การแก้ปัญหากลุ่ม Euro-zone

Wednesday, July 4, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

การแก้ปัญหากลุ่ม Euro-zone

Angela Merkel นายกเยอรมันผู้ยืนหยัดในมาตรการรัดเข็มขัดแลกกับความช่วยเหลือด้านการเงิน

เงินสกุลยุโรป

Alexis Tsepras ผู้นำฝ่ายค้ากรีซต่อต้ามาตรการรัดเข็มขัด

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรีซนั้นอาจพูดได้ว่าเป็นเรื่องที่สาธารณะชนทั่วไปยอมรับได้ยาก เพราะนอกจากจะเจรจาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยอมลดหนี้ให้แล้วถึง 75% และได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากทั้ง EU & IMF ถึงสองครั้งแล้วก็ตาม ความเสี่ยงในสถานการณ์ของกรีซยังต้องขึ้นกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายนนี้ จากสถานการณ์ล่าสุดบอกว่าฝ่ายที่เห็นด้วยกับมาตรการรัดเข็มขัดกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมีคะแนนเสียงสูสีกัน ทำให้เกิดความวิตกว่าจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความวุ่นวายในระบบเศรษฐกิจคงเกิดขึ้นอีกครั้งและมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่าอาจระบาดไปสู่สเปญและอิตาลี หรือถ้ารุนแรงกว่านั้นอาจไปถึงฝรั่งเศสด้วย

บรรดาผู้นำพรรคการเมืองของกรีซ

ประชุมเครียดแก้ปัญหา Euro-zone

อยากบอกว่าเหตุการณ์หนี้สินในกรีซไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วเพราะถ้ากรีซเบี้ยวหนี้ ตอนนี้ก็จะมีมูลค่าเพียง 25% เพราะได้ตกลงลดหนี้กับเหล่าเจ้าหนี้ทั้งหลายแล้วแต่สิ่งที่กำลังกลัวกันคือ กรีซต้องออกจาก EU หรือไม่ เหตุการณ์จะลุกลามไปมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่และสามของ EU อย่าง สเปญและอิตาลี โลกจะปั่นป่วนหรือไม่หนอ?? ฟ้าเท่านั้นที่จะบอก

การแก้ปัญหาหนี้สินของกลุ่มประเทศ Eurozone ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือเรื่องง่ายๆเพียงแค่พิมพ์แบงค์เพิ่ม (การออกพันธบัตรหรือรวบรวมเงินจากแต่ละประเทศ) อย่างที่ EU ทั้ง 17 ประเทศระดมเงินช่วยเหลือทั้ง กรีซและสเปญ หรือเหมือนอย่างที่สหรัฐแก้ปัญหา Subprime Morgage Crisis โดยการอัดฉีดเพิ่มเงินเข้าไปในระบบ (Quantitative Easing) แล้วสองครั้งสองครา ซึ่งเชื่อว่าเป็นการแค่ปัญหาชั่วคราว ไม่ได้แก้ที่ฐานรากอย่างแท้จริง ตอนนี้มีเสียงเรียกร้องให้ EU แก้ปัญหาในลักษณะ Fiscal Integration คือการบูรณาการงบประมาณกลางของ EU ซึ่งคาดว่าอาจเป็นรูปแบบคล้ายๆสหรัฐฯที่มีการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลกลาง (Federal Budget) และงบประมาณของแต่ละมลรัฐ (State Budgets)

