การรับจำนำข้าว

Sunday, October 14, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

จำนำข้าว

นายกรัฐมนตรียืนยัยโครงการรับจำนำข้าวให้ผลดีกับทั้งเกษตรกรและภาพรวมเชิงเศรษฐกิจของประเทศ

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2555

เสียงวิจารณ์

หลายวันก่อนได้อ่านข่าวการสัมภาษณ์ของ ดร.วีระพงษ์ รามังกูร หรือ ดร.โกร่ง กูรูด้านเศรษฐกิจคนหนึ่งของไทยจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุระกิจ พูดถึงโครงการการรับจำนำข้าวของรัฐบาลโดยสรุป ดร.โกร่ง ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำด้วยเหตุผล 2 ประการคือ หนึ่งใช้วงเงินงบประมาณสูงเกินไปซึ่งน่าจะหมายถึงอาจส่งผลต่อปัญหาหนี้สาธารณะหรือระบบเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต สองไม่สามารถปราบปรามทุจริตที่เกิดจากการรับจำนำได้และที่สำคัญคือ ดร.โกร่งบอกว่า รัฐบาลจะพังเพราะการทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าวพร้อมแนะนำให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำเสียเลย

คำสัมภาษณ์ของ ดร.โกร่ง มีผลให้คนจำนวนมากเชื่อถือ เพราะ ดร.โกร่ง ได้รับความเชื่อถือจากบรรดานักวิชาการ นักธุรกิจ และบุคคลทั่วไปว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความสามารถคนหนึ่งของประเทศ นอกจากนั้น ดร.โกร่ง ยังอยู่ในฐานะที่ปรึกษาของรัฐบาล ทั้งยังเป็นประธานกรรมการแบงค์ชาติ ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลไม่สามารถหักล้างด้วยเหตุด้วยผลหรือด้วยข้อเท็จจริงแล้ว อาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องยกเลิกการรับจำนำข้าวก็ได้ และอาจต้องใช้นโยบายประกันราคาแทน เพราะทั้งฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการ และอาจรวมถึงองค์กรอิสระบางองค์กร ต่างสนับสนุนโครงการประกันราคาอยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็แพ้ในเกมส์การเมืองอีกเช่นเคย

อภิสิทธิ เวชชาชีวะ สนับสนุนโครงการประกันราคาข้าวอยากให้รัฐบาลยกเลิกการรับจำนำ

ดังนั้นผมใคร่เสนอ พณฯ ท่านนายกฯ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนโดยแสดงถึงผลที่เกิดจากการรับจำนำและการประกันราคาในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยด่วน (ตั้งแต่ครั้งพรรคไทยรักไทย 2547) นอกจากนั้นยังคงต้องอธิบายเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนและนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า การรับจำนำข้าวดีกว่าการประกันราคา และแสดงให้เห็นว่าโครงการรับจำนำจะไม่สร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดินหรือส่งผลเสียต่อหนี้สาธารณะของประเทศ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยการตอกย้ำด้วยผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น อันแสดงถึงอำนาจการจับจ่ายของประชาชนที่สูงขึ้น เพราะผมเชื่อว่าการให้สอบถามความพึงพอใจของเกษตรกรนั้นไม่เพียงพอต่อการยืนยันว่าโครงการรับจำนำนั้นดีกว่าโครงการประกันราคาข้าว

ดร.โกร่ง การรับจำนำต้องใช้เงินจำนวนมากและไม่สามารถปราบการทุจริตได้ควรยกเลิกเพราะอาจเป็นปัญหาต่อระบบการเงินของประเทศในระยะยาว

ผู้รับประโยชน์จากโครงการ

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าแนวคิดหลักของโครงการรับจำนำข้าวหรือโครงการประกันราคา คือการให้โอกาสแก่เกษตรกรไทยในการมีรายได้เพิ่ม แนวทางหลักสองแนวทางคือ แนวทางการรับจำนำและแนวทางประกันราคานั้นเป็นแนวทางที่ฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบายเป็นผู้เลือก ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งมีฐานทางการเมืองจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนเลือกที่จะใช้วิธีการรับจำนำ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะใช้วิธีการประกันราคา ส่วนวิธีใดจะดีกว่ากันนั้นน่าจะพิจารณาเป็นสองประเด็นคือ

