เรื่องจากเฟสบุ๊ค 3

Sunday, August 26, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

เรื่องจากเฟสบุ๊ค 3

รองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง

เรื่องที่นำลงวันนี้เป็นเรื่องที่เขียนลงในเฟสบุ๊ค ซึ่งอาจผ่านไปวันต่อวัน คนที่ได้อ่านก็คงเป็นกลุ่มเพื่อนที่ยอมรับกันไว้ ส่วนท่านอื่นๆอาจไม่ได้อ่าน เลยรวมมาลงในเว็ปไซ้ท์นี้ครับ

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555
วันนี้ขออนุญาตวิจารณ์ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนองเกี่ยวกับคำว่า “white lies” สักนิดครับ พวกเราชาว FB หลายท่านคงได้ยินคำนี้เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ผมไม่ทราบเหมือนกันที่มาทำให้ท่านพูดคำนี้เพราะอะไร รู้แต่ว่าคำๆนี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการส่งออก 15% ข่าวจากหนังสือพิมพ์บอกว่าการที่ท่านจำเป็นต้องพูดไม่จริงเพราะไม่ต้องการให้ผู้คนหมดกำลังใจ จนกระทั่งเมื่อ 2-3 วันมานี้ท่านจึงยอมรับว่าการส่งออกไม่สามารถถึงเป้าหมาย 15% ดังที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว การพูดไม่จริงของท่าน ท่านบอกว่าท่านจำเป็นต้องพูดเหมือนคำภาษาอังกฤษที่ใช้ว่า “white lies” ถ้าจะแปลเป็นไทยก็หมายความว่าจำเป็นต้องโกหก ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ภาษาอังกฤษของผมก็ไม่เอาไหนเหมือนกัน ที่เขียนไม่ได้ต้องการแปลอังกฤษเป็นไทยแต่ต้องการพูดถึงเรื่องเป้าหมายในการทำงาน

ความจริงการที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกเมื่อปลายปีที่แล้วให้มีอัตราโต 15% ในปี 2555 (เข้าใจว่าช่วงเวลานั้นท่านรองฯคงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย) ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย การตั้งเป้าหมายบ่อยครั้งควรตั้งให้สูงกว่าปกติบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ทุกๆคนทำให้เข้มข้นตามสมรรถนะของตน การตั้งเป้าหมายก็เพื่อให้ทุกคนที่มีหน้าที่สามารถรู้และเข้าใจตรงกัน ในทิศทางเดียวกัน รู้ว่าเราต้องการอะไร ต้องทำอย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน ในองค์กรทั่วไปเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ทุกๆคนจะต้องพยายามช่วยกันเพื่อทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ถ้ามีปัญหาอาจต้องวางยุทธศาสตร์การดำเนินการใหม่ให้สอดคล้องกับสถานะการณ์ที่เปลี่ยนไป และถ้ายังไม่ถึงเป้าหมายอีกก็ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่าไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายได้ อาจปรับเป้าหมายใหม่ ให้ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด ดังนั้นการที่ท่านรองนายกฯปรับเป้าหมายการส่งออกจาก 15% เหลือ 9% นั้น ก็เป็นการถูกต้องแล้ว ไม่เห็นต้องเป็นการโกหกแบบ “white lies” เลย เพราะการพูดว่าจำใจต้องพูดโกหก ทำให้เกิดความคิดว่า ท่านรองนายกฯไม่ได้วิเคราะห์เหตุที่ทำให้การส่งออกไม่ถึงเป้าหมายว่าเกิดจากอะไรแน่ นอกจาก 2 ประเด็นหลักคือผลจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทำให้โรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเกิดความเสียหายไม่สามารถส่งออกได้รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ละยังส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆอีกมากมาย รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์จะมีแนวทางจัดวางยุทธศาสตรและยุทธวิธีแก้ปัญหาอย่างไรจึงจะทำให้การส่งออกไม่เลวร้ายไปกว่านี้

