โลกร้อนกับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่

Sunday, February 26, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

โลกร้อนกับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่

การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์


โลกร้อนกับโอกาสแห่งหายนะ

แก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ มีเธน อ็อกไซด์ของไนโตรเจนและอีกหลายๆชนิดเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโลกร้อน คนทั่วไปเรียกแก๊สเหล่านี้ว่า “แก๊สเรือนกระจก” ซึ่งแก๊สเรือนกระจกนี้จะปกปิดชั้นบรรยากาศทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายสู่นอกพิภพได้ จึงทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทำให้โลกเกิดวิตกกังวลว่า การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นนั้น อาจทำให้สิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้เป็นจำนวนมากเกิดการสูญพันธุ์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เองก็มีหลักฐานในระดับหนึ่งว่า ในอดีตช่วงระยะเวลา 450 ล้านปี โลกมนุษย์เคยประสบกับความหายนะมาแล้วถึง 5 ครั้ง* สิ่งที่มีชีวิตในโลกต้องสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก และกว่าโลกจะกลับฟื้นคืนและมีสิ่งที่มีชีวิตมากมายหลากหลายสายพันธุ์เช่นทุกวันนี้ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆล้านปี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าถ้าหากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป โดยลดลงหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 องศาจะเกิดการสูญเสียหรือสูญพันธุ์ในความหลากหลายทางธรรมชาติอย่างมากมาย โดยประเมินว่าถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงโดยลดต่ำลง จะเกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งที่มีชีวิตประมาณ 20% แต่ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนไปในทางสูงขึ้น ความสูญเสียจะสูงเป็น 70%

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาผลที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากโลกร้อนและได้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอัตราการละลายของน้ำแข็งทั้งในทะเลและบนแผ่นดินแถบขั้วโลกเร็วกว่าที่ผ่านๆมา ส่งผลให้ทั้งอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน่าวิตก ดังนั้นบรรดาผู้นำของโลกจึงต่างพยายามที่จะช่วยกันลดปริมาณการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกและรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงขึ้น ทั้งนี้เพื่อช่วยกันดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของโลกมนุษย์

ความพยายามลดปัญหาโลกร้อน

จากความพยายามที่จะลดปัญหาโลกร้อน ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศต่างทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในขบวนการอุตสาหกรรมเพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก หรือพัฒนาพลังงานทางเลือกใหม่ๆเพื่อลดหรือเลิกการใช้พลังงานจากฟอสซิล เน้นให้เกิดการใช้วัสดุหมุนเวียนเพื่อลดการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เชื่อว่าจะเกิดสมดุลใหม่ในโครงสร้างอุตสาหกรรม ดังนั้นเราจะได้เห็นอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นสิ่งที่ล้าสมัยและสูญพันธุ์ไปในที่สุด

การผลิตกระไฟฟ้าพลังลมในฟาร์มเลี้ยงสัตว์

พลังงานนิวเคลียร์ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นที่นิยมเพราะต้นทุนถูกในระยะยาว รวมทั้งอาจจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาด หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ซึนามิและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ได้มีการถกเถียงกันในหมู่ประเทศต่างๆว่า พลังงานนิวเคลียร์ซึ่งจัดเป็นพลังงานสะอาดจะสร้างปัญหาเกี่ยวกับรังสีปรมาณูเหมือนกับที่เกิดที่ Fukushima Daiichi ประเทศญี่ปุ่นปีที่ผ่านมา 2011 หรือที่เคยเกิดขึ้นที่ Three Mile Island ในสหรัฐฯ ในปี 1979 หรือที่ Chernabyl ในสหภาพโซเวียต ในปี 1986 อย่างไรก็ตามหลังเหตุการณ์ในญี่ปุ่นประชาชนในหลายประเทศเริ่มมีการเรียกร้องให้ยุติโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เนื่องจากปัญหาความปลอดภัยและปัญหากากนิวเคลียร์ซึ่งส่งผลลบต่อสิ่งแวดล้อม

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น


นอกจากความพยายามร่วมกันที่จะลดการปลดปล่อยแก็สคาร์บอนไดอ้อกไซด์และแก๊สเรือนกระจกอื่นๆผสมผสานกับปัญหาราคาน้ำมันฟอสซิลที่ค่อนข้างผันผวนอันเนื่องจากสถานะการณ์ทางการเมืองโลกก็ดี หรือสถานะการณ์ทางเศรษฐกิจโลกก็ดี ทำให้การใช้พลังงานจากฟอสซิลเริ่มเป็นต้นเหตุที่ไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับโลกได้ ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยในการให้รัฐบาลของประเทศหลักๆที่มีการใช้พลังงานและปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจำนวนมากต่างมีความคิดในการพัฒนาพลังงานทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เพื่อเป็นการลดปัญหาโลกร้อนและเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอีกด้วย

