พระแก้วมรกต

Sunday, February 5, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

พระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร)

พระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของไทย

พระแก้วมรกต

พระแก้วมรกต หรือชื่อเต็มๆว่า พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของปวงชนชาวไทย เป็นพระพุทธรูปที่เป็นที่เลื่อมใสของผู้คนในภูมิภาคแหลมทองมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ดินแดนถิ่นนี้ยังเป็นอาณาจักรต่างๆ มิได้รวมกันเป็นประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า พระแก้วมรกต ได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานยังสถานที่ต่างๆหลายแห่ง จนกระทั่งสมัยกรุงธนบุรีได้อัญเชิญจากนครเวียงจันทร์มาประดิษฐานไว้ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร หลังจากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งกรุงเทพมหานคร ได้ทรงอัญเชิญจากวัดอรุณราชวรารามวรวิหาร มาประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกสีเขียว เป็น ศิลปะก่อนเชียงแสน ถึง ศิลปะเชียงแสน มีขนาดหน้าตักกว้าง 48.3 ซม. สูงทั้งฐาน 66 ซม.  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอรวบรวมได้ว่าองค์พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในประมาณ ปี พ.ศ. 500 โดยพระนาคเสนเถระ เมืองปาฏลีบุตร อินเดีย ซึ่งได้ทำนายไว้ว่า ถ้าพระแก้วมรกตจะสามารถดำรงพระชันษาให้ได้ครบ 5000 พระพุทธศักราชแล้ว จะต้องเสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศ พระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ในหลายประเทศ และได้ถูกอัญเชิญเข้ามาสู่ดินแดนของไทยครั้งแรกในอาณาจักรอโยธยา เชื่อกันว่าพระแก้วมรกตไปประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด ที่นั้นก็จะมีแต่ความสุขเจริญรุ่งเรือง

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูร้อน

เมื่อพวกเราชาวไทยมีสิ่งศักดิ์อยู่คู่บ้านคู่เมืองแล้ว ก็ขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายไปกราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่านเองทุกครั้งที่มีโอกาส

พบพระแก้วมรกต

การพบที่เชียงราย

มีหลักฐานหลายชิ้นที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรกในปี พ.ศ.1977 ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงราย (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว เชียงราย) โดยองค์พระเจดีย์ถูกฟ้าผ่าจนพังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์ ก็สำคัญว่า เป็นพระพุทธรูปศิลาสามัญ  จึงได้นำไปไว้ในวิหารในวัด ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก ทำให้เห็นเนื้อแก้วสีเขียวอยู่ภายใน เมื่อกระเทาะปูนออกทั้งองค์ จึงพบว่าเป็นพระพุทธรูปเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์  มีพุทธลักษณ์สวยงาม ไม่มีรอยบุบสลาย

ประดิษฐานที่เมืองลำปาง 32 ปี

หลังจากพบพระพุทธรูปพระแก้วมรกต ผู้รักษาเมืองเชียงรายได้มีใบบอกลงไปถึงพระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงเกณฑ์ขบวนไปรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้นหลังช้างแห่เพื่อมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ ครั้นมาถึงทางแยกซึ่งจะไปเมืองนครลำปาง ช้างเชือกที่มีพระแก้วมรกตประทับอยู่ เกิดอาการตื่นหันไปทางนครลำปางหลายครั้ง ครั้งนั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่นับถือผีสางมาก จึงวิตกว่าชะรอยผีที่รักษาองค์พระจะไม่ยอมมาเมืองเชียงใหม่ ประกอบกับทางเชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนา ก็ยินยอมให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานไว้ที่วัด (ซึ่งสันนิษฐานว่าคือ วัดพระแก้วดอนเต้าในปัจจุบัน) ในเมืองลำปาง ซึ่งพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองลำปางนาน 32 ปี

ประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ 84 ปี

สมัยพระเจ้าติโลกราช ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ในปี 2011โดยประดิษฐานไว้ในหอพระแก้วในเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ได้พยายามสร้างพระวิหารสำหรับประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรให้เป็นปราสาทมียอดให้สมควร แต่หาสมประสงค์ไม่ เนื่องจากอสุนีบาตตกลงต้องทำลาย ยอดที่สร้างขึ้นหลายครั้ง จึงได้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไว้ในพระวิหารมีซุ้มจระนำ อยู่ในผนังด้านหลัง สำหรับตั้งพระพทุธมหามณีรัตนปฏิมากร กับทั้งเครื่องประดับอาภรณ์บูชาต่าง ๆ มีบานปิดดังตู้เก็บรักษาไว้ เปิดออกให้คนทั้งปวงมนัสการเป็นคราว ๆ (บางตำนานก็กล่าวว่า พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในซุ้มทางทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง ณ วัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่) พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่นานได้ 84 ปี

ประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบาง 12 ปี

ในปี พ.ศ. 2094 พระเจ้าไชยเชษฐา ซึ่งเป็นพระโอรสพระเจ้าโพธิสาร เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ประเทศลาว  และเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเชียงใหม่ขณะนั้น ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเมืองเชียงใหม่ ต่อมาพระเจ้าโพธิสารทิวงคต  เสนาบดีกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงเชิญพระเจ้าไชยเชษฐาให้กลับไปยังเมืองหลวงพระบาง   พระเจ้าไชยเชษฐาจึงเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ไปด้วย เมื่อ พ.ศ. 2095  ครั้นพระเจ้าไชยเชษฐาไปถึงเมืองหลวงพระบาง เสนาบดี พร้อมกันเชิญให้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ทรงพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งต่อมาทางเชียงใหม่ได้ขอคืนพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ แต่ได้แค่ พระพุทธสิหิงค์ กลับคืนเมืองเชียงใหม่ ส่วน พระแก้วมรกต นั้น พระเจ้าไชยเชษฐายังคงรักษาไว้ พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่เมืองหลวงพระบางต่อมาเป็นเวลา 12 ปี

ประดิษฐานที่เมืองเวียงจันทน์ 214 ปี

ครั้ง พ.ศ. 2107 พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง ประเทศพม่ามีอำนาจมากขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่า ถ้ายังตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะสู้ศึกพม่าไม่ได้ จึงย้ายราชธานีลงไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  เมื่อ พระเจ้าไชยเชษฐา แห่ง ล้านช้าง ย้ายเมืองหลวงจาก หลวงพระบาง มา เวียงจันทน์ และก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย พระแก้วมรกตจึงไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์แต่นั้นมาอีก 214 ปี

ประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี 5 ปี

ครั้นถึง พ.ศ. 2321 ในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี เกิดการสงครามขึ้นระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุต ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้เป็นจอมพลยกทัพขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต ได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว จึงอัญเชิญ พระแก้วมรกต กับ พระบาง ลงมายังกรุงธนบุรีประดิษฐานไว้ที่ในบริเวณพระราชวังเดิม ต่อมาได้ พระราชทาน พระบาง คืนให้แก่ลาว

ประดิษฐาน กรุงรัตนโกสินทร์

วัดพระแก้ว

ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 โปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นในพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ครั้นพระอุโบสถสร้างเสร็จจึงโปรดให้เชิญ พระแก้วมรกต มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 22มีนาคม 2327 มาจนทุกวันนี้

ตำนานพระแก้วมรกต (คัดลอกจาก Wikipedia)

พุทธศักราช 500

พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในปี พุทธศักราช 500 โดยพระนาคเสนเถระ วัดอโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ในแผ่นดินพระเจ้ามิลินท์ (เมนันเดอร์) โดยพระนาคเสนเถระได้ปวารณา จะสร้างพระพุทธรูปให้สืบต่อพระพุทธศาสนาจรด 5000 พระพุทธศักราช จึงได้เป็นกังวลว่าจะหาวัสดุใดมาสร้างพระพุทธรูปนี้ ด้วยปริวิตกว่า หากใช้ไม้ ก็จะไม่อยู่ถึง 5000 พระชันษา หากใช้เหล็ก ก็อาจจะถูกนำไปหลอมละลายเมื่อคราวจะมีผู้ทำลาย หากจะใช้หินศิลาธรรมดา ก็จะดูเป็นพระพุทธรูปสามัญทั่วไป จึงได้ตกลงปลงใจเลือกใช้ “แก้วมณี” มาจำหลักพระพุทธรูป เพียงแต่ยังกังวลว่าจะใช้แก้วมณีชนิดใด

