พลังจิตใต้สำนึก

Tuesday, January 1, 2013
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

พลังจิตใต้สำนึก

ผมเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกมานานตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่สหรัฐฯ (ช่วงปี 1970-1975) ได้มีโอกาสอ่านผลงานวิจัยของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาหลายๆท่าน ในเรื่องความสัมพันธ์ทางจิตกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวะเคมีในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งสรุปเป็นประเด็นว่า กระบวนการทางเคมีของร่างกายอาจปรับเปลี่ยนไปตามสภาพทางอารมณ์หรือทางจิต เช่น เมื่อเราออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะผลิตสาร “เอ็นโดฟิน” ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายมีความสุข เมื่อเราอยู่ในสภาวะตื่นเต้นร่างกายก็จะหลั่งสาร “อะดรีนะลีน” ออกมา ทำให้เกิดพละกำลังสามารถทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถทำได้ในสภาพปกติ หรือคนที่มีอารมย์โกรธ ร่ายกายก็จะผลิตสารอีกชนิดหนึ่งออกมา เรื่องที่พูดมานี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งก่อนหน้าที่วิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าถึงระดับที่สร้างเครื่องไม้เครื่องมือพิสูจน์โครงสร้างเหล่านั้นได้ในเวลารวดเร็ว ก็ไม่อาจทราบเหมือนกันว่าร่างกายผลิตสารประเภทใดขึ้นมาบ้าง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเราทุกคนคงได้เห็นหนังสือที่เกี่ยวกับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและที่แปลเป็นภาษาไทยจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีผู้เขียนเป็นชาวไทยด้วยจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความสนใจของผู้คนต่อเรื่องของจิตที่มีจำนวนมากขึ้นทุกที สำหรับผมเองต้องขอเรียนด้วยความสัตย์จริงว่า ผมไม่ทราบและไม่ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำสมาธิและจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก จึงไม่สามารถพูดอะไรได้

ผมเคยได้รับคำบอกจากคุณบุญเกียรติ โชควัฒนาเกี่ยวกับการทำสมาธิมานานพอสมควร และได้ยินคุณบุญเกียรติพูดบ่อยครั้งว่า ถ้าเราเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกแล้ว ซึ่งมีผู้ที่ศึกษาเรื่องจิตอย่างจริงจังได้บอกว่าเราอาจแบ่งจิตออกได้เป็นสองระดับ คือ จิตสำนึกซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 7% ขณะเดียวกันส่วนที่เป็นจิตใต้สำนึกก็จะมีสัดส่วนประมาณ 93% ดังนั้นถ้าเรารู้จักใช้จิตใต้สำนึกทำงานก็จะมีพลังในการทำงานได้เพิ่มขึ้นมากมาย

เมื่อประมาณ 2 เดือนมานี้ คุณบุญเกียรติได้ให้หนังสือผมมาหนึ่งเล่มเป็นหนังสือแปล ชื่อ

“พลังจิตใต้สำนึก” แปลโดย ทศยุทธ

The Power of Your Subconscious Mind, By Joseph Murphy, Ph.D., D.D. Revised by Ian McMahan, Ph.D.

ผมได้มาแล้วต้องรีบอ่านเพราะเกรงว่าถ้าพบกันอีกถ้าถูกถามว่าอ่านแล้วหรือยัง จะได้ตอบได้เต็มปากว่าอ่านแล้ว ซึ่งผมขอสรุปตามความเข้าใจของผมสั้นๆ เพื่อให้หลายๆท่านจะได้เข้าใจง่ายและถ้าสนใจจะได้ไปอ่านต่อดังนี้

ความคิดจะถูกชักนำไปสู่จิตใต้สำนึกด้วยการตอกย้ำความคิดดังกล่าวด้วยความศรัทธาและความเชื่อมั่น

คนเราทุกคนมีพลังหนุนที่น่าทึ่งและเป็นพลังที่มีแนวโน้มที่จะผลักดันและชักนำให้คนเราสามารถประสบกับความสำเร็จตามเป้าหมาย ผลักดันให้เกิดความสุข ความสงบในจิตใจ เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชีวิต พลังนี้เชื่อว่าเป็นพลังที่เกิดจากจิตใต้สำนึก ทั้งนี้เราต้องสำรวมอารมย์และจิตใจให้จดจ่อกับสิ่งที่ดีงามทั้งหลายที่เราอยากได้อยากเป็นซึ่งพลังจากจิตใต้สำนึกก็จะตอบสนองสิ่งที่สำรวมและจดจ่ออย่างสร้างสรร