ลองดูตารางข้างล่างนี้นะครับว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าคือตั้งแต่กรกฎาคมถึงธันวาคม ถ้าจะให้การส่งออกทั้งปี 2555 บรรลุเป้าหมาย 9% ตามที่ท่านรองนายกฯคาดการณ์ไว้ การส่งออกในแต่ละเดือนจะต้องมีมูลค่าประมาณเดือนละ 667,000 ล้านบาท หรือถ้าให้บรรลุเป้าหมาย 5% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้การส่งออกจะต้องทำให้ได้ประมาณเดือนละ 630,000 ล้านบาท พวกเราชาว FB ลองคาดการณ์ดูนะครับเผื่อว่าอนาคตอาจเป็นนักพยากรณ์เศรษฐกิจสมัครเล่นก็ได้ครับ

มูลค่าการส่งออกของไทย (ล้านบาท)
เดือน/ปี 2550 2551 2552 2553 2554 2555 2555
กรกฎาคม 411,817 575,334 435,010 500,095 652,087 677,734 631,665
สิงหาคม 468,414 539,482 439,568 527,286 640,550 677,734 631,665
กันยายน 465,126 550,006 503,637 565,874 637,160 677,734 631,665
Q3 1,345,357 1,664,822 1,378,215 1,593,255 1,929,797
ตุลาคม 504,434 516,447 495,337 522,375 520,221 677,734 631,665
พฤศจิกายน 506,726 404,773 459,348 524,801 474,090 677,734 631,665
ธันวาคม 456,882 404,314 482,162 516,666 524,473 677,734 631,665
Q4 1,468,042 1,325,534 1,436,847 1,563,842 1,518,784
รวม 5,302,119 5,853,620 5,185,319 6,177,691 6,910,406 7,532,342 7,255,926
growth y/y 10.4 -11.4 19.1 11.9 9.0 5.0
คาดการณ์อัตราโตของการส่งออกในปี 2555 และเป้าส่งออกต้องบรรลุแต่ละเดือน 9.0% 5.0%

การที่ท่านรองนายกฯและกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออก 15% นั้นไม่ใช่สิ่งผิดปกติเลยครับ ผมถือว่ากลับเป็นความตั้งใจดีของท่านรองนายกเสียอีกที่พยายามจะผลักดันการส่งออกของไทย จึงไม่จำเป็นต้องโกหก “white lies” เพื่อชาติเลยครับ แตต้องหันมาช่วยกันผลักดันให้คนไทยยอมรับความจริง พูดความจริง หันมาใช้วิจารณาญาณในการหาเหตุหาผลเพื่อการแก้ปัญหามากขึ้น ทุกอย่างจะได้ดีขึ้น ครับ หันมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำเพื่อให้เครื่องยนต์เครื่องที่ 4 ซึ่งเกือบจะเป็นเครื่องเดียว ที่เคยช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตั้งแต่ปี 2541ให้สามารถทำงานได้ต่อไปอย่างปกติ อย่าให้ต้องดับลงกลางคันเลยก่อนที่เครื่องยนต์เครื่องอื่นๆจะติดและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เครื่องที่ 1 การขยายตัวของการบริโภคภายในซึ่งจะเกิดผลดีจากการกระจายรายได้ถ้าหากการบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์เครื่องที่ 2 การลงทุนภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อส่งผลต่อการสร้างรายได้ภาครัฐ รายได้และการกระจายรายได้ของคนไทย เครื่องยนต์เครื่องที่ 3 การสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนไทยและสามารถดึงดูดเงินลงทุน (FDI) จากต่างประเทศด้วยแผนการกระจายเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องยนต์ทั้ง 4 เครื่องจะได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้ช่วย “สร้างรายได้ สร้างงาน สร้างโอกาส” ให้คนไทยได้พ้นจากความยากจน จะได้ “กินดี อยู่ดี มีสุข” อย่างพอเพียงเสียที่

