โทรทัศน์รุ่นใหม่ LED TV, SMART TV, SMART PHONES หรือสินค้าประเภท SMART Multi-function Products เนื่องจากไทยขาดการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการลงทุน ทำให้สินค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตได้ง่ายและเร็ว ถ้าสถานะการณ์ในประเทศเกิดความเสี่ยงสูง

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นเป็นกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและกลุ่มยานยนต์ ซึ่งไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การผลักดันและพัฒนาอย่างชัดเจน

แนวทางในการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าเมื่อมองในระยะกลางและยาว รัฐบาลคงต้องเร่งส่วเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและการดีไซน์ ส่วนระยะสั้นนั้นคงต้องคอยดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป เพราะจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันเรื่องราคา

นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเร่งพิจารณาปัญหาการขาดดุลการค้าซึ่งมีมูลค่าสูงประมาณ 600,000 ล้านบาทในปี 2555

ยอดการขาดดุลการค้าของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 570,000 ล้านบาทหรือ ประมาณ 15,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 5-6% ของ GDP ในปี 2555 นับเป็นการขาดดุลเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ทำให้อดเป็นกังวลว่าอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมไทย ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย การเปลี่ยนแปลงและโยกย้ายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติก็ดี เพราะความไม่มั่นใจในการบริหารจัดการความเสี่ยงของรัฐบาลไทยและรัฐบาลท้องถิ่น จากการขาดแคลนแรงงานฝีมือเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือการขาดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมหลายๆกลุ่ม

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01364 pr-600-400-king-18 pr-600-400-king-7 dsc01366

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1