  1. ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มเกษตรกรหรือชาวนาว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการใดมากกว่ากัน ซึ่งก็จะส่งผลสท้อนจากการเลือกตั้งเองว่าสนใจในนโยบายของพรรคใด
  2. กลุ่มประชาชนทั่วไป เป็นกลุ่มที่อาจได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ทางอ้อม ว่าโครงการใดจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าโครงการส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะส่งผลสท้อนกลับในรูปของภาษีที่รัฐบาลจะเก็บได้มากขึ้น แต่ถ้าโครงการไม่สนองต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ทำให้ประเทศถูกลดความน่าเชื่อถือลง อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐอาจต้องสูงขึ้น จริงอยู่วิธีคิดนี้อาจซับซ้อนเกินกว่าที่หลายๆคนจะรับรู้ได้โดยตรง เพราะมีปัจจัยอื่นเป็นองค์ประกอบอยู่ แต่ก็มีหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนพอสมควรว่าในยามที่ประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในยุคต้นทศวรรษปี 2540-41 ซึ่งภาคอุตสาหกรรมอื่นๆประสบปัญหาอย่างรุนแรง แต่ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรซึ่งได้รับอนิสงค์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศ ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากความทุกข์ยากที่เกิดจากกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนทั่วไป

แต่ถ้าทั้งสองแนวทางต่างก็สร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจก็คงต้องหาแนวทางอื่นที่ดีกว่ามาช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร เราคงไม่สามารถปล่อยให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในระบบเศรษฐกิจทุนเสรีได้ ในขณะเดียวกันเราก็คงไม่สามารถทำให้โครงการนี้ส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมได้ แต่เนื่องจากช่วงนี้อาจไม่มีข้อเสนอใดๆทั้งจากนักวิชาการและบุคคลากรเชิงนโยบาย ความจำเป็นที่จะต้องช่วยกลุ่มเกษตรกรยังต้องทำต่อไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง คงไม่ปล่อยให้ เกษตรกรของชาติที่ส่วนใหญ่ยังยากจนและต้องประกอบอาชีพที่จัดว่ามีรายได้ต่ำสุดหรือเกือบต่ำสุด แม้จะเป็นกลุ่มอาชีพที่คนทั่วไปยกย่องว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ถูกปล่อยให้อยู่กับความยากจนและแร้นแค้น ถ้าหากจะประกอบอาชีพเสริมอื่นก็ทำได้ในฐานะแรงงานขั้นต่ำหรือแรงงานรับจ้างทำสวนทำงานบ้านเท่านั้นเอง นี่แหละครับกระดูกสันหลังของประเทศไทย เราจะไม่ให้โอกาสเขาบ้างเลยหรือ

ผลกระทบจากปัญหาคอรัปชั่น

ตามที่มีการพูดถึงกันในหมู่นักวิชาการ นักวิจัย และพ่อค้าคือ คอรัปชั่น ซึ่งสำหรับผมเห็นว่าทั้งสองโครงการต่างก็เกิดคอรัปชั่นได้ทั้งนั้น แต่อาจมีความแตกต่างกันบ้างคือ

  1. โครงการรับจำนำนั้นมีขั้นตอนแรกตั้งแต่การรับจำนำซึ่งต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกร ข้าราชการและเจ้าที่ธกส.และเจ้าของโรงสี ดังนั้นจึงสามารถเกิดการทุจริตได้แล้วในขั้นตอนนี้ขั้นตอนที่สองเป็นขั้นตอนการเก็บรักษาขั้นตอนนี้อาจเกิดการทุจริตจากเจ้าของโรงสีนำข้าวออกไปขายเพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับตนเอง ทั้งนี้อาจทำเองโดยลำพังหรืออาจมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาข้าวสมรู้ร่วมคิดและขั้นตอนที่สามคือขั้นตอนการขายข้าวที่จำนำไว้ขั้นตอนนี้อาจสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างเจ้าหน้าที่และฝ่ายการเมืองผู้ตัดสินใจให้ขายกับนักธุระกิจส่งออกหรือผู้เข้าร่วมประมูล ดังนั้นโครงการรับจำนำจึงมีช่องทางให้เกิดการทุจริตกันได้ถึงสามขั้นตอน