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2555

ไม่ได้วิจารณ์เชิงข่าวเป็นระยะเวลาพอสมควรเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ที่ผ่านมาข่าวตลาดทุนก็บวกๆลบๆเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ได้กระทบราคาหลักทรัพย์ในภาพเฉลี่ยมากมายแต่อย่างใด สำหรับตลาดหลักทรัพย์ไทยดูเหมือนจะขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ผลีผลามมากนักอาจเป็นเพราะคนไทยระมัดระวังตัวมากขึ้น เข้าออกเร็วขึ้นก็ได้นะครับ

เมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นดาวโจนตกค่อนข้างมาก ทั้งๆที่มีสัญญาณจากคณะกรรมการธนาคารกลางเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายๆคนคาดว่าธนาคารกลางส่งสัญญาณ QE 3 ออกมา แต่ตลาดทุนก็ตกลง มีนักวิเคราะห์บางคนให้ความเห็นว่า การพิมพ์แบงค์ออกมาในรูป QE 3 นั้นไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจสหรัฐฯโดยตรงแต่เป็นการทำให้เงินไหลออกไปยังภูมิภาคต่างๆมากกว่า ดังนั้นอาจทำให้ตลาดทุนในยุโรปและเอเซียพุ่งสูงขึ้น แต่ถ้าวิเคราะห์จริงๆแล้วน่าจะเป็นแนวทางการเก็งและทำกำไรของกองทุนต่างๆของสหรัฐฯเอง

มีรายงานข่าวว่าคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมของเยอรมันจากต่างประเทศซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจเยอรมันลดลงอย่างมีนัยยะ โดยลดลงในอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่วนของจีนเองมีรายงานว่า PMI (Purchasing Manager Index) ในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมลดลงต่ำสุดในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปลายปีที่แล้ว ส่วนสหรัฐฯสับสนพอสมควรเพราะมีรายงานว่ามีการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนก่อนส่วนภาคการผลิตในต้นเดือนสิงหาคมกลับเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มอัตราการจ้างงานในสหรัฐ ทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่ามาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ เฟดส่งสัญญาณออกมาน่าจะไม่ใช่การออก QE 3 อ่านข่าวแล้วก็อย่าปักใจเชื่อมากนักเพราะเหตุการณ์ต่างๆผันผวนได้ง่าย ต้นเดือนไม่ดีปลายเดือนอาจดีก็ได้
สำหรับชาว FB ผู้ชอบตลาดทุนทั้งหลาย ก็จงใช้ดุลพินิจให้ดีก็แล้วกัน วิเคราะห์ความเสี่ยงของตัวเองให้ดีก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตามบางครั้งตลาดทุนอาจเป็นช่องทางการเพิ่มมูลค่าของเงินออมได้อย่างดี หรือเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าฝากธนาคารกินดอกเบี้ยเฉยๆ แต่ควรมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวในหุ้นที่มีฐานมั่นคง ผู้ถือหุ้นมองเชิงธุรกิจมากกว่ามองมูลค่าหุ้น ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้มูลค่าเงินออมเพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพราะจะได้ทั้งเงินปันผลและส่วนเพิ่มมูลค่าหุ้น ถ้าไม่มีเวลาอย่าสนใจหุ้นเก็งกำไรมากเกินไป บอกตรงๆนะครับเคยมีประสบการณ์มาพอสมควร

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2555
จากผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นต้นมา จะเห็นว่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลังจากเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 และเริ่มมีความเสถียรพอสมควรในช่วงเดือน มีนาคมจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้คลายความกังวลเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกและผลจากน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2554 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตเพื่อการส่งออก เพราะสามารถที่จะทดแทนได้ด้วยการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดเราจะเห็นการบริโภคภายในประเทศเปรียบเสมือนเครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่งที่เป็นกลไกผลักดันเศรษฐกิจทดแทนการส่งออกได้ เมื่อเครื่องยนต์ที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งออกทำท่าจะดับลงชั่วคราว ก็มีเครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่งช่วยเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจขึ้นทดแทน