เงินเหรียญสกุลยูโร

เงินสกุลยูโร จะคงความน่าเชื่อถือต่อไปได้หรือไม่

ปัจจุบันแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินของ Euro-zone นั้นใช้วิธีการช่วยเหลือทางด้านการเงินเพื่อแลกกับมาตรการรัดเข็มขัดในประเทศกรีซก็ดี ไอร์แลนด์ก็ดี หรือโปรตุเกสก็ดี จนประชาชนในแต่ละประเทศต้องออกมาต่อต้าน ส่วนการแก้ปัญหาในสเปญนั้นก็ทำนองเดียวกันคือให้เงินช่วยเหลือเพียงแต่ไม่เคร่งครัดกับมาตรการรัดเข็มขัด มีการถกเถียงกันเพียงแต่ว่าให้ช่วยผ่านภาครัฐหรือช่วยตรงให้กับธนาคารที่เกิดปัญหาทั้งนี้เพราะต้องกันหลักประกันการคืนเงินช่วยเหลือ สรุปว่าการช่วยเหลือเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐและเพื่อเพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อจะได้มีสภาพคล่องในการปล่อยเงินกู้ต่อไปได้ ในขณะเดียวกันก็มีผู้เสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเขตเศรษฐกิจ Euro-zone โดยแนวทางจัดระบบงบประมาณร่วมของกลุ่ม Euro-zone เป็นแนวทางจัดสรรงบประมาณคล้ายๆของสหรัฐอเมริกา คือมีงบประมาณกลางของรัฐบาล Euro-zone และงบประมาณของแต่ละประเทศ ทั้งนี้จะเป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศบางประเทศที่เศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันได้

โดยความเห็นส่วนตัวแม้ว่า Eurozone จะใช้ระบบ Fiscal Integration ก็ตาม ก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาหนี้สินในยุโรปได้ เพราะเป็นการแก้ในลักษณะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เสมิอนการกระตุ้นการบริโภคเพื่อสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้สร้างดุลแห่งศักยภาพของการแข่งขัน ประเทศที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็มีแนวโน้มจะเป็นหนี้มากขึ้น ในที่สุดแนวทางการแก้ปัญหาโดยวิธีนี้ก็จะกลับมาอยู่กับที่ ถ้าอย่างนั้นแนวทางการแก้ปัญหาควรทำอย่างไร

โดยความเห็นส่วนตัวกระบวนการสามแนวทางต้องดำเนินการควบคู่กัน ถือว่าเป็นมาตรการระยะสั้นถึงยาว