เนื่องจากระหว่างปี 2553-2554 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางประกันราคาอยู่ ในขณะที่ในปี 2554-2555 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยใช้นโยบายการรับจำนำราคา ดังนั้นช่วงปี 2554 จึงเป็นช่วงที่มีทั้งประกันราคาและการรับจำนำ ช่วงนี้แหละที่อาจเกิดปัญหาค่อนข้างมากถ้าการตรวจสอบไม่ละเอียดพอ เพราะหลังจากประกันราคาแล้ว ข้าวส่วนใหญ่ก็อยู่ในมือโรงสีแล้วด้วยซึ่งได้รับเงินผลต่างระหว่างราคาขายจริงและการประกันราคามาแล้วหนึ่งรอบ พอนโยบายรับจำนำมาต่อ จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้งสูงว่าโรงสีจะนำข้าวที่ชาวนาขายให้ในโครงการประกันราคามาสรวมต่อในโครงการการรับจำนำ ดังนั้นช่วงนี้เองที่อาจเกิดการทุจริตขึ้นได้ และเจ้าของโรงสีจะเอาเงินผลต่างทั้งจากการประกันราคาและจากการรับจำนำ ทำให้เจ้าของโรงสีรวยอื้อไปเลย ส่วนจะไปแบ่งให้ใครบ้างผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

โครงการประกันราคามีขั้นตอนสำรวจความเป็นเกษตรกรหรือเจ้าของที่ทำนากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยจะต้องมีการสำรวจว่าเกษตรกรมีนาจำนวนเท่าไร ทำนาจริงหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะประเมินราคาขายให้กับโรงสีว่าได้ราคาเท่าใด เสร็จแล้วพิจารณาผลต่างระหว่างราคาขายจริงและราคาประกัน รัฐจะจ่ายให้ในส่วนต่างนี้ จะเห็นว่าการทุจริตอาจเกิดจากการไม่ได้ทำนาจริงแต่อ้างว่าทำ และมีการตกลงราคาขายข้าวที่จะแจ้งรัฐต่ำกว่าราคาขายจริง ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินส่วนต่างมากกว่าความเป็นจริง

  1. ในโครงการรับจำนำ รัฐจะมีข้าวเป็นหลักประกันเป็นทรัพย์สินของรัฐ ถ้ารัฐบริหารจัดการข้าวในสต็อคได้ดี ทำให้ราคาข้าวในตลาดราคาสูงขึ้น ในช่วงเวลานี้ถ้ายังอยู่ในช่วงเลาการรับประกัน เกษตรกรอาจขายได้เงินเพิ่มอีกก็ได้ แต่ที่ผ่านมาแทบจะไม่เกิดกรณีเช่นว่านี้ แต่เมื่อรัฐขายออกไปก็อาจมีกำไรหรือขาดทุนน้อยที่สุด การมีข้าวคงอยู่เป็นทรัพย์สินจึงเป็นหลักฐานสำหรับการตรวจสอบ ถ้ามีการทุจริตเกิดขึ้น ส่วนโครงการประกันราคา รัฐไม่มีข้าวอยู่ ไม่มีทรัพย์สิน นั้นหมายความว่ารัฐต้องจ่ายเงินออกไปทันทีนั้นคือส่วนที่รัฐต้องขาดทุน แม้ว่าราคาข้าวจะมีราคาสูงขึ้นภายหลัง รัฐก็ไม่มีส่วนได้เสียแต่อย่างใด เจ้าของโรงสีเท่านั้นที่จะทำกำไร หลังสิ้นสุดโครงการตรวจสอบการทุจริตยากกว่าโครงการรับจำนำ

โดยสรุปโครงการรับจำนำอาจมีการคอรัปชั่นได้ใน 3 ระดับขั้นตอนหลักๆคือ ขั้นตอนการรับจำนำ ขั้นตอนการเก็บรักษา และขั้นตอนการขาย ส่วนโครงการประกันราคา มีขั้นตอนคอรัปชั่น 2 ระดับขั้นตอนหลักๆคือ ขั้นตอนการตรวจสอบปริมาณการปลูกข้าวและการแจ้งปริมาณข้าวของเกษตรกร และขั้นตอนการประเมินราคาขายให้กับโรงสี อีกประการหนึ่งเนื่องจากโครงการรับจำนำมีข้าวอยู่เป็นหลักฐานดังนั้นการตรวจสอบปัญหาทุจริตจึงน่าจะทำได้ง่ายกว่าโครงการประกันราคาเพราะหลังจากรัฐบาลจ่ายเงินสนับสนุนแล้วทรัพย์สินทั้งหมด (ข้าว) ก็ตกเป็นของโรงสีหรือพ่อค้าข้าว ทำให้ยากต่อการตรวจสอบการทุจริต