สหรัฐอเมริกา

รัฐบาลโอบามาค่อนข้างมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดความริเริ่มในการลงทุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสะอาด (Clean Energy) ทั้งนี้ได้จัดสรรงบประมาณเป็นวงเงินสูงถึง 90,000 ล้านเหรียญดอลล่าร์(ประมาณ 4% กว่า) เพื่อการพัฒนาพลังงานสะอาด นับเป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อการนี้สูงที่สุดที่เคยมีมา ประธานาธิบดี “โอบาม่า” ยังให้นโยบายหน่วยงานภาครัฐให้ดำเนินแนวทางเพื่อลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากการใช้พลังงานโดยตรงลงประมาณ 28% ลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากการใช้พลังงานโดยอ้อมลงประมาณ 13% ภายในปี 2020 ประธานาธิบดีเองยังได้เน้นว่า “สหรัฐฯจะฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วยการเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาดซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเจริญเติบโตขี้นและจะเพิ่มแรงงานเป็นล้านแรงงาน ดังนั้นสหรัฐฯจำเป็นต้องฉกฉวยโอกาสนี้อย่างทันท่วงที”

การผลิตไฟฟ้าพลังลมในเท็กซัส


เยอรมันนี

รัฐบาลเยอรมันได้ประกาศนโยบายพลังงานไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า ต้องมีความปลอดภัย มีความมั่นคงไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า และราคาเหมาะสมสำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม และเพื่อความปลอดภัย รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดในปี 2022 และให้ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น สำหรับเยอรมันนีแล้วต้องจัดว่าเป็นประเทศผู้นำการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง มีสัดส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 6.3% ในปี 2002 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20% ในปี 2011 โดยแบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้จากพลังงานลม 36% พลังงานชีวมวล 33% พลังงานน้ำ 19% และจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 12%

การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังลมในยุโรป


สัดส่วนการใช้พลังงานของเยอรมัน

นอกจากจะประกาศยกเลิกโรงงานไฟฟ้าปรมาณูในปี 2022 แล้ว รัฐบาลเยอรมันยังประกาศว่าจะลดปริมาณการปลดปล่อยแก๊ส CO2 ลงประมาณ 40% และจะเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนจาก 17% ในปี 2010 เป็น 35% ในปี 2022 เช่นกัน สำหรับปี 2010 เยอรมันได้ใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนถึง 26,000 ล้านเหรียญยูโร ทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนถึง 370,000 คน นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากทีเดียว

สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานต่างๆในเยอรมัน


ญี่ปุ่น

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจญี่ปุ่นพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการด้านพลังงานเพื่อการผลิตเพิ่มปริมาณมากขึ้น ในปี 1999 ญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานพื้นฐานถึง 79% ในขณะที่เป็นน้ำมันเพื่อการผลิตพลังงานถึง 52% ถ่านหิน 15% พลังงานนิวเคลียร์ 15% แก๊สธรรมชาติ 13% พลังน้ำ 4% พลังงานหมุนเวียน 1.3% จากปัญหาราคาน้ำมันที่ผันผวนตามสถานะการณ์ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ญี่ปุ่นต้องหันไปพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ จากพลังงานทั้งหมดญี่ปุ่นใช้พลังงานนิวเคลียร์ประมาณ 11% พลังงานจากถ่านหิน 21% และพลังงานจากแก๊สธรรมชาติ 17% ซึ่งญี่ปุ่นเองต้องพึ่งพาวัตถุดิบโดยการนำเข้า อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นมีแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นจนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ซึ่งตามมาด้วยคลื่นยักษ์ซึนามิและการระเบิดของโรงไฟฟ้าปรมาณู ทำให้ญี่ปุ่นต้องหันมาสนใจพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น จากความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) พลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์

เครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าพลังงานลม


ในการวางแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือก องค์กรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับพลังงานได้เสนอแนวทางการพัฒนาพลังงานทางเลือกโดยการกำหนดเป้าหมายให้สัดส่วนของพลังงานทางเลือกเพิ่มจาก 8% เป็น 30% ในปี 2020 และมีเป้าหมายเป็น 100% ในปี 2050 ส่วนภาครัฐเองได้พิจารณากฏหมายเพื่อให้การช่วยเหลือผู้บริโภคอันเนื่องจากพลังงานทางเลือกอาจมีราคาแพง สำหรับญี่ปุ่นได้ประเมินการผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคตไว้ว่า จะเป็นพลังงานลม 10% พลังงานแสงอาทิตย์ 18% พลังงานชีวะมวล 14% พลังงานความร้อนใต้พิภพ 10% และพลังงานน้ำ 14%

