เศรษฐกิจพอเพียง

Wednesday, December 5, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

เศรษฐกิจพอเพียง

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัชเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงแก่ปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนามีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น การพัฒนาจากระบบที่เป็นภาคเกษตรเป็นหลัก มาเป็นภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก และเปลี่ยนเป็นภาคบริการ ภาคการเงิน และภาคตลาดทุน ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงการย้ายฐานเงินทุนได้รวดเร็วในรูปการอาศัยแรงงานบุคคลอื่น ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจแบบปกป้องให้เป็นระบบเสรี ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีและประยุกต์ให้เกิดความสดวกสบายของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็พยายามปกป้องในสิ่งที่ตนเองได้เปรียบด้วยการสร้างกฏเกณฑ์ใหม่และบีบให้อีกฝ่ายหนึ่งผ่อนคลายกฏกติกาที่ตนเองเสียเปรียบ

เพราะทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ฝรั่งสอนในมหาวิทยาลัย และเพราะวิธีคิดของนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มที่พยายามมองวิชาเศรษฐศาสตร์ให้เป็นวิชาแนววิทยาศาสตร์ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ ทำให้เกิดวิชาเศรษฐมิติ (Econometrics) ซึ่งใช้รากฐานวิชาพีชคณิตเพื่อการคำนวนหรือพยากรณ์ค่าดัชนีต่างๆทางเศรษฐกิจ วิชาเศรษฐศาสตร์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตามความเจริญของเศรษฐกิจของประเทศ แต่เนื่องจากความเจริญของแต่ละประเทศไม่เท่าเทียมกันแตกต่างกันมากบ้าง น้อยบ้าง การวางยุทธศาสตร์การพัฒนาของแต่ละประเทศจึงควรแตกต่างกันตามสถานการณ์และพื้นฐานสำคัญทั้งด้านศักยภาพของบุคคลและความเจริญของเทคโนโลยี แต่กลับปรากฏว่านักวางแผนยุทธศาสตร์ยุคหลังซึ่งอาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจน้อยหรืออาจไม่สนใจประวัติศาสตร์เศรษฐกิจกลับวางแนวทางการพัฒนาในลักษณะคล้ายๆกันหรือเลียนแบบกัน ยุทธศาสตร์มีลักษณะการกู้เงินเพื่อการใช้จ่ายเกินตัว เพื่อการลงทุนที่ขาดการวิเคราะห์ผลตอบแทนอย่างเข้มข้นทำให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ส่งผลไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ จึงเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้น เช่น วิกฤตในปลายทศวรรษ 1990 ในลาตินอเมริกา วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 1996 ในประเทศไทย วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2007 ในสหรัฐอเมริกา และวิกฤตการเงินปี 2011 ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก ประเทศเหล่านี้ต่างมีหนี้สินล้นพ้นตัว ผลก็คือทำให้เกิดการพัฒนาแบบไม่สมดุล เกิดการเจริญเติบโตที่ไม่มั่นคงและยั่งยืนไปทั่วโลก เศรษฐกิจของโลกจึงต้องประสบกับความผันผวนเป็นระยะๆ และเป็นวิกฤตที่มีความถึ่สูงขึ้น จนต้องใช้วิธีการให้ประเทศที่มีเครดิตดีพิมพ์เงินขึ้นมาเพื่อปล่อยให้ประเทศที่มีปัญหากู้ ซึ่งเป็นการผ่อนปรนปัญหาชั่วคราวแต่ผงก็กลับทำให้หนี้เพิ่มสูงขึ้น หรืออาจต้องใช้วิธีให้ประเทศที่มีฐานะการเงินมั่นคงและเป็นเจ้าหนี้ผ่อนปรนด้วยการลดหนี้ เช่นที่เกิดขึ้นที่ กรีซ เป็นต้น

เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนเพราะการพัฒนาที่ไม่สมดุลระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจย่อยต่างๆ

