BOI Fair 2554

Thursday, January 12, 2012
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

BOI Fair (งานแสดงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ได้รับการลงทุนในประเทศไทย)

รถ hybrid fossil fuel และรถไฟฟ้า จากค่าย Toyota

การสนับสนุนการลงทุนเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ในการพัฒนาเศรษฐกิจของปรเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มที่ยากจนหรือกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วนั้น ส่วนใหญ่ต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment หรือ FDI) ดังนั้นในการที่จะดึงดูดให้ต่างชาติเข้าลงทุนในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องมีสิทธิประโยชน์ที่ดีพอเพื่อให้ต่างชาคิเห็นว่าถ้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว เขาจะได้ประโยชน์ที่ดีกว่าที่จะไปลงทุนที่อื่น สำหรับสิทธิประโยชน์เหล่านี้อาจเป็น การยกเว้นหรือการลดภาษีการนำเข้าวัตุดิบ การยกเว้นหรือลดภาษีนิติบุคคล การให้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับวีซ่าในการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาสอนหรือทำงานในประเทศไทย ฯลฯ

ในยุคแรกๆของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเกือบทั้งหมด แต่ต่อมารัฐบาลได้มีเป้าหมายให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนสินค้าอุตสาหกรรม เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าก่อน ต่อมาจึงสนับสนุนให้ผลิตเพื่อการส่งออกด้วย ประมาณต้นทศวรรษ 1980 เกิดวิกฤตน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวนเนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลให้เกิดอัตราเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยอาศัยแรงงานที่ถูก หรือต้นทุนอื่นๆ เช่น ราคาที่ดิน ต้นทุนการจัดการตลอดจนสิทธิประโยชน์อื่นๆ

เพื่อสนับสนุนให้เอกชนเกิดแรงจูงใจในการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลในยุคสมัยจอมพล ป พิบูลย์สงคราม จึงได้ออกกฏหมายเพื่อการส่งเสริมการลงทุนประมาณก่อนปี 2497 และกฏหมายนี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะๆเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะการณ์ทั้งของประเทศไทยและของโลก โดยกำหนดให้เป็นสำนักงานและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการมีหน้าที่หลักในการพิจารณาสิทธิประโยชน์เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับผู้ลงทุนตลอดจนเพื่อกำหนดทิศทางเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการพัฒนา นอกจากนั้นคณะกรรมการยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการวางแผนการกำหนดเขตพื้นที่อุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับทรัพยากรและโครงสร้างสาธารณูปโภคเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และการพัฒนาพื้นที่

ผลงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 

      ดุลการค้าไทย 3 ช่วงทศวรรษ        
ปี               2553 p 2552 p 2551 p
ดุลการค้า               439,600 669,119 -14,266
ปี 2550 2549 2548 2547 2546 2545 2544 2543 2542 2541
ดุลการค้า 439,081 34,324 -326,747 58,793 155,587 118,224 110,951 217,442 349,918 503,129
ปี 2540 2539 2538 2537 2536 2535 2534 2533 2532 2531
ดุลการค้า -84,765 -417,647 -373,791 -226,782 -221,675 -205,380 -247,263 -255,136 -140,176 -101,251
ปี 2530 2529 2528 2527 2526 2525 2524 2523    
ดุลการค้า -44,128 -15,099 -62,468 -69,439 -89,237 -36,137 -65,782 -57,985    

 

ถ้าจะวิเคราะห์ผลงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คงต้องพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นจากบทบาทและหน้าที่หลักของสำนักงาน คือการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยดูจากการส่งออก การนำเข้าและดุลการค้า ซึ่งอยากพิจารณาออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงแรกประมาณปี 2520-2530 ช่วงที่สองประมาณ 2530-2540 และช่วงที่สามประมาณ 2540-2554

เรือดำน้ำ ผลงานวิจัย ม.เกษตรศาสตร์

เรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน

 

 

 

 

 

 

 

 
 

หุ่นยนต์กู้ภัยจากสถาบันการศึกษาไทย

ช่วงทศวรรษ 2523-2530

เป็นช่วงเวลาที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก ดังนั้นประเทศจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนทั้งวัตถุดิบและเครื่องจักรกลต่างๆ ทำให้ประเทศเกิดการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