แบบจำลองหมู่บ้านที่ใช้พลังงานหมุนเวียน

ญี่ปุ่นมีการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ประมาณ 5% ของโลก ในจำนวนนี้เกิดจากอุตสาหกรรม 40.3% จากการขนส่งประมาณ 21% จากครัวเรือน 13% จากธุระกิจ 12% จากขยะประมาณ 6% มีการคาดการณ์ไว้ว่าถ้าแผนการปรับการใช้พลังงานสำเร็จ ในปี 2050 ญี่ปุ่นน่าจะลดปริมาณการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้กว่า 75%

ญี่ปุ่นกำลังเร่งรีบพัฒนาเทคโนโลยีด้านปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลาสติคที่ย่อยสลายได้ และเทคโนโลยีที่สามารถใช้ทำลายเศษและขยะพลาสติก นอกจากนั้นญี่ปุ่นเองยังสนับสนุนการลงทุนด้านอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมต่างๆผ่านระบบภาษีและแรงจูงใจอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสามารถลดการปลดปล่ยดแก๊สเรือนกระจกได้

แนวโน้มอุตสาหกรรมใหม่ด้านพลังงานสีเขียว

“Jeremy Rifkin” อดีตผู้บรรยายอาวุโสของมหาวิทยาลัย “Pennsylvania” ได้ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับโลกร้อนและความผันผวนของราคาน้ำมัน ทำให้เขาคิดว่า ปัจจัยที่เกี่ยวกับโลกร้อนก็ดี เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลก็ดีจะเป็นกลไกในการผลักดันให้เกิดแนวโน้มอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือที่เขาเรียกว่า “The Third Industrial Revolution” เช่นเดียวกับวิวัฒนาการของ “The First Industrial Evolution” หรือการเกิดยุค “อุตสาหกรรมยุคแรก” ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกิดจากการค้นพบเทคโนโลยีพลังไอน้ำ (steam-powered technology) ทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆในเวลาต่อมา ในยุคศตวรรษที่ 20 ได้ค้นพบน้ำมันและเครื่องยนต์พลังน้ำมัน (oil-powered internal combustion engine) ทำให้เกิดแรงผลักดันการเริ่มต้นของ “อุตสาหกรรมยุคที่สอง” หรือ “The Second Industrial Evolution” ซึ่งต่อมาได้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆอีกมากมายทำให้การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐฯกลายเป็นกิจการใหญ่โตเพื่อให้มีน้ำมันพอที่จะใช้กับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการเผาผลาญพลังงานจนเกิดแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์และแก๊สเรือนกระจกอื่นๆปกคลุมทั่วชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิด “ โลกร้อน” น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เกิดมหันตภัยทั้งพายุหมุน พายุฝน เกิดฝนตกน้ำท่วม แผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์ซึนามิไปทั่วโลก

“Jeremy Rifkin” ให้ความเห็นว่า “The third industrial Evolution” เกิดจากรากฐานเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างหลักสำคัญสองประการซึ่งจะผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเกิด “อุตสาหกรรมใหม่ยุคที่สาม” คือ เทคโนโลยีด้านการสื่อสารลักษณะเป็นเครือข่ายและเทคโนโลยีการผลิตพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสีเขียว ซึ่ง “Rifkin” คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆดังนี้

  1. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานจากแหล่งพลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์ไปเป็นพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าชีวะมวล จากแสงอาทิตย์ จากพลังลม จากคลื่นทะเล จากความร้อนใต้พิภพ
  2. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตหรือแหล่งผลิตพลังงานเป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดย่อมซึ่งอยู่กระจายเต็มพื้นที่ทั่วไป เช่น โซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน อาคารที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงานอื่นๆ หรือกังหันลมสำปั่นกระแสไฟฟ้าบริเวณที่มีกระแสลมค่อนข้างสม่ำเสมอ เป็นต้น
  3. การปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาอุปกรณ์สำหรับการเก็บและการจ่ายกระแสไฟที่ผลิตได้จากแหล่งผลิตพลังงานขนาดย่อมทั่วไป
  4. การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านอินเตอร์เนตที่ใช้และแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันให้เป็นเครือข่ายข้อมูลเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการใช้และกระจายหรือแลกเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้แตกต่างกันตามขนาดของแหล่งผลิต
  5. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการขนส่งที่ใช้พลังงานฟอสซิลและสถานีจ่ายน้ำมันเป็นโครงสร้างการขนส่งที่ใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่และสถานีการชาร์ทแบตเตอรี่จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน

จากแนวคิดของ “Jeremy Rifkin” นั้นแนวโน้มของ “อุตสาหกรรมยุคที่สาม” เกิดจากพื้นฐานของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานสีเขียวหรือพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลักที่นานาอารยะประเทศต้องการรักษาหรือช่วยลดอุณหภูมของโลกลงนั่นเอง หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ “อุตสาหกรรมยุคที่สาม” นั้นคือ “ยุคอุตสาหกรรมสีเขียว” นั่นเอง