ชาวนาเอ๋ย เขาพูดกันปราวๆว่าท่านเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ แต่เขาไม่เคยสนใจว่าท่านจะมีความเป็นอยู่อย่างไร สงสัยท่านคงต้องอยู่อย่างแร้นแค้น เช่นในปัจจุบันไปอีกชั่วนานแสนนาน

ผลกระทบต่อระบบเงินงบประมาณ

  1. โครงการรับจำนำ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายรับจำนำช้าวทุกเมล็ด ทำให้ต้องใช้วงเงินงบประมาณค่อนข้างสูง ประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าหากโครงการมีการบริหารจัดการไม่ดี รัฐจะประสบกับการขาดทุนค่อนข้างมาก อาจเป็นจำนวนถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าหากโครงการนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องก็อาจลุกลามไปสู่ผลิตภัณฑ์เกษตรประเภทอื่นๆ จะก่อให้เกิดภาระทางการเงินกับรัฐบาลมหาศาล และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังระบบเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต
  2. โครงการการประกันราคา ถ้าหากรัฐบาลประกันราคาข้าวทุกเมล็ด และเกิดผลต่างระหว่างราคาขายจริงและราคารับประกันประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อตันข้าวเปลือกขึ้นกับราคาประกันราคา ที่รัฐบาลตั้งไว้ รัฐก็มีโอกาสสูญเสียเงินประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวิธีการฟื้นฟูเกษตรกรจริงๆแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อวงเงินงบประมาณแผ่นดินและต่อหนี้สาธารณะรวมทั้งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โครงการนี้ในปีงบประมาณ 2553และปี 2554 รัฐบาลใช้เงินงบประมาณประมาณปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากทั้งสองปีไม่ได้จัดทำโครงการแบบเต็มปี เพราะมีโครงการรับจำนำคราบเกี่ยวอยู่ ทำให้วงเงินที่ใช้น่าจะต่ำกว่าปกติ

จากการวิเคราะห์ จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำหรือโครงการรับประกันต่างก็เกิดการคอรัปชั่นได้ส่วนการใช้จ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนโครงการนั้น มีแนวโน้มใช้ในจำนวนเงินที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งทั้งสองแนวทางมีโอกาสส่งผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินหรือหนี้สาธารณะและอาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคตได้เหมือนๆกัน อย่างไรก็ตามโครงการรับจำนำจะเปิดโอกาสให้รัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำกว่าถ้าหากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการระบบโครงการได้ดีและพยายามจัดการกับคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นส่วนตัวจึงให้การสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวมากกว่า

ทั้งสองโครงการดังกล่าว ถ้าหากรัฐบาลสามารถควบคุมการทุจริตประพฤติมิชอบได้แล้ว เชื่อว่ายอดเงินที่ให้การสนับสนุนกับเกษตรกรเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายเพื่อช่วยคนกลุ่มอาชีพอื่นๆแล้วน้อยมาก เช่น จากข้อมูลการประกันราคาข้าวในปี 2553 และ 2554 รัฐบาลใช้งินไปประมาณปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนโครงการรับจำนำจากการสัมภาษณ์ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งตีพิมพ์ในเว็ปไซ้ท์ของทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2555 โครงการรับจำนำที่สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 นั้นใช้เงินในการรับจำนำประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่กระทรวงพาณิชย์จะสามารถคืนเงินให้กับรัฐฯภายในปี 2555 ประมาณ 85,000 ล้านบาทและส่งคืนให้ภายในปี 2556 อีก กว่า 100,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นคาดว่าจะส่งคืนเงินสำหรับโครงการรับจำนำปี 2554-2555 ได้ทั้งหมด 2.4-2.5 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินเป็นยอดขาดทุนจากโครงการประมาณ 50,000 ล้านบาทใกล้เคียงกับยอดที่ใช้ในโครงการประกันราคา