  1. การพิจารณาช่วยเรื่องเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้และเพื่อการเพิ่มทุนในภาคธนาคาร มีการแลกเปลี่ยนกับมาตรการรัดเข็มขัดในหลายๆประเทศ เช่น การปรับดุลงบประมาณ การลดเงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการ การลดเงินเดือน ฯลฯ อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนในประเทศที่ต้องตกงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจหดตัวลงอย่างรุนแรง จนเกิดความวิตกกังวลกันว่า Euro-zone จะล้มเหลวหรือไม่ จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม Euro-zone อย่างไร รุนแรงขนาดไหน และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยเพียงใดด้วย   แนวทางการช่วยเหลือนี้เชื่อว่าเป็นมาตรการเร่งด่วนแต่ไม่ใช่มาตรการแก้ปัหาอย่างยั่งยืน เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง แม้จะสามารถแก้ปัญหาสภาพคล่องได้ แต่ก็เป็นการแก้ระยะสั้นเพราะเป็นลักษณะการแก้เชิงการกระตุ้นการบริโภค และทำให้เศรษฐกิจหดตัวและต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะฟื้นคืนได้ เป็นการสร้างหนี้ให้กับประเทศที่มีปัญหาเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามได้มีการถกเถียงกันระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 4 อันดับแรกของ Euro-zone ว่า แนวทางการแก้ไขจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 1 % แต่ยังไม่มีรายละเอียดในวิธืการปฏิบัติที่ชัดเจน
  2. มีผู้เสนอแนวทางแก้ปัญหา Euro-zone ด้วยวิธีการจัดสรรงบประมาณกลางของ EU (Fiscal Integration) กล่าวคือมีรูปแบบการจัดงบประมาณสองลักษณะ คือมีงบประมาณของแต่ละประเทศและงบประมาณกลางของรัฐบาลกลาง EU คล้ายๆกับในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละมลรัฐ (State Budget) และงบประมาณรัฐบาลกลาง (Federal Budget) ซึ่งงบประมาณของรัฐบาลกลางส่วนนี้จะถูกเกลี่ยไปสร้างความเจริญให้กับแต่ละรัฐเพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่างด้านความเจริญและด้านการครองชีพมากเกินไป การจัดทำงบประมาณเชิง “Fiscal Integration” นี้ สำหรับใน Euro-zone จะแตกต่างไปจากในสหรัฐอเมริกามากเพราะปัญหาความเป็นหนึ่งเดียวกัยของเชื้อชาติ สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นทุกๆคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ประกาศว่าเป็นประเทศอเมริกา คนๆนั้นคือคนอเมริกัน แม้ว่าอเมริกาจะมีความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ เรื่องผิวพันธุ์ แต่ช่วงเวลาหลายร้อยปีได้หล่อหลอมความรู้สึกของคนทุกๆคนว่าเขาคือคนอเมริกัน ส่วนใน Euro-zone นั้นไม่เหมือนกัน เพราะถ้าเข้าไปในเยอรมันทุกคนบอกว่าเขาคือคนเยอรมัน ถ้าเข้าไปในกรีซเขาบอกว่าเขาคือคนกรีซ ถ้าเข้าไปในฝั่งเศสเขาบอกว่าเขาคือคนฝรั่งเศส ดังนั้นถ้านำเงินที่คนเยอรมันไปใช้จ่ายในกรีซ คนเยอรมันย่อมไม่พอใจ และน่าจะได้รับการต่อต้านจากประชาชนของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเข้มแข็งที่จะต้องนำภาษีของประเทศตนไปสนับสนุนการใช้จ่ายเกินตัวและไม่มีวินัยของประเทศอื่น จะทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าต้องการผสมผสานคนเหล่านี้ให้เป็นคนยุโรป (Euro People) คงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน
  3. อีกแนวทางหนึ่งที่อาจทำได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า คือแนวทางจัดระบบ “Industrial Integration” คือการจัดสรรดุลภาพการผลิตในกลุ่มประเทศ EU ให้ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันใกล้เคียงกัน เพื่อเพิ่มการจ้างงานและภาคการผลิตให้มากขึ้น เป็นการสร้างสมดุลแห่งการแลกเปลี่ยนหรือการนำเข้าส่งออกของผลิตภาพของแต่ละประเทศ เป็นการช่วยการนำเข้าเพื่อการบริโภคของผลิตภาพอย่างหนึ่งในขณะเดียวกันก็สามารถส่งออกผลิตภาพอีกประเภทหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อสร้างดุลภาพการนำเข้าและส่งออกของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกัน แนวทางนี้อาจไม่ง่ายนักเพราะมีภาคเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่วิธีนี้อาจทำได้ง่ายกว่าวิธีที่สองเพราะถ้าหากมีการเสนอเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนที่ดีพอ (BOI)

ดุลยภาพของกลุ่มเศรษฐกิจย่อย

ถ้าหาก EU ยังไม่สามารเร่งหาแนวทางการแก้ปัญหาได้แล้ว เชื่อว่าจะเกิดปัญหาให้กับตลาดเงินตลาดทุนของโลกอย่างรุนแรง ในที่สุดความน่าเชื่อถือใน Eurozone จะหมดไปและจะเกิดการแตกสลายเป็นตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างหันกลับไปใช้เงินสกุลตัวเอง ค่าเงินก็จะแปรเปลี่ยนไปตามศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ เพราะจะทำให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าราคาแพงแล้วหันไปใช้ของที่ผลิตได้เองในประเทศ และเมื่อของราคาถูกก็จะสามารถส่งออกได้มากขึ้น นี่คือสัจจธรรมแห่งโลกาภิวัฒน์

สิ่งที่หลายๆคนอาจไม่คาดคิดคือระบบการออมของโลกอาจเกิดการย้อนยุคแทนที่จะออมด้วยตัวเลขในบัญชีผ่านระบบธนาคารดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งอาจหันกลับไปออมเป็นโลหะมีค่าต่างๆของโลก เช่น ทองคำ ทองคำขาว (พลาตินัม) หรือโลหะที่เก็บไว้ได้โดยไม่เกิดปฏิกริยากับสิ่งแวดล้อม

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-1 pr-600-400-king-3 photo-vr-resize-1000-handicraft-2 pr-600-400-king-9

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1