กาลนั้น สมเด็จพระอมรินทราธิราช พร้อมกับ พระวิสสุกรรมเทพบุตร ได้จำแลงกายเป็นมานพธรรมดาและได้นำแก้วโลกาทิพยรัตตนายก อันมีรัตนายกดิลกเฉลิม 1000 ดวง สีเขียวทึบ (หยกอ่อน) จากเขาวิบุลบรรพต (เวฬุบรรพต) ณ ดินแดนห่างไกลโพ้น นำมาให้พระนาคเสนเถระและพระวิษุกรรมจำหลักเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามเพื่อให้สืบพระพุทธศาสนาจรด 5000 พระพุทธศักราช ถวายให้พระนาคเสน หลังจากสร้างพระพุทธรูปเสร็จแล้ว พระนาคเสนจึงบอกบุญไปยังอุบาสก อุบาสิกา สร้างมหาวิหารใกล้กับอโศการาม แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นประดิษฐานไว้เหนือแท่นรัตนบัลลังก์ และปฐมฐาปนาถวายพระนามว่า “พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” นอกจากนี้ในตำนานยังระบุด้วยว่าขณะที่ประดิษฐานอยู่นั้น พ่อค้าวานิช และพระมหาราชาธิราชจากประเทศต่างๆที่มาสักการะ ต่างพบเห็นพระแก้วมรกตเปล่งพระรัศมีออกมางามหาที่เปรียบมิได้ เป็นที่น่าพิศวงยินดียิ่งนัก พระนาคเสนจึงได้บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ลงไปในพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต 7 พระองค์ คือพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระเพลาซ้าย-ขวา แต่เมื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานแล้วนั้น เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น พระนาคเสนเห็นเหตุการณ์นั้น จึงทราบด้วยฌานสมาบัติ และได้พยากรณ์ว่า ถ้าพระแก้วองค์นี้จะดำรงพระชันษาให้ได้ครบ 5000 พระพุทธศักราชแล้ว จะต้องเสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศ คือ ลังกาทวีป กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และ สุวรรณภูมิ

เสด็จลังกาทวีปและแผ่นดินกัมพูชา

พุทธศักราช 800

โดยประมาณในแผ่นดิน พระเจ้าศิริกิตติกุมาร พระเชษฐราชโอรสในพระเจ้าตักละราช ข้นครองราชสมบัติ

เมืองปาฏลีบุตรเป็นช่วงที่เมืองปาฏลีบุตรเกิดมหากลียุค ทั้งมีการจลาจลภายในและข้าศึกภายนอก ผู้คนในปาฏลีบุตรที่เคารพนับถือ “พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” ลงสู่สำเภาแล้วเดินทางลี้ภัยไปยังลังกาทวีป เมื่อถึงลังกาทวีปพระเจ้าแผ่นดินลังกาทวีปในสมัยนั้น(ไม่ได้ระบุพระนาม) ทรงรับรักษาพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตเป็นอย่างดียิ่ง และทรงอุปถัมภ์ค้ำชูชาวปาฏลีบุตรเป็นอย่างดีสมควรตามความดีความชอบ ในช่วงปีพุทธศักราช 800 “พระพุทธพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” ก็ได้เดินทางไปประดิษฐานอยู่ในแผ่นดิน “ลังกาทวีป”