ดังนั้นถ้าหากนักวิชาการหรือพ่อค้าที่คิดว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ดีก็ควรศึกษาโครงการให้ชัดเจนแล้วควรนำเสนอวิธีการในการที่จะช่วยเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลักของไทยด้วย อย่าสักแต่เสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการแล้วขายที่ดินให้กับพ่อค้านายทุน แล้วเกษตรกรก็กลับไปทำนาเช่นกัน แต่คราวนี้เป็นในลักษณะ “Contracted Farming” รวมทั้งต้องเช่าที่ดินทำนาด้วย ชาวนาก็เลยแปลงอาชีพมาเป็นกึ่งลูกจ้าง ทำงานหนักแต่รายได้พอๆกับค่าแรงขั้นต่ำหรือต่ำกว่า เหมือนอาชีพเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ที่พ่อค้ารวย เกษตรกรจนไปจนตายครับ

แนวทางอื่น

โครงการรับจำนำข้าวอาจเป็นโครงการที่ดีจากนโยบายของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนและเรื่อยมาจนถึงพรรคเพื่อไทย แต่วงเงินการรับจำนำก็มีแนวโน้มสูงขึ้นดังเช่นในปีงบประมาณ 2556 ซึ่งคาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 4 แสนล้านบาทสูงกว่าปีก่อนที่ใช้ประมาณ 3 แสนล้านบาท สำหรับปีใหม่รัฐบาลได้อนุมัติงบในขั้นตอนแรก 2.4 แสนล้านและอาจต้องอนุมัติเพิ่มอีกประมาณ 1.6 ล้านในต้นปี 2556 อาจกลายเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำหรับการบริหารจัดการด้านงบประมาณแผ่นดินและหนี้สาธารณะ ดังนั้นรัฐบาลควรจะมีนโยบายอื่นๆควบคู่กันเพื่อลดความเสี่ยงอันอาจเกิดจากปัจจัยทีอาจควบคุมยาก เช่น การคอรัปชั่น หรือปัจจัยที่อาจควบคุมไม่ได้หลายๆอย่าง เช่น ผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงอันอาจเกิดขึ้นจากวงเงินงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้น จึงใคร่เสนอแนวทางนโยบายเพื่อการช่วยเหลือเกษตรกรไทยดังต่อไปนี้คือ

  1. แนวทางการสร้างไซโลเก็บข้าว ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นยุทธวิธีในการควบคุมราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำเกินไปเข้าเก็บไว้ในไซโล จะเป็นการควบคุม Supply Chain ของระบบข้าวโดยอาศัยหลัก Demand & Supply โดยจัดทำไซโลขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างกระจายไปในท้องที่เป็นแหล่งปลูกข้าวหลักในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าถ้าสามารถควบคุมปริมาณข้าวในระบบ Supply Chain ได้ประมาณ 15-20% จะสามารถควบคุมราคาข้าวในวงจรการตลาดได้ ผลการช่วยเหลือเกษตรกรก็จะมีความมั่นคงและยั่งยืน วงเงินงบประมาณจะลดลงมากเป็นการลดความเสี่ยงต่อระบบงบประมาณแผ่นดิน
  2. เนื่องจากการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศอาเซี่ยนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 อาจทำให้ปริมาณข้าวจากประเทศรอบบ้านไหลเข้าสู่ประเทศไทยได้ง่าย แต่ไทยไม่ควรกลัว แต่ควรจะคิดกลับให้เป็นประโยชน์วงจรการค้าข้าวของโลก โดยกำหนดคุณภาพและราคาให้ชัดเจน ข้าวที่ไหลเข้าประเทศไทยอาจเป็นข้าวที่เกิดจากการปลูกของเพื่อนบ้านเองหรือเกิดจากการทำ Contracted Farming ของพ่อค้าไทยแล้วนำเข้ามาขายภายในประเทศไทยเพื่อหวังทำกำไร  ไทยควรมีนโยบายเป็น “Rice Hub” เพื่อประโยชน์ในการควบคุมราคาข้าวต่อไป
  3. ประเทศหลักๆที่มีแนวโน้มส่งออกข้าวของโลกคือ ไทย เวียตนาม และพม่า ถ้าหากสามารถรวมตัวกันได้ (ควรรวมประเทศ กัมพูชา และลาวด้วย) จะทำให้เกษตรกรของแต่ละประเทศมีฐานะดีขึ้น เช่นเดียวกับ การบริหารจัดการ ยางพารา ในยุค พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำให้ราคายางพาราขึ้นจากราคาเฉลี่ย กก.ละ 20-25 บาทเป้นประมาณ กก.ละ 80 บาท ทำให้เกษตรกรสวนยางร่ำรวยไปตามๆกัน เข้าใจว่าแนวทางนี้ นายณัฐวุฒิ สายเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรพยายามทำอยู่ ควรให้การสนับสนุนต่อไป แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ อย่าให้รัฐบาลต่างๆของโลกมองว่าเรากำลังปั่นราคาข้าว เพราะเรื่องข้าวต่างกับสินค้าเกษตรอื่นๆหรือแม้แต่น้ำมัน ที่สำคัญข้าวเป็นอาหารหลักของชาวโลก ถ้าราคาพุ่งสูงขึ้น คนจนทั่วโลกที่กินข้าวจะเดือดร้อน จะเป็นเหตุให้ชาวโลกติเตียนไทย ดังนั้นนโยบายนี้ต้องเดินอย่างระมัดระวังเพื่ออนาคตของเกษตรกรไทย และก็ต้องให้ชาวโลกมองไทยในฐานะของนักบุญผู้ผลิตข้าวป้อนชาวโลกด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องข้าวอาจจะแตกต่างไปเพราะปัจจุบันทุกๆประเทศต่างมียุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับตนเอง ดังนั้นรัฐบาลควรจะส่งเสริมการแปรรูปอาหารควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ราคาข้าวตกมากเกินไปยามปริมาณข้าวเกิดการล้นตลาด

