พระพุทธรูปทองคำ

Saturday, February 4, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

พระพุทธรูปทองคำ (พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร)

พระพุทธรูปทองคำคู่บ้านคู่เมือง

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร

“พระพุทธรูปทองคำ” หรือ “หลวงพ่อทองคำ” หรือ “พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร” หรือที่ปรากฏตามพระราชทินนาม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ ๙) ว่า  “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ วัดไตรมิตรวิทยาราม ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จัดเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง เนื้อองค์พระทำจากทองคำบริสุทธิ์ มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพระพักตร์และองค์พระสวยสดงดงาม เป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาเยี่ยมชมมากมายมิได้ขาด

พระพุทธรูปทองคำเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย คือ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุ ปลายพระหัตถ์ชี้ลงพื้นธรณี หน้าตักกว้าง ๖ ศอก ๕ นิ้ว (๓๑๓ เซนติเมตร) สูงจากฐานถึงพระเกตุเมาฬี ๗ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้ว ( ๓๙๘ เซนติเมตร) นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงพื้นธรณี น้ำหนักประมาณ ๕ ตันครึ่ง องค์ลักษณะพระเป็นพุทธศิลปแบบพระพุทธรูปสุโขทัย ถือว่างดงามที่สุดในศิลปไทย ลักษณะเด่นของพระพุทธรูปคือ

  • วงพระพักตร์เป็นรูปไข่
  • ขมวดพระเกศาเป็นรูปก้นหอยเวียนขวา
  • พระเกตุมาลา (รัศมี) เป็นรูปเปลวเพลิง
  • พระโขนงโกร่งงดงาม โค้งบรรจบกันที่พระนาสิก
  • พระนาสิกโด่ง ปลายพระนาสิกค่อนข้างงุ้ม
  • พระโอษฐ์เรียวงาม ดูคล้ายแย้มพระสรวล
  • ครองจีวรห่มเฉียง พาดสังฆาฏิบนพระอังสาซ้าย ชายสังฆาฏิจดพระนาภี ปลายแฉกเป็นเขี้ยวตะขาบ
  • ประทับบนหน้ากระดาน

พุทธลักษณะศิลปของพระพุทธรูปนับเป็นมรดกที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์ทางอารยธรรมไทย พุทธศิลปะ ช่างฝีมือ ตลอดจนพลังศรัทธาของปวงชนชาวไทยที่มีต่อบวรพุทธศาสนานับร้อยนับพันปีจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ช่างจึงได้สร้างให้สามารถถอดองค์พระออกเป็นส่วน ๆ ได้ถึง ๙ ส่วน โดยมีกุญแจกลเป็นเครื่องมือในการถอดประกอบ นับเป็นฝีมือช่างชิ้นเอกอันยากจะหาฝีมือสกุลช่างใดทัดเทียมได้

จากพระพุทธรูปปูนปั้นหัวเมืองมาสู่วัดไตรมิตรวราราม

พระพุทธรูปที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นไม่ใช่สักแต่สร้างขึ้นเพียงแค่เป็นวัตถุ แต่สำหรับชาวพุทธฯแล้วพระพุทธรูปเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ ดังนั้นพระพุทธรูปองค์ใดที่ถุกสร้างขึ้นโดยวัตถุที่มีคุณค่าและมีผลเชิงเสี่ยงต่อคนใจบาป พระพุทธรูปองค์นั้นก็จะถูกปิดซ่อนด้วยปูนโบกทับ ทำให้ดูไม่มีราคา แต่สำหรับคนจำนวนมากแล้วมองคุณค่าที่เห็นได้จากจิตใจ มิใช่จากสายตา ดังนั้นแม้พระพุทธรูปจะถูกโบกปูนปิดทับไว้ ก็ยังมีคุณค่าทางใจสำหรับคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้สร้างจากไป ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าเริ่มต้นของพระพุทธรูปนั้นก็หายสาปสูญไปด้วย

พระประธานในพระอุโสถวัดไตรมิตร

ประวัติที่แน่ชัดของพระพุทธรูปทองคำสืบทราบย้อนไปได้เพียงว่าประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร กรุงเทพมหานคร มาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔) ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใดที่ไหน แต่จากพุทธลักษณะขององค์พระเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยหมวดใหญ่ อันเป็นรูปแบบพระพุทธรูปที่งดงามสมบูรณ์ที่สุดในศิลปะสุโขทัย ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ทำให้สัณนิฐานว่าพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรน่าจะสร้างขึ้นที่กรุงสุโขทัยในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งช่วงเวลานั้นกรุงสุโขทัย มีความมั่งคั่งร่ำรวยและพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ดังปรากฏข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามกำแหงมหาราชว่า “กลางเมืองสุโขทัยมีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม” และสันนิฐานว่าน่าจะเป็นดำริของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยโปรดเกล้าฯให้สร้างพระพุทธรูปทองคำล้ำค่าขนาดใหญ่องค์นี้ขึ้น