พุทธศักราช 1000

โดยประมาณในแผ่นดิน ศรีเกษตรพุกามประเทศ พระมหากษัตริย์ผู้ครองนครขณะนั้นคือ พระเจ้าอนุรุทธราชาธิราช(ภาษาบาลี) หรือ มังมหาอโนรธาช่อ(ภาษามอญ) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระอานุภาพมาก และเป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง พระเจ้าอนุรุทธทรงมีพระศรัทธาเลื่อมใสในพระไตรปิฎกฉบับที่สมบูรณ์ถูกต้องนั้น คือพระไตรปิฎกฉบับพระพุทธโฆษาจารย์เถระที่ลังกาทวีป ถึงกับได้เสด็จพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ราชบุรุษ และเครื่องมงคลบรรณาการ ด้วยพระองค์เอง มุ่งหน้าสู่ “ลังกาทวีป” และดำริให้ระดมคัดลอก พระไตรปิฎก และ คัมภีร์สัททาวิเสส รวมทั้งขอพระราชทาน”พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” จากพระเจ้าขัตติยศรีรามวงศ์ แต่ด้วยที่แผ่นดิน ศรีเกษตรพุกาม นั้น มิได้เป็นแผ่นดินที่ “พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” จะประดิษฐาน เรือพระที่นั่งพระเจ้าอนุรุทธและเรือพระไตรปิฎกฉบับชาวพุกามคัดลอก สามารถกลับถึงกรุงพุกามได้เพียงสองลำ ส่วนเรือทรงพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต และพระไตรปิฎกฉบับชาวลังกาช่วยคัดลอกถูกพายุมรสุมพัด พลัดเข้าไปทางอ่าวกัมพูชาแทน ต่อมาพระเจ้านารายณ์ราชสุริยวงศ์ เจ้ากรุงอินทปัตถ์มหานคร แคว้นกัมพูชา ทรงให้อำมาตย์คุมสำเภากลับไปถวายคืนแก่พระเจ้าอนุรุทธ แต่ส่งกลับไปเพียงพระไตรปิฎกเท่านั้น มิได้ส่ง “พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” ไปด้วย แต่ถึงมิได้พระแก้วกลับมา พระเจ้าอนุรุทธก็ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และแก้ไขพระไตรปิฎกที่ผิดเพี้ยนทั้งหมดเสร็จสิ้นในปีพ.ศ. 1172 ส่วน “พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต” ก็ได้เดินทางโปรดสัตว์ยัง “แผ่นดินกัมพูชา”

เสด็จประทับ เชียงแสน ล้านนา ล้านช้าง

หลังจากที่พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ กรุงอินทปัตถ์ นานพอสมควรจนกระทั่งในแผ่นดิน พระเจ้าเสน่ห์ราช ได้เกิดพายุฝนขนาดใหญ่ตกติดต่อกันยาวนานหลายเดือน(ไม่ได้ระบุ) ทำให้เกิดอุทกภัยใหญ่ พระเจ้าเสน่ห์ราชก็สวรรคตด้วยอุทกภัยนั้น พระมหาเถระ(ไม่ปรากฏพระนาม) ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นสำเภาหนีไปยังที่ดอน นครอโยธยา (หมายถึงอโยธยาโบราณ) พระเจ้าอติตะราช (อาทิตยราช) เจ้าครองนคร ทราบเรื่องจึงเสด็จไปอัญเชิญ พระแก้วมรกต มาไว้ในที่ปลอดภัย โดยทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานในพระมหาเวชยันตปราสาท และได้ประดิษฐานในนครอโยธยาอีกหลายรัชสมัย

ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นพระบรมญาติกับกษัตริย์อโยธยาสมัยนั้น จึงทูลขอนำพระแก้วมรกตขึ้นไป ประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร ซึ่งปัจจุบันก็คือ วัดพระแก้วกำแพงเพชร ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร พระเจ้าพรหมทัศน์ เจ้านครหิรัญนครเงินยางเชียงแสน ทรงทราบว่า พระบรมราชาธิราช เจ้าเมืองกำแพงเพชรมีพระแก้วมรกต พระเจ้าพรหมทัศน์มีพระราชประสงค์ใคร่จะได้ ไปเป็นศรีนครแก่นครเชียงแสนจึงทูลขอต่อพระเจ้ากำแพงเพชรมาประดิษฐานอยู่ที่เชียงราย