แนวโน้ม “ยุคอุตสาหกรรมสีเขียว”

ถ้าเราศึกษาจากความพยายามของทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ จะเห็นว่าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการช่วยรักษาและลดอุณหภูมิของโลก ดังนั้นในศตวรรษที่ 21 นี้อาจเรียกว่าเป็น “ยุคอุตสาหกรรมสีเขียว” หรือ “อุตสาหกรรมยุคที่สาม” ตามที่ “Rifkin” ได้คาดการณ์ไว้ นอกจากนั้นเราก็สามารถคาดการณ์แนวโน้มอุตสาหกรรมสีเขียวที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย เช่น

อุตสาหกรรมการเกษตรปลอดภัยและอินทรีย์ (Safty and Organic Plantation and Organic Live-Stock and  Poultry Farming )

เป็นหลักการการทำเกษตรโดยลดการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเร่งการเจริญเติบโต หรือสารใช้ในการรักษาหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นธรรมชาติ การเลี้ยงสัตว์เนื้อ ปลา ที่ใช้เป็นอาหาร เป็นต้น หรือแนวทางการทำการเกษตรอินทรีย์

อุตสาหกรรมที่ใช้วัสดุหมุนเวียน (Recycle and Bio-degradable Industry)

เป็นอุตสาหกรรมที่พยายามเน้นใช้วัสดุหมุนเวียนเช่นกระดาษ หรือวัสดุพลาสติกที่ย่อยสลายได้เช่น biodegradable plastics หรือ ปูนซีเมนต์ที่พัฒนามาจากสารชีวภาพ หรือหลังคาที่อยู่อาศัยหรือสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (eco-roof) ภาชนะชีวะภาพต่างๆ เป็นต้น

อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า (Mechanical and Electrical Tools and Machineries)

โดยมุ่งเป้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้พลังงานต่ำ ทำให้สามารถลดปริมาณการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ซึ่งจะช่วยผลักดันไปสู่สังคมอุตสาหกรรมยุคที่สาม หรือสังคมอุสาหกรรมสีเขียว

อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทางเลือก (Renewable and Alternative Energy)

เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะกลไกหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมยุคที่สาม เพราะการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานที่ได้จากน้ำมันหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทางเลือกจะช่วยลดการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์และลดอุณหภูมิโลก อุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นรากฐานคืออุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าขนาดเล็ก generators, capacitors, transformers, solar cells, batteries,  เป็นต้น

อุตสาหกรรมทางการแพทย์ชีวะรักษา (Bio-genetic Therapy Approach)

เป็นแนวโน้มการรักษาโรคโดยใช้ stem cell หรือ การใช้วิธีการทางพันธุกรรม (genetic therapy) ทำให้แนวโน้การรักษาโรคแบบโดยใช้ยาที่เป็นสารเคมีทั่วไปลดน้อยลง

สรุป

การใช้พลังงานฟอสซิลสร้างปัญหาการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลก เกิดมหันตภัยต่างๆและส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนโลกจะสูญพันธุ์ ทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศต่างๆจึงได้ดำเนินการร่วมกันในการปกป้องโลกร้อน ทำให้เกิดแนวโน้มการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานเป็นพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดมากขึ้น นอกจากนั้นยังร่วมด้วยช่วยกันปกป้องการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆขึ้นจนเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นการเกิด “อุตสาหกรรมยุคที่สาม” หรือ “ยุคอุตสาหกรรมสะอาด” ขึ้น

“Jeremy Rifkin” เป็นนักคิดด้านสังคมศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาเป็นผู้เขียนหนังสือกว่า 18 เล่ม  เช่น “The Hydrogen Economy” หรือ “The Biotech Century” เขาเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของ EU และผู้นำประเทศต่างๆหลายประเทศ เป็นอาจารย์ผู้บรรยายอาวุโสของ “The Wharton School’s Executive Education Program at the University of Pennsylvania และเป็น ประธานมูลนิธิ “The Foundation on Economic Trends in Washington, DC”

อ้างอิง:

http://www.creativevill.com/?p=4561

“Jeremy Rifkin” The Third Industrial Revolution, Palgrave Macmillan, United States, 2011.

http://www.whitehouse.gov/energy/

http://www.whitehouse.gov/energy/climate-change

http://en.wikipedia.org/wiki/Renewable_energy_in_Germany

http://www.japanfs.org/en/pages/028554.html

http://www.nature.com/news/2011/110518/full/473263a.html

http://www.whitehouse.gov/energy/

http://www.whitehouse.gov/energy/climate-change

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01365 pr-600-400-king-7 photo-vr-resize-1000-handicraft-2 pr-600-400-king-18

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1