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งยังถือว่าเป็นช่วงการสร้างราชธานีใหม่ พระมหากษัตรย์ได้ทรงโปรดเกล้าฟื้นฟูบ้านเมืองและบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์วัดในกรุงเทพฯหลายแห่งและให้อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณที่ถูกทิ้งร้างตามหัวเมืองต่างๆมาประดิษฐานไว้ตามวัดวาอารามในพระนคร เพื่อเป็นการรักษาพระพุทธรูปโบราณไม่ให้สูญหาย ซึ่งสัณนิฐานว่าพระพุทธรูปทองคำนี้น่าจะได้รับอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพระยาไกรในครั้งที่พระยาไกรโกษาสร้างวัดนี้ขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

เนื่องจากวัดพระยาไกรตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ทางทิศใต้ของกรุงเทพมหานคร การอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำมาประดิษฐานไว้ที่วัดพระยาไกรนี้คงใช้วิธีการเช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปขนาดใหญ่อื่นๆ ตามที่ปรากฏหลักฐานในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การเคลื่อนย้ายองค์พระจากหัวเมืองจะเป็นการบรรทุกแพล่องมาตามแม่น้ำ เมื่อขึ้นท่าแล้วจึงตั้งบนตะเฆ้ชักลากเข้าสู่วิหาร สำหรับตะเฆ้ที่ใช้ชักลากพระพุทธรูปขนาดใหญ่นั้น สร้างขึ้นโดยใช้ไม้ทำเป็นแม่สดึงเป็นโครงตะเฆ่ แล้วปูไม้กระดานเป็นพื้นบนแม่สะดึงเป็นที่ตั้งพระ ส่วนล้อนั้นใช้ไม้ที่กลึงกลมรองไว้ใต้ตะเฆ้ แล้วใช้แรงคนชักลากให้ตะเฆ้เคลื่อนไปข้างหน้าจนกระทั่งถึงที่หมาย

ภาพจำลองการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปขนาดใหญ่ทางน้ำ

พระพุทธรูปทองคำเพิ่งถูกค้นพบว่าองค์พระเป็นเนื้อทองคำบริสุทธิ์เมื่อ พ.ศ. 2498 โดยท่านเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรขณะนั้น แต่เดิมนั้นพระพุทธรูปทองคำถูกพอกปิดด้วยปูนทั้งองค์ เคยประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโชตินาราม หรือวัดพระยาไกร ถนนเจริญกรุง มาตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ต่อมาในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ วัดพระยาไกรขาดคนบูรณปฏิสังขรณ์ จึงตกอยู่ในสภาพรกร้าง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๔ บริษัท อีสต์เอเซียติก จำกัด ได้ขอเช่าที่จากรัฐบาล เข้าจัดสร้างโรงเลื่อยไม้ขนาดใหญ่ในบริเวณวัดร้างแห่งนี้ มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมของวัดพระยาไกรออกจนเหลือแต่พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 องค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระวิหารและพระประธานในโบสถ์ของวัด ต่อมาสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เจ้าคณะแขวงล่างจึงได้บัญชาให้วัดไผ่เงินโชตนารามและวัดไตรมิตรวิทยารามหรือวัดสามจีนไปอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดสององค์ไปประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งละองค์ โดยวัดไผ่เงินได้อัญเชิญพระประธานในโบสถ์ไปก่อน วัดสามจีนจึงได้อัญเชิญองค์พระปูนปั้นที่ประดิษฐานในพระวิหารไปประดิษฐานไว้ที่วัดในปี พ.ศ.๒๔๗๘

ภาพการชักลากพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไปสู่ที่หมาย

การอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่จากวัดพระยาไกรสู่วัดไตรมิตรวิทยารามในปี พ.ศ.๒๔๗๘ ใช้รถบรรทุกเคลื่อนย้ายองค์พระไปตามถนนเจริญกรุงพร้อมทั้งพระอริยสาวก 2 รูปที่อยู่ในพระวิหาร คือ พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร เมื่อถึงวัดไตรมิตรวิทยาราม ได้อัญเชิญประดิษฐานไว้ข้างพระเจดีย์เป็นการชั่วคราวโดยทางวัดได้จัดสร้างเพิงสักกะสีไว้กันฝนกันแดดถวาย ระหว่างนั้นชาวบ้านนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อวัดพระยาไกร” ระหว่างนั้นมีพระวัดอื่นมาขอไปประดิษฐานที่วัดของตนหลายครั้ง แต่พระพุทธรูปองค์นี้ก็ยังคงอยู่ ณ วัดไตรมิตรวิทยารามจนกระทั่งทุกวันนี้