ธนาคารโลกยอมรับการใช้ค่าดัชนี GDP per cap เป็นมาตรฐานในการวัดความเจริญเติบโตของประเทศและฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน (wealth building) และต่อมาได้ยอมรับ PPP per cap (purchasing power per cap) เป็นค่าใหม่เพื่อเปรียบเทียบรายได้และกำลังการซื้อของประชากรในแต่ละประเทศ       จากการปรับโครงสร้างกลุ่มเศรษฐกิจย่อยใหม่ และโดยการพัฒนากลุ่มเศรษฐกิจย่อยใหม่ และหรือโดยการโยกย้ายฐานผลิตกลุ่มเศรษฐกิจย่อย ทำให้เกิดความเข้มข้นของกลุ่มเศรษฐกิจย่อยในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายแรงงานการผลิต หลายๆพื้นที่เกิดการผลิตเกินกว่าความสามารถในการบริโภคทำให้ต้องการส่งออก  ในขณะที่หลายพื้นที่ไม่สามารถผลิตได้หรือไม่ต้องการผลิต ทำให้ต้องนำเข้า จึงเกิดเป็นการค้าระหว่างประเทศขึ้น หลายๆพื้นที่เกิดการว่างงาน หลายพื้นที่กลับจนลง

ธนาคารโลกแบ่งระดับความร่ำรวยและความยากจนของประเทศและประชากรด้วยดัชนีเศรษฐกิจ gdp per capita

ผลการพัฒนาแบบไม่สมดุล ทำให้เกิดปัญหากับประเทศต่างๆจำนวนมาก สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่ผู้นำโลกต่างวิตกคือ

  1. เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประชากรมากขึ้น มีช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยคนจนมากขึ้น สำหรับประเทศที่มี GDP สูงเกินระดับหนึ่งจะเกิดปัญหา GDP Trap คือ ค่า PPP จะมีมูลค่าต่ำกว่าค่า GDP ซึ่งหมายความว่าอำนาจซื้อหดหายไป

ช่องว่างการกระจายรายได้ของกลุ่มประเทศที่รวยที่สุดและที่จนที่สุดเมื่อปี 1980

ช่องว่างการกระจายรายได้ของกลุ่มประเทศที่รวยที่สุดและที่จนที่สุดเมื่อปี 2011

แผนภูมิแสดงถึง GDP Trap เมื่อค่า GDP/cap สูงเกินระดับหนึ่ง ค่าเงินจริง PPP/cap หรือกำลังซื้อจะลดถอยลง หรือน้อยกว่าค่า GDP/cap

2.  เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานระหว่างกลุ่มย่อยทางเศรษฐกิจ กลุ่มเกษตรกรจะลดลง กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มบริการจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันความสามารถในการหารายได้โดยเฉลี่ยจะเพิ่มสูงขึ้นจากกลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มธุรกิจบริการโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานด้านการเงินและตลาดทุน

เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานของประเทศพัฒนาในแต่ละภาคเศรษฐกิจย่อยระหว่างปี 1997 vs 2010

เปรียบเทียบโครงสร้างแรงงานของประเทศกำลังพัฒนาในแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจย่อยระหว่างปี 1997 vs 2010เกิดการพัฒนาเป็นชุมชนเมือง เกิดการรวมตัวของประชากร ทำให้เกิดความหนาแน่นของกลุ่มผู้อยู่อาศัย ผลที่อาจตามมาก็คือปัญหาสังคม

3.   เกิดการพัฒนาเป็นชุมชนเมือง เกิดการรวมตัวของประชากร ทำให้เกิดความหนาแน่นของกลุ่มผู้อยู่อาศัย ผลที่อาจตามมาก็คือปัญหาสังคม

เปรียบเทียบสัดส่วนรายได้ GDP/cap vs สัดส่วนประชากรในชุมชนเมือง ในปี 1980, 1990 และ 2010

ประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีรูปแบบการพัฒนาคล้ายๆกับที่กล่าวข้างต้น มีการวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเงิน ปล่อยให้ระบบการเงินไหลเข้าออกค่อนข้างเสรี แต่ขาดระบบการควบคุมที่ดี และการพัฒนาอย่างสมดุล ทำให้ขาดดุลงบประมาณ ขาดดุลการค้า ดุลบัญชีเดิสะพัดสูงอย่างต่อเนื่อง มีหนี้ต่างประเทศจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นหนี้ภาคเอกชน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ภาคเอกชนไม่สามารถชำระเงินต้นคืน ในปีพ.ศ. 2540 รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี พล อ. ชวลิต ยงใจยุทธ จึงได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ผลต่อมาทำให้ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ขาดเงินตราต่างประเทศ ทำให้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของ IMF ยิ่งเมื่อรัฐบาลสั่งปิดสถาบันการเงิน ทำให้เศรษฐกิจแทบล่มสลาย ทั้งนี้เพราะประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายตามแนวเศรษฐกิจเสรีมากเกินไป โดยไม่พิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่พิจารณาถึงความพร้อมของบุคคลากรอีกทั้งยังขาดการควบคุมที่ดีด้วยวิถีทางภายใต้ระบบอุปถัมภ์