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2555

ผมเคยประเมินไว้เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีแนวโน้มที่จะบริหารเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตมากที่สุดในรอบ 15 ปี นับจากปี 2540 ซึ่งจากการประเมินผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและการใช้จ่ายภาครัฐและภาคเอกชน ถ้าผลการใช้จ่ายเงินในครึ่งปีหลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถ้าดุลการค้าปี 2555 ไม่ขาดดุล อัตราการเจริญเติบโตมีแนวโน้มสูงถึง 7.5% อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากแนวโน้มการบริหารจัดการของรัฐมีลักษณะไม่เข้มข้นมากกว่านี้ ผลการเจริญเติบโตน่าจะอยู่ประมาณ 4.8-5.0%
ถึงวันนี้ก็ยังเชื่อว่าปี 2555 รัฐบาลซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินจนทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้ในอัตราสูงสุดนับแต่ประเทศไทยเกิดวิกฤติทางการเงินใหญ่ตั้งแต้ปี 2540 เป็นต้นมา สนใจอ่านผลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนกรกฎาคม 2555 จาก “http://www.creativevill.com/

วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2555

เช้านี้ตื่นและลุกจากเตียงตั้งแต่ 5:30 น. เปิดบ้านช่องเรียบร้อยก็ออกเดินเล่นช่วงเวลาสั้นๆเพื่อให้กล้ามเนื้อมีโอกาสขยับขยายตัวเล็กน้อย เช้านี้ไม่ต้องกวาดใบไม้เพราะเนื่องจากไม่มีฝนและลม ทำให้ใบไม้ไม่ล่วงให้ดูรก เมื่อหนังสือพิมพ์มาส่งเลยเอาไปนั่งอ่านในบ้านพร้อมเปิดทีวีดูท่านปองพล อดิเรกสารไปทำสารคดีเกี่ยวกับเสือเบงกอลที่ประเทศอินเดีย รอจนคนที่บ้านตื่นเลยนั่งทานกาแฟพร้อมใส้

กรอกที่ห่อด้วยพลาสติก (แกะออกแล้วทอดเล็กน้อย) ซึ่งเคยบอกแล้วว่าอย่าซื้อประเภทห่อพลาสติก ให้ซื้อแบบที่ห่อด้วยวัสดุที่ทานได้ มีไข่ต้มอีกสองฟอง เป็นอันจบอาหารเช้าประจำวัน จากนั้นก็นั่งคิดดูว่าจะสื่อความเห็นส่วนตนอะไรดีที่พอเป็นประโยชน์ให้ชาว FB ได้บ้าง

บังเอิญเห็นความแตกต่างเชิงความคิดของบุคคลผู้มีชื่อเสียงและพร้อมด้วยสมรรถนะเชิงเศรษฐศาสาตร์ 3 ท่าน คือ นางคริสติน เลการ์ด ผู้อำนวยการ IMF ดร.วีระพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการแบงค์ชาติ และคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการแบงค์ชาติ เกี่ยวกับนโยบายการเงิน ซึ่ง ดร.โกร่ง นั้นเคยพูดเป็นระยะๆว่า แบงค์ชาติควรปรับนโยบาย “Inflation Targeting เป็น Exchange Rate Targeting” ส่วนดร.ประสารเองเห็นว่า การที่แบงค์ชาติใช้นโยบาย “Inflation Targeting” นั้นเหมาะสมแล้วยังไม่ควรเปลี่ยนแปลง แถมมีมือที่สามเตือนไม่ให้ ดร.โกร่งแทรกแซงนโยบายทางการเงิน