ค้นพบพระพุทธรูปทองคำ


วัดไตรมิตรวรารามเดิมชื่อว่าวัดสามจีนใต้ มีตำนานเล่าว่าชาวจีนสามคนได้ร่วมกันสร้างประมาณปี พ.ศ. 2374 ได้มีการบูรณะใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2480 และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดไตรมิตรวิทยารามเมื่อปี พ.ศ.
2482 ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ทางวัดจึงได้สร้างพระวิหารสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นที่อัญเชิญมาจากวัดพระยาไกร เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นปูชนียวัตถุอันเป็นที่เคารพสักการะชองพุทธศาสนิกชนทั่วไป พระวิหารที่สร้างขึ้นมี 2 ชั้น ชั้นบนตรงกลางเป็นเป็นอาคารทรงไทยจตุรมุขเป็นที่ปะดิษฐานพระพุทธรูป ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2598 วัดไตรมิตรฯได้ประกอบพิธีอัญเชิญ “หลวงพ่อวัดพระยาไกร” ขึ้นประดิษฐานบนพระวิหารแต่ไม่สำเร็จ เพราะเชือกขาดขณะยกองค์พระขึ้นสู่พระวิหาร ทำให้องค์พระตกกระแทกพื้น ทำให้ปูนที่หุ้มองค์พระแตกกะเทาะออกเป็นบางส่วน ขณะเดียวกันนั้นก็มีลมพายุฟ้าคะนองและเกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้ต้องยกเลิกการดำเนินการในวันนั้นก่อน วันรุ่งขึ้นทางวัดได้ตรวจดูองค์พระ พบรอยแตกกะเทาะจากแรงกระแทกพื้นและพบเห็นรักอยู่ใต้ปูนอีกชั้นหนึ่ง เมื่อแกะรักออกจึงพบว่ามีพระพุทธรูปทองคำอยู่ภายใน ต่อมาได้พบอีกว่าองค์พระสามารถถอดออกเป็นส่วนๆได้ จึงได้ถอดบางส่วนออกจากกันแล้วสกัดปูนและรักที่หุ้มห่ออยู่ออก แล้วนำขึ้นไปประกอบใหม่บนพระวิหาร โดยที่พระพุทธรูปองค์นี้เป็นศิลปสุโขทัย จึงได้ตั้งนามว่า “หลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตร”

หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร

ข่าวการค้นพบพระพุทธรูปทองคำที่ถูกห่อหุ้มด้วยปูนมาหลายร้อยปีโดยไม่มีใครทราบเป็นที่ฮือฮามากในหน้าหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น และได้รับการตรวจสอบจากนายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วระบุว่า เนื้อทองคำที่สร้างพระพุทธรูปองค์นี้เป็น “ทองเนื้อเจ็ดน้ำสองชา” คำเรียกเนื้อทองดังกล่าวเรียกตามมาตรฐานทองคำแบบไทยโบราณ ที่กำหนดเรียกชนิดทองคำเป็นเนื้อต่างๆเทียบกับมูลค่าเงิน ทองคำชนิดที่มีความบริสุทธิ์สูงสุดคือทองเนื้อเก้าหนัก ๑ บาท มีค่าเท่ากับเงิน ๙ บาท ส่วน “ชา” หมายถึง ๑ สลึง ดังนั้น “เนื้อทองเจ็ดน้ำสองชา” จึงหมายถึงเนื้อทองคำชนิดที่หนัก ๑ บาท มีค่าเท่ากับเงิน ๗ บาท ๒ สลึง แต่ค่าของเงินเทียบกับทองผันแปรไปตามยุคสมัย ดังนั้นการเรียกทองคำเนื้อต่างๆตามสมัยนั้นจึงไม่ได้แสดงถึงราคาเทียบกับเงิน เป็นเพียงแต่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของทองคำเท่านั้น