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัชเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน แต่ด้วยความไม่เข้าใจใน “Sufficiency Economy Concept” ทำให้ผู้นำทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจจำนวนมากตีความหมายไปในลักษณะการพัฒนาเศรษฐกิจแบบครอบครัว ผลทำให้ขาดความกระตือรือล้นในการที่จะปฏิบัติตามแนวคิดของพระองค์

พระผู้พระราชทานแนวคิดระบบเศรษฐกิจพอเพียงแด่ปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 หลังไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง

โลกปัจจุบันได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ระบบเศรษฐกิจเสรี กลับส่งเสริมให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย เช่น

1. ทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องรายได้และสังคม เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากขึ้น

2. เกิดความไม่สมดุลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกลุ่มเศรษฐกิจย่อยระหว่างกลุ่มเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มบริการโดยเฉพาะภาคการเงินและตลาดทุน

3. ทำให้เกิดความเข้มข้นของชุมชนเมือง ขาดการกระจายตัวอย่างสมดุล ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมรุนแรงมากขึ้นทุกทีๆ

4. ส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกไปในทางโลภแบบไม่สิ้นสุดมากขึ้นๆ

แนวทางการพัฒนาประเทศคงต้องมีแนวทางการพัฒนาใหม่ที่สามารถสร้างความสมดุลขึ้นทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระอัจฉริยะได้ทรงเคยเสนอไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” หรือ “Sufficiency Economy” ให้เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศไทยเพื่อให้สามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงนับได้ว่าแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาเพื่อให้เกิดดุลภาพในทุกๆส่วนของภาคเศรษฐกิจ ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ และให้มีกระบวนการสร้างจิตสำนึกให้ทุกๆคนอยู่อย่างพอเพียง ไม่ทำทุกอย่างเกินตัว ไม่ก่อให้เกิดหนี้สินล้นพ้นตัว

ประเทศไทยกับการพัมนาด้วยทางเลือกระบบเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นทฤษฎีใหม่ นับเป็นความท้าทายสำหรับนักวางแผนยุทธศาสตร์ทางเศรฐกิจ เพราะต้องคำนึงถึงการกระจายตัวของปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆอย่างสมดุล เช่น

  1. ยุทธศาสตร์การกระจายรายได้เพื่อลดช่องว่างระหว่างความร่ำรวยและยากจน
  2. ยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุลของระบบกลุ่มเศรษฐกิจย่อย 3 กลุ่มเพื่อการแบ่งปันรายได้และแรงงานอย่างสมดุลเพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันของสังคม
  3. ยุทธศาสตร์การสร้างและกระจายระบบชุมชนให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้สามารถจัดระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ผู้เยาว์ ผู้ด้อยโอกาส และเพื่อลดปัญหาสังคม
  4. ยุทธศาสตร์การสร้างจิตสำนึกให้มีความต้องการความเป็นอยู่ให้พอเพียงกับอัตภาพ มีกิน มีอยู่ และมีสุข อย่างพอเพียง

ยุทธศาสตร์ที่เป็นแนวทางข้างต้นน่าจะเป็นการพัฒนาที่เกิดความสมดุลในทุกๆส่วนของภาคเศรษฐกิจซึ่งเป็นภาคการผลิต ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดดุลภาพระหว่างการผลิตและการบริโภค

ที่เขียนมาเพื่อย้ำความทรงจำของคนไทยทั้งหลายให้เห็น “พระอัจฉริยะ” ขององค์พระมหากษัตริย์ของไทย ที่ยากจะหาผู้ใดเทียมทาน

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-2 pr-600-400-king-7 pr-600-400-king-13 dsc01367

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1