จิตใจของคนมี 2 ระดับ คือ จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก จิตสำนึกคือจิตที่รับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และเป็นส่วนที่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้ด้วยเหตุและผล ส่วนจิตใต้สำนึกนั้นเป็นส่วนของจิตที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลทุกๆอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพูด อารมณ์ ความคิด และประสบการณ์แล้วสท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมที่ไม่รู้ตัว จิตใต้สำนึกเป็นส่วนที่อยู่เหนือเหตุผล ไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ชั่วด้วยเหตุผลอย่างที่จิตสำนึกทำได้ จิตใต้สำนึกจะรวบรวมอารมณ์ความคิดที่คุณคิดและปฏิบัติอยู่เสมอ แล้วเกิดการสร้างสรรค์เป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เป็นไปตามความคิดนั้นโดยไม่แยกแยะถึงสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร ดังนั้นถ้าคุณคิดแต่สิ่งที่ดีอย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะได้รับการสนองตอบแต่สิ่งที่ดีงามเสมอ แต่ถ้าคุณคิดแต่สิ่งไม่ดีไม่งาม ค วามไม่ดีงามนั้นก็จะสนองตอบคุณในที่สุด

จิตสำนึกเปรียบเสมือนคนนำร่อง จิตใต้สำนึกเสมือนคนทำหน้าที่ควบคุมห้องเครื่อง เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ คนที่ทำหน้าที่ควบคุมห้องเครื่องก็จะทำตามคำสั่งของคนนำร่อง โดยไม่รู้เลยว่าคนนำร่องจะพาไปในทิศทางใดมีหน้าที่เชื่อฟังเท่านั้นเอง

เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันของเราเกิดขึ้นเพราะจิตใต้สำนึกได้บันทึกความคิดทั้งหลายด้วยการตอกย้ำผ่านทางความเชื่อ จนกระทั่งก่อให้เกิดเป็นอุปนิสัยต่อกระบวนการคิดซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตในอนาคตของทุกๆคน ดังนั้นถ้าตัวคุณมีปัญหากับชีวิต สิ่งที่ควรปฏิบัติหรือแก้ไขคือ ปรับตัวเองด้วยการคิดแต่สิ่งดีๆด้วยความเชื่อมั่นเพื่อให้จิตสำนึกส่งผ่านไปยังจิตใต้สำนึกเพื่อให้พลังอำนาจที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกสร้างสรรค์แต่สิ่งดีงามที่คุณต้องการแทนที่ หรืออาจพูดได้ว่าเรากำลังใช้ความคิดที่เราเชื่อส่งผ่านข้อมูลจากจิตสำนึกสู่จิตใต้สำนึกให้สร้างสรรค์ในสิ่งที่เราอยากคิดอยากทำออกมา เช่นถ้าเรากลัวการพูดในที่สาธารณะ เราต้องหมั่นบอกตัวเองว่าเราไม่กลัวเพราะถ้าคนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ หรือถ้าเราคิดว่าถ้าทำแล้วผิดเราก็ต้องคิดว่าอย่าทำเพราะทำแล้วผิด จนเกิดเป็นอุปนิสัย ในที่สุดเราก็จะหลุดพ้นจากสิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อการดำเนินชีวตของเราจากความเข้าใจพื้นฐานเบื้องต้นดังกล่าว เราจึงได้เห็นคนทั่วไปพยายามบอกกันต่อๆมาว่า ให้พยายามคิดบวก คิดแต่สิ่งที่ดี คิดแต่สิ่งที่จะทำว่าต้องประสบผลสำเร็จ ไม่คิดเบื่อหน่ายว่าต้องทำโน่นทำนี่ แต่ตรงกันข้ามให้เกิดความรู้สึกอยากทำ ทำอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อได้ทำแล้วก็มีความสุข สนุกสนาน อยากทำต่อไปเรื่อยๆ  เหล่านี้เป็นต้น เพราะว่ามีความเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะถูกส่งไปบันทึกในจิตใต้สำนึก เมื่อถึงเวลาพลังจิตใต้สำนึกก็จะผลักดันให้การกระทำนั้นๆประสบผล หรือสนุกสนานกับการกระทำ หรือทำอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย หรือมีจิตสมาธิในการคิด การทำจนประสบผลสำเร็จ และจากความเชื่อที่ว่าจิตใต้สำนึกมีสัดส่วนถึง 93% จึงทำให้เกิดพลังเสริมในการกระทำเพิ่มอีกมากมาย