ข่าวการพบพระพุทธรูปทองคำเป็นที่สนใจของทุกคน

เนื้อทองคำบริสุทธิ์อย่างทองเนื้อเก้าจะมีความอ่อนตัวมากไม่สามารถหล่อเป็นปฏิมากรรมได้ การหล่อพระพุทธรูปจำเป็นต้องใช้เนื้อทองบริสุทธิ์ชนิดรองลงมาเพื่อให้มีความแข็งแกร่งเพียงพอ ดังนั้นเนื้อทองเจ็ดน้ำสองชาที่ใช้สร้างพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรจึงเป็นเนื้อทองที่มีความบริสุทธิ์สูง จึงเปล่งประกายสีทองออกมาอย่างสวยงาม

พระมหามณฑปประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ประดิษฐาน ณ วิหารหลังปัจจุบันภายในวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ พระวิหารหลังดังกล่าวได้ทรุดโทรมลง กอปรกับมีนักท่องเที่ยวมาสักการบูชา และชื่นชมความงดงามยิ่งใหญ่ขององค์หลวงพ่อทองคำเป็นจำนวนมาก สถานที่ประดิษฐานแห่งนี้จึงคับแคบ ไม่เหมาะควรแก่คุณค่าและฐานะบารมีขององค์หลวงพ่อทองคำ

พร

พระมหามณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำล่าสุด

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ กลุ่มนักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีนย่านเยาวราช จึงได้ร่วมกับวัดไตรมิตรวิทยารามและพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จัดให้มี “โครงการจัดสร้างพระมหามณฑปประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) วัดไตรมิตรวิทยาราม” ขึ้น เพื่อว่าพระมหามณฑปหลังใหม่นี้ จะมีความวิจิตรงดงามควรค่าแก่องค์หลวงพ่อทองคำ อีกทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราช สมบัติครบ ๖๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ด้วย

การออกแบบพระมหามณฑปได้รวบรวมผู้มีอัจฉริยะภาพทางศิลปะระดับชาติในหลากหลายสาขามาร่วมกันรังสรรค์พุทธสถาปัตกรรมทรงคุณค่าหลังนี้ โดยคำนึงถึงคุณลักษณะสำคัญๆดังต่อไปนี้

  1. ความศักดิ์สิทธิ์และสง่างาม โดยเน้นให้มีโครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความสง่างาม น่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็รักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมไว้ครบถ้วนทั้ง พุทธศิลป์ สถาปัตยศิลป์ และวิจิตรศิลป์
  2. ความมั่นคง ถาวร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นภูมิสถาปัตยกรรมใหม่ของย่านเยาวราช และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าสืบไปชั่วลูกหลาน จึงคำนึงถึงอายุของวัสดุการใช้งานเป็นหลัก โครงสร้างวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างจึงมีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความคงทนถาวร
  3. ความร่วมสมัย เน้นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่สร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความจำเป็น ประโยชน์ใช้สอย และบริบทแวดล้อมเป็นหลัก อันได้แก่ พระมหามณฑป พิพิธภัณฑ์ชุมชน และพื้นที่จอดรถ

ปัจจุบันพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรได้ประดิษฐานอยู่ในพระมหามณฑปแห่งนี้ และเปิดให้นมัสการพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรอย่างเป็นทางการและเปิดให้นักท่องเที่ยวกับพุทธศาสนิกชนได้เยี่ยมชมพระมหามณฑปฯ ได้ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยจัดให้มีงานพิธีมหาสมโภชพระมหามณฑปฯ อย่างยิ่งใหญ่ โดยความร่วมมือของคณะรัฐบาล

สรุป

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือพระพุทธรูปทองคำ จัดเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง เป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติและชาวต่างประเทศที่ให้ความสำคัญเยี่ยมชมอย่างสม่ำเสมอ เป็นพุทธศิลปะสมัยกรุงสุโขทัยที่มีพุทธลักษณ์งดงาม ทองคำที่สร้างเป็นองค์พระเปล่งประกายสุกใส นับว่าเป็นโชคดีของคนไทยที่ค้นพบพระพุทธรูปทองคำในปี พ.ศ. 2498 หลังจากองค์พระถูกปกปิดด้วยปูนมาตลอดระยะเวลาเกือบพันปี ปัจจุบันพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรได้ประดิษฐานอยู่ในมหามณฑปฯอันงามสง่าสมควรแก่คุณค่าของพระพุทธรูปทองคำอันเป็นที่เคารพสักการะยิ่งองค์หนึ่งของไทย

อ้างอิง:

http://www.wattraimitr-withayaram.com/new_t/history_wat_page.php

http://www.wattraimitr-withayaram.com/new_t/history_pm_page.php

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01366 pr-600-400-king-18 photo-vr-resize-1000-handicraft-1 dsc01365

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1