ต่อมานครเชียงแสนเกิดมีศึกกับ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าผู้ครองนครเชียงแสนในเวลานั้นได้พิจารณาว่า หากนำพระแก้วมรกต หลบภัยสงครามไปด้วยอาจจะเกิดอันตรายกับพระแก้วมรกตได้ จึงได้ทำการพอกปูนจนทึบและลงรักปิดทองเสมือนพระพุทธรูปสามัญทั่วไป แล้วบรรจุเก็บไว้ในเจดีย์วัดป่าญะในเมืองเชียงแสน จากนั้นกษัตริย์และพระราชวงศ์อพยพผู้คนลงมาทางใต้ ส่วนเมืองเชียงแสนก็ถูกตีแตกและ ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาในที่สุด เป็นอันจบส่วนของตำนาน เพราะหลังจากมีการพบพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ในเจดีย์ป่าญะ วัดพระแก้วงามเมืองนั้น ก็เป็นเหตุการณ์ที่ได้มีการบันทึกตรงกันในทุกสำนัก หากแต่อาจคลาดเคลื่อนเรื่องวันเดือนปีไปบ้าง เนื่องจากการนับศักราชต่างกัน

รอยประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระแก้วมรกต

หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระแก้วมรกต มีทั้งที่ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในเอกสารโบราณมากมาย อาทิเช่น เรื่องรัตน์พิมพ์วงค์ ตำนานพระแก้วมรกต เรื่องพระรัตนปฏิมา ในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์   พงศาวดารเหนือ ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา  ตำนานพระแก้วมรกตฉบับหลวงพระบาง และพงศาวดารโยนก เป็นต้น ส่วนหลักฐานทางโบราณคดี ปัจจุบันในภาคเหนือของประเทศไทยยังคงปรากฏร่องรอยในโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับพระแก้วมรกตอยู่อย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ ได้แก่

  • โบราณสถานวัดพระแก้ว ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
  • เจดีย์โบราณ  วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม  จังหวัดลำปาง
  • เจดีย์หลวง  ในวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่
  • เจดีย์โบราณ  ในวัดพระแก้ว  จังหวัดเชียงราย

สถานที่ต่างๆ ที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตล้วนมีความสำคัญในแง่ของความศรัทธาและความเชื่อของผู้คนท้องถิ่น  อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีศิลปะที่งดงามในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น หากมีเวลาพวกเราชาวไทยทุกท่านสามารถเดินทางท่องเที่ยวเยือนเมืองเหนือกราบรอยพระแก้วมรกตเพื่อความเป็นสิริมงคลและยังได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ที่มีความสวยงามทั้งศิลปะวัฒนธรรมและธรรมชาติ

คำทำนายพระแก้วมรกต

ในตำนานพระแก้วมรกต พระนาคเสนซึ่งเป็นผู้สร้างพระแก้วมรกตได้พยากรณ์ว่า ถ้าพระแก้วองค์นี้จะดำรงพระชันษาให้ได้ครบ 5000 พระพุทธศักราชแล้ว จะต้องเสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศ ในข้อเขียนที่ปรากฏในเว็ปไซ้ท์ http://www.oknation.net/blog/kradandum/2009/12/03/entry-1 โดยแปลจากต้นฉบับภาษาลาว “ตำนานพระแก้วมรกต” เขียนโดยนายดวงไช โสมพะสี (2006) ลงวันที่  ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ได้กล่าวไว้ว่า พระแก้วมรกตเป็นสมบัติของมนุษย์ทุกคนในโลก เมื่อถึงเวลาพระองค์ จะเสด็จไปเอง โดยกำหนดประทับอยู่แต่ละแห่งไม่เกิน ๒๕๐-๓๐๐ ปี และก่อนเสด็จไป จะเกิดเหตุอาเพศภัย ๓ ประการ คือ