แนวทางการลดการวิจารณ์โครงการรับจำนำข้าว

จากการวิเคราะห์ข่าวการวิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาการรับจำนำข้าวนั้น แยกเป็นประเด็นหลักๆ 2 ประเด็น คือ การเกิดคอรัปชั่นที่ควบคุมยาก และการใช้วงเงินงบประมาณสูงมาก จนอาจเป็นปัญหาความเสี่ยงต่องบประมาณแผ่นดิน ต่อปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคต ในที่สุดจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดเสียงวิจารณ์และหันมาสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีควรดำเนินต่อไปนี้

  1. สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดงบดุลของโครงการรับจำนำและโครงการประกันราคาข้าวอย่างละเอียดของแต่ละปีงบประมาณ หนึ่ง วงเงินงบประมาณที่ใช้ในการรับจำนำในแต่ละปีของโครงการ สอง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน บุคคลกร ค่าเช่าโกดัง และสาม จำนวนเงินที่ได้จากการขายข้าว (ไม่จำเป็นต้องรอให้ได้รับเงินทั้งหมดก่อน แต่สามารถทำในรูปบัญชีก่อนว่า จ่ายเงินเท่าไร ได้รับเงินเท่าไร เหลือเป็นสต็อคข้าวเท่าไรและ/หรือคิดเป็นราคาตลาด ณ วันนั้นๆเป็นมูลค่าเท่าไร)
  2. ทำนองเดียวกันให้จัดทำงบดุลของโครงการประกันราคาด้วย แล้วแจ้งต่อสาธารณะเพื่อแสดงความโปร่งใสของการดำเนินโครงการ และเพื่อลดความกังวลและความเสี่ยงอันอาจจะเกิดกับการใช้จ่ายวงเงินงบประมาณจำนวนสูง
  3. ให้กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและสภาพัฒนฯร่วมกันประเมินผลได้เชิงเศรษฐกิจระหว่างโครงการทั้งสอง เพื่อเปรียบเทียบให้ประชาชนรับทราบถึงผลเชิงเศรษฐกิจของทั้งสองโครงการ

สรุป

นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นนโยบายที่ดี ซึ่งรัฐบาลจะต้องดำเนินต่อไป แต่รัฐบาลก็ต้องอธิบายหรือแสดงความจริงใจถึงความโปร่งใสของโครงการ ขณะเดียวกันรัฐบาลคงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยที่อาจคาดไม่ถึง แล้วรายงานการปฏิบัติงานให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน

Tags:

One Response to “การรับจำนำข้าว”

  1. admin

    Thank you very much for your interest of the web.

    #465

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01365 photo-vr-resize-1000-handicraft-2 dsc01363 pr-600-400-king-13

เรียนภาษาอังกฤษ

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Xinhua News

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

UA-28221961-1