ประเด็นที่เกิดเป็นข่าวขึ้นเพราะมีข่าวว่า ดร.วีระพงษ์ พูดพลาดพิงถึงนาง คริสติน เลการ์ดว่า สนับสนุนแนวคิดของ ดร.วีระพงษ์ แต่ได้มีข่าวแทรกออกมาว่า นางคริสติน เลการ์ดมีหนังสือถึงแบงค์ชาติบอกว่า การที่แบงค์ชาติดำเนินนโยบายการเงินโดยมีแนวทาง “Inflation Targeting” นั้นถูกต้องและให้การสนับสนุน ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นสั้นๆ ถ้ากรณีข้างต้นเป็นเพียงข่าวก็ต้องขออภัยที่ไม่ได้ตรจสอบข้อเท็จจริงก่อน แต่สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัว มิบังอาจคิดสอนจรเข้ว่ายน้ำ แต่คิดว่าน่าจะเป็นหลักปฏิบัติ เพราะสถานะการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นพลวัตร ผู้ที่รู้จังหวะการเปลี่ยนแปลงแนวคิดแนวปฏิบัติในช่วงจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะสามารถบริหารจัดการให้องค์กรสามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้ ในกรณีนี้หมายถึงประเทศไทยว่าจะมีจังหวะการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับพลวัตรของสถานะการณ์ของไทยเองและของโลกได้หรือไม่

การที่แบงค์ชาติใช้นโยบาย “Inflation Targeting” นั้นก็เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อมิให้สูงเกินไป เพราะจะส่งผลลบต่อการพัฒนาประเทศและกระทบกับอำนาจการใช้จ่ายของภาคประชาชน จึงพยายามควบคุมอัตราดอกเบี้ย “ผ่านคณะกรรมการการเงิน” ไว้เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่เหมาะสมไม่สูงเกินไป ยิ่งในระยะนี้รัฐบาลได้ใช้จ่ายเงินเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ ทั้งการใช้จ่ายในระบบงบประมาณปกติ 420,000 ล้านบาทและจากเงินกู้อีก 350,000 ล้านบาท อาจทำให้เกิดปัญหาความเสี่ยงในการชำระหนี้ในอนาคต ถ้าผลการใช้จ่ายเงินทั้งสองรายการไม่เกิดผลตอบแทนเชิงรายได้ต่อภาครัฐ (ภาษีอากร) เชิงการจ้างงานอย่างยั่งยืน จะเกิดผลสท้อนกลับกับระบบเศรษฐกิจไทยทันที อาจไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้เหมือนกับประเทศต่างๆในลาตินอเมรกาหรือในยุโรปปัจจุบัน จึงถือได้ว่า “Inflation Targeting” เป็นแนวคิดที่เป็นที่ยอมรับกันในหลักการได้ แต่ก็มีประเด็นข้อเท็จจริงอืนๆที่จักต้องพิจารณาเช่นกัน