  1. น้ำท่วมแรง
  2. มีเหตุร้ายวุ่นวายในประเทศ
  3. มีชาติอื่นๆมารุกรานเอาไป

ถ้าตรวจสอบประวัติศาสตร์ที่พระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญไปยังดินแดนต่างๆพอสรุปได้ดังนี้

พ.ศ.๕๐๐ พระอรหันต์ชื่อ พระนาคะเสนเถระ สร้างพระแก้วมรกตที่เมืองนครปาตาลีบุตร เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ๕๐๐ ปี
พ.ศ.๕๐๐-๘๐๐ ประทับอยู่เมืองนครปาตาลีบุตร ๓๐๐ ปี
พ.ศ.๘๐๐-๑๐๐๐ ประทับอยู่ลังกาทวีป (ศรีลังกา) ๒๐๐ ปี
พ.ศ. ไม่ทราบ ประทับอยู่กำพูชา
พ.ศ. ไม่ทราบ  ประทับอยู่กำแพงเพชร
พ.ศ. ไม่ทราบ ประทับอยู่พระนครศรีอยุธยา
พ.ศ.๑๕๐๖-๑๕๐๘ ประทับอยู่เมืองละโว้ ลพบุรี
พ.ศ. ไม่ทราบ ประทับอยู่เมืองกำแพงเพชร (ครั้งที่สอง)
พ.ศ.๑๙๗๗-๒๐๐๙ ประทับอยู่ลำปาง
พ.ศ.๒๐๐๙-๒๐๙๓ ประทับอยู่เชียงใหม่
พ.ศ.๒๐๙๓-๒๑๐๓ ประทับอยู่นครหลวงพระบาง
พ.ศ.๒๑๐๓-๒๓๒๒ ประทับอยู่นครเวียงจันทน์
พ.ศ.๒๓๒๒-ปัจจุบัน ประทับอยู่กรุงเทพมหานคร (ประมาณ ๒๒๙ ปี)

สำหรับคำทำนายที่นายกระดานดำแปลและเขียนลงในเว็ปไซ้ท์นั้น ขอนำมาให้อ่านประกอบเป็นฐานข้อมูลทั่วไป และโปรดใช้ดุลยพินิจในการเรื่องความเชื่อหรือไม่เชื่อ

สรุป

จากเอกสารอ้างอิงดังกล่าว  สามารถประมวลได้ว่า  พระแก้วมรกต สร้างขึ้นจากดำริของพระนาคเสนเถระ  แห่งเมืองปาตลีบุตร  ในชมพูทวีป ( ประเทศอินเดียในปัจจุบัน ) เมื่อประมาณ พ.ศ.500 จากนั้นได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานตามเมืองสำคัญต่างๆตามลำดับดังนี้

  • เกาะลัง   เมื่อประมาณปี  พ.ศ. ๘๐๐
  • เมืองนครธม   ในอาณาจักรขอมโบราณ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๐๐๐
  • เมืองอโยชปุระ หรือเมืองอโยธยาโบราณ  ในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช
  • เมืองกำแพงเพชร ในสมัยพระยาวิเชียรปราการ
  • เมืองเชียงราย ในสมัยเจ้ามหาพรหม
  • นครเขลางค์ หรือเมืองลำปาง  ระหว่างปี ๑๘๗๙ – พ.ศ. ๒๐๑๑
  • เมืองเชียงใหม่   ระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๑๑ – พ.ศ. ๒๐๙๖  ในสมัยพระเจ้าติโลกราช
  • เมืองหลวงพระบาง  ในปี พ.ศ. ๒๐๙๖
  • เมืองเวียงจันทร์  จนถึง พ.ศ. ๒๓๒๑
  • กรุงธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๑ – พ.ศ. ๒๓๒๗
  • กรุงเทพมหานคร  ตั้งแต่ปี  พ.ศ. ๒๓๒๗  จนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง:

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-11 dsc01365 pr-600-400-king-7 pr-600-400-king-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

RSS Bangkok Post

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1