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้เกิดความคิดที่จะหาสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายพอจะเปรียบเทียบกับการทำงานระหว่างสิ่งที่สามารถยกเป็นตัวอย่างกับการทำงานของจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ต้องขอเรียนทุกๆท่านว่าผมไม่มีความรู้ในเรื่องจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกมากมาย เพียงแต่อ่านจากหนังสือเล่มนี้และอีกหลายๆเล่ม ก็เกิดความคิดเสริมด้วยความพยายามเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในหลักการเป็นทุนเดิมอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่เคยคิดหรือปฏิบัติด้วยจิตทีผูกกับความเข้าใจในเรื่องจิตสำนึกและจิตใตสำนึกแต่อย่างใด เพียงแต่เชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างที่ได้ปฏิบัติมายาวนานอาจมีความสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องจิตใต้สำนึกก็ได้ จึงอยากบอกว่าขอให้คิดว่าเป็นความคิดเห็นอีกมุมมองหนึ่งของผู้ที่มีความคิดอยู่ไม่สุขก็แล้วกันนะครับ นอกจากนั้นก็พยายามที่จะหาตัวอย่างที่น่าเชื่อว่าพฤติกรรมอาจเกิดจากจิตใต้สำนึกบางตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟังครับ

ประเด็นแรกอยากเปรียบเทียบระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจถึงจิตสำนึกและจิตใตสำนึก คนมีประสาทสัมผัสทั้ง 5 สามารถที่จะวิเคราะห์สิ่งที่สัมผัสได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เลว สิ่งที่เป็นความสุข สิ่งที่เป็นความทุกข์ สามารถวิเคราะห์ได้ถึงเหตุและผลและสิ่งที่อาจเป็นผลตามมาจากการกระทำใดๆได้ คนสามารถเลือกและควบคุมตนให้ทำเฉพาะแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ทำให้มีความสุข สิ่งที่จะส่งผลดีตามมา สามารถที่จะเลือกไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่จะส่งผลร้ายหรือทำให้เกิดความทุกข์ได้ ส่วนคอมพิวเตอร์นั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ที่จะคอยรับหรือบันทึกในสิ่งที่คนใส่เข้าไป และจะสนองตอบเฉพาะส่วนที่คนสั่งและทำได้ในกรอบที่มีฐานข้อมูลบรรจุอยู่ ไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ ทำนองเดียวกันกับจิตสำนึกซึ่งสามารถรับรู้ได้ถึงสัมผัสทั้ง 5 สามารถวิเคราะห์ได้ถึงสิ่งดีสิ่งเลว สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขหรือทำให้เกิดความทุกข์ และจะส่งผ่านไปยังจิตใต้สำนึกซึ่งไม่สามารถแยกแยะความดีความเลว ความสุขความทุกข์ได้ แต่จะตอบสนองออกในรูปอุปนิสัยตามฐานข้อมูลที่ส่งผ่านจิตสำนึกไป

ประเด็นสองที่อยากเปรียบเทียบคือสมรรถนะการทำงานระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์กับพลังที่เกิดจาจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก เมื่อคนเราใส่ฐานข้อมูลเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งจะสะสมไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อคนสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน คอมพิวเตอร์จะทำได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่คนอาจต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว จะเปรียบได้กับพลังจากจิตใต้สำนึก ซึ่งถ้าได้รับการฝึกฝนแล้วจะมีสมรรถนะมากมายกว่าที่คิดมาก อย่างน้อยที่สุดอาจพูดได้ว่า ถ้าใช้พลังจิตสำนึกให้เป็นประโยชน์ คนๆหนึ่งอาจมีพลังสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างน้อย 13 เท่าของคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องจิตใต้สำนึกเลย

สองประเด็นแรกที่เขียนนั้นเป็นสมมุติฐานเปรียบเทียบกับเองหลายๆท่านอาจคัดค้านก็คงไม่มีปัญหาครับ แต่ก็อยากให้เก็บไว้เป็นฐานข้อมูลก้ได้ เพราะโดยส่วนตัวเริ่มเกิดความเชื่อในพลังจิตใต้สำนึกพอสมควร และเชื่อว่าที่ผ่านมาผมเองก็คงได้ใช้ประโยชน์ของพลังจิตใต้สำนึกเป็นระยะๆพอสมควร เพียงแต่ไม่เข้าใจว่านั่นคือพลังจิตใต้สำนึก

ที่อยากเขียนเพิ่มเติมก็คือพฤติกรรมของบุคคลที่ผมได้ผ่านการสังเกตมาว่า น่าจะเกิดจากความเชื่อและผ่านการฝึกฝนในเรื่องความคิดดีๆที่ถูกส่งผ่านจากจิตสำนึกไปยังจิตใต้สำนึก ทำให้เกิดพลังอย่างมากมาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ผมได้มีโอกาสรู้จักบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเมื่อไม่นานมามีอุปนิสัยการทำงานคล้ายกับคนทั่วๆไป นับแต่บุคคลผู้นี้ได้ผ่านการทำสมาธิ การฝึกจิต และศึกษาเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ปรากฏว่าเขามีอุปนิสัยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับวันก็ทำแต่งาน ทำอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ซึ่งบุคคลที่ว่านี้เป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อในพลังของจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ทำให้คิดว่า การทำงานเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่อที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์รวม และพยายามคิดแต่สิ่งที่ดีๆ จริงอยู่จากการสังเกตอาจมีอารมณ์บ้างซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งพฤติกรรมที่สังเกตเห็นดังกล่าว ผมเชื่อว่าน่าจะมาจากที่ได้สะสมสิ่งที่คิดกลายเป็นพลังจิตใต้สำนึกของบุคคลผู้นั้น ทำให้มุ่งมั่นทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

อีกกรณีหนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนผู้หนึ่งต้องการที่จะเข้าเรียนในสาขาวิชารัฐศาสตร์ แต่ถูกผู้ปกครองแนะนำให้เรียนนิติศาสตร์ ปรากฏว่าเด็กผู้นั้นเกิดความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกผู้ปกครองบังคับ จึงเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ปรากฏว่าเกิดสอบตกหนึ่งวิชา อาจทำให้รู้สึกน้อยหน้าเพื่อนจึงหันกลับมาสนใจเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจ เชื่อว่าน่าจะมีเป้าหมายว่าไม่ควรแพ้เพื่อนๆที่เรียนด้วยกันมา ทำให้เด็กนักศึกษาผู้นั้นทำคะแนนได้ดีในเวลาต่อมา จนทำให้ตนเองเกิดความรู้สึกเสียดายว่า ถ้าไม่ตกในวิชาต้นๆนั้นตนเองก็น่าจะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ซึ่งหลังจากเรียนต่อในระดับสูงขึ้นก็สามารถทำคะแนนได้ดี แม้กระทั่งทำงานก็ขยันขันแข็ง ทำให้เชื่อว่านักศึกษาผู้นั้นได้กลับตัวปรับความคิดเดิมๆ คิดแต่สิ่งที่ตนเองจำทำ ก็ต้องทำได้ดีเสมอมา เสมือนกับการย้ำคิดผ่านจิตสำนึกเข้าสู่จิตใต้สำนึก เกิดเป็นพลังขับดันให้การเรียนและการทำงานประสบที่น่าพอใจในเวลาต่อมา

นอกจากนั้นได้มีโอกาสเห็นหลายๆคนที่มีจิตใจที่ดี มีความโอบอ้อมอารีย์ เชื่อว่าน่าจะมีส่วนที่เกิดจากพลังจิตใต้สำนึก นึกถึงคนที่ประสบผลสำเร็จ คนเหล่านี้มีพลังเหลือล้น ทำงานอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทำให้เชื่อว่าน่าจะเกิดจากพลังจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกที่มีอยู่ในตัวบุคคลนั้นๆ

ปัจจุบันได้มีการศึกษาเกี่ยวกับพลังจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกกันเป็นจำนวนมาก ได้มีการยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดจากจิตสำนึกที่คิดในสิ่งที่ดีซึ่งจะเสริมให้เกิดพลังจิตใตสำนึกในการผลักดันให้เกิดการทำที่สำเร็จได้ บางตัวอย่างอันเป็นสิ่งที่ยากจะเชื่อได้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บอกถึงพฤติกรรมหลายๆอย่างของมนุษย์มีความสัมพันธ์กับกระบวนการทำงานด้านชีวะเคมีของร่างกาย ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าการที่จิตสำนึกคิดแต่สิ่งที่ดีๆ อาจสนับสนุนให้กระบวนการทำงานด้านชีวะเคมีของร่างกายผลิตสารเคมีบางอย่างที่เป็นพลังผลักดันให้เกิดความคิด เกิดพลังการทำงานให้เข้าสู่เป้าหมายของความสำเร็จก็ได้

ดังนั้นจึงอยากนำเสนอทุกๆท่านให้ “คิดแต่สิ่งดีดี ทำแต่สิ่งดีดี พูดแต่สิ่งดีดี เขียนแต่สิ่งดีดี” อยู่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยตอกย้ำผ่านจิตสำนึกสู่จิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นไปได้ในที่สุดว่า จิตใต้สำนึกจะเป็นส่วนเสริมพลังให้กระบวนการทางสรีระวิทยาของร่างกายผลิตสารชีวะเคมี ซึ่งอาจเป็นสารที่คอยควบคุมหรือกระตุ้นทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ให้เกิดแต่ “ความคิดดีดี การกระทำดีดี การพูดดีดี และการเขียนดีดี” ให้กับเราซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างประสบความสำเร็จรวมทั้งสังคมที่จะมีแต่ความสุข

ข้อเขียนข้างต้นนั้นเกิดขึ้นจากความคิดความพยายามที่จะอธิบายศักยภาพของพลังจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก กับระบบที่มีลักษณะการทำงานของสรีระของคนเราที่อาจใกล้เคียงกันมากที่สุด คิดว่าตัวอย่างความสำเร็จต่างๆที่เกิดจากพลังจิตใต้สำนึกนั้นคงต้องมีคนพยายามศึกษาต่อไป

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-18 pr-600-400-king-11 pr-600-400-king-9

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1