จากรายงานภาครัฐมีข้อมูลพื้นฐานที่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ
1. อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมานั้นเท่ากับ 2.9% แต่ถ้าพิจารณาแนวโน้มเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์รายงานทุกต้นเดือนก็ค่อยๆลดลง จนล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม มีอัตาเงินเฟ้อเฉลี่ยเทียบกับเดือนเดืยวกันของปีก่อนเพียง 2.7% ซึ่งถือว่ายังห่างจากเป้าหมายที่แบงค์ชาติตั้งไว้ประมาณ 3.5% มาก ถ้าพูดในเชิงการบริหารจัดการเชิงความคล่องตัวต้องถือว่ายังมีช่องว่างให้ดำเนินการอีกมากโข ไม่ต้องกังวลมากนัก
2. การใช้จ่ายในประเทศภาคประชาชนยังดีอยู่ ซึ่งผลของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งสท้อนถึงการใช้จ่ายในประเทศยังมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้สท้อนให้เห็นถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ แต่ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเป็นการใช้จ่ายแบบกระจายทำให้เกิดการเจริญเติบโตแบบยั่งยืนหรือแบบเฉพาะกิจตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐด้วยโครงการสำคัญๆ เช่น รถยนต์คันแรก โครงการบ้านหลังแรก เพราะทั้งสองโครงการหลักถ้าพิจารณาลงในรายละเอียดแล้วมีลักษณะที่อาจสร้างภาระการชำระหนี้ให้กับภาคประชาชนในระยะยาว
3. ผลการค้าระหว่างประเทศขาดดุลเป็นประวัติการณ์ ช่วง 6 เดือนแรกของปี ปรากฏว่ามียอดขาดดุลสูงถึง 360,000 ล้านบาท ซึ่งสัณนิฐานจากมูลเหตุ 2-3 ประการคือ ค่าเงินบาทมีความแข็งตัวมากขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง การเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ส่งผลเสียหายต่อภาคการผลิตเพื่อการส่งออกมหาศาล ต้องนำเข้าสินค้าทุนมูลค่าค่อนข้างสูงเพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่า ซึ่งผลจากที่น้ำท่วมใหญ่สร้างความกังวลให้นักลงทุนต่างประเทศลดความไว้วางใจในศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรืออาจเป็นระยะยาวก็ได้ และที่น่ากังวลต่อไปก็คือ อาจมีการปรับโครงสร้างการส่งออกครั้งใหญ่โดยที่ภาครัฐไม่ทันไหวตัวต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกและของภูมิภาคและอาจมีความเป็นไปได้ในแนวโน้มความนิยมใช้ของนอกกลับคืนมาอีกก็ได้ และถ้าจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มาตรการระยะสั้นก็อาจต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) เป็นกลไกหลัก ด้วยการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเพื่อลดการขาดดุลการค้า การใช้ระบบอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมการเข้าออกของเงินตราต่างประเทศจึงจัดเป็นมาตรการสำคัญ

ดังนั้นจะเห็นว่าแนวคิดการใช้นโยบาย “Inflation Targeting หรือ Exchange Rate targeting” นั้นขึ้นกับมุมมองของแต่ละท่าน นอกจากนั้นยังคงมีปัจจัยสำคัญอืนๆเข้าร่วมการพิจารณาด้วย เช่น ดุลงบประมาณ ดุลชำระเงิน เพดานหนี้สาธารณะ หนี้ต่างประเทศ เงินสำรองระหว่างประเทศ ขีดความสามารถของภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศในการลงทุนในประเทศ เป็นต้น สำหรับสถานะการณ์ของประเทศในขณะนี้นั้น เรามีปัจจัยสำคัญๆที่เป็นบวกอยู่หลายปัจจัย ในขณะเดียวกันเราก็เริ่มมีหลายๆปัจจัยที่เป็นลบ แต่ถ้าทิศทางการตัดสินใจไม่ถูกต้อง จะเกิดปัญหาสะสมแล้วการแก้อาจต้องใช้ความพยายามมากขึ้น

เขียนมายืดยาวเพราะอยากบอกว่าการดำเนินนโยบายสำคัญๆ ผู้นำแต่ละท่านอาจตัดสินใจคนละแบบแล้วแต่ท่านจะเกิดความมั่นใจทิศทางที่ท่านมองอนาคตอย่างไร หลายๆอย่างวิจารณ์ได้แต่ต้องให้ความเชื่อมั่นในความคิดของท่านผู้นำ เพียงแต่ว่าเมื่อถึงเวลาแล้วทุกๆคนต้องช่วยกันกระตุกท่านผู้นำว่าทิศทางที่ท่านเดินนั้นกำลังจะเดินลงเหว และในระบอบประชาธิปไตยต้องให้ประชาชนเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้ายังให้ผู้นำนำต่อไปคงต้องเดินลงเหวแน่ๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนทุกวันนี้ครับ ด่าก่อนโดยไม่ให้เหตุผลหรือให้เหตุผลแบบมั่วๆ

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-9 photo-vr-resize-1000-handicraft-2 photo-vr-resize-1000-handicraft-3 pr-600-400-king-8

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1