ช่วงทศวรรษ 2531-2540

เป็นช่วงเวลาที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตที่เน้นเพื่อการส่งออกและสนับสนุนให้เกิดการผลิตในลักษณะเป็นห่วงลูกโซ่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นในประเทศให้มากที่สุดตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการผลิตสินค้าอุปกรณ์เพื่อให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้นประเทศจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนทั้งวัตถุดิบและเครื่องจักรกลต่างๆ ทำให้ประเทศเกิดการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนเป็นปัจจัยหนึ่งให้เกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ (ความจริงมีปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลกระทบมากกว่าเช่นความผิดพลาดในการบริหารด้านการเงิน ทำให้เกิดการกู้จากต่างประเทศผ่านระบบ BIBF เกินตัว ซึ่งเป็นการกู้เงินการบริโภคมากกว่าที่จะใช้ในการลงทุนเพื่อการสร้างงานสร้างผลผลิต) จนส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

ช่วงทศวรรษ 2541-2553

หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ส่งผลให้ประเทศไทยต้องปรับค่าเงินบาทอย่างรุนแรง มีการปิดสถาบันการเงิน เงินสำรองระหว่างประเทศถูกนำไปป้องกันค่าเงินบาทจนไม่มีเหลือ รัฐบาลในยุคสมัยนั้นต้องเข้าช่วยเหลือจนกระทั่งทำให้กองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาสถาบันการเงินมีหนี้สินกว่า 1.4 ล้านๆ รัฐบาลต้องออกพันธบัตรช่วยจ่ายดอกเบี้ย แม้เวลาผ่านไปประมาณ 14 ปี กองทุนฟื้นฟูยังมีหนี้สินคงค้างถึง 1.14 ล้านๆบาท เกิดเป็นประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันถึงแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่นี้

อย่างไรก็ตามแม้ประเทศจะประสบผลวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 อย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการลดลงของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนจากภาครัฐ และการลงทุนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของประเทศก็ยังสามารถเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออกของประเทศและการท่องเที่ยวได้รับการยอมรับว่าเป็นภาคเศรษฐกิจเดียวที่ช่วยฟื้นฟูประเทศ รัฐบาลพยายามผลักดันภาคการส่งออกจนทำให้ประเทศมีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นขณะที่การนำเข้าลดลง เป็นผลให้ดุลการค้าของไทยเกินดุลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541-2553 อาจเกินการขาดดุลบ้างเพราะผลจากความวุ่นวายในประเทศ ดูผลได้จากตารางข้างต้น

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าผลงานของสำนักงานการส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างโดดเด่นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในหลายประเด็น เช่น

  1. สามารถพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมจนมีส่วนช่วยทำให้เกิดการสะสมทุนจากดุลการค้าระหว่างประเทศจนทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่าสูงถึงกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
  2. บทบาทในการเสริมสร้างและสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญๆของโลกหลายอย่าง เช่น รถยนต์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เป็นต้น พิสูจน์ได้จากผลจากน้ำท่วมใหญ่ในประเทศ ทำให้ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายๆแห่งในโลกเกิดความผันผวนเพราะขาดชิ้นส่วนการผลิต หรือเกิดปัญหาการส่งมอบสินค้าสำเร็จรูป
  3. บทบาทในการช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับแรงงานไทย
  4. บทบาทในการช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้กับคนไทย แต่การที่ประเทศไทยไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีได้เร็วเพราะไม่สามารถพัฒนาพื้นฐานการศึกษาไทยได้ในอัตราที่เร็วพอกับเทคโนโลยีจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ฐานผลิตในประเทศไทย
  5. อย่างไรก็ตาม BOI อาจต้องประเมินด้วยตนเองว่า ผลงานที่ผ่านมานั้นมีปัญหาและอุปสรรคอย่างใด การทำหน้าที่ของ BOI มีปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้เกิดประสิทธิผลซึ่งจะเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไทย

แบบจำลองหมู่บ้านที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก

รถไฟฟ้าพลังงานจากแบตเตอรี่ค่ายมิตซูบิชิ

รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากค่ายนิสสัน

 

 

 

 

 

 

 
 

แบบจำลองสถานีชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าไฟฟ้า

การจัดงาน BOI Fair

แม้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะก่อตั้งมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 จนถึงปัจจุบันคิดเป็นเวลานานถึง 58 ปี แต่ผลงานของส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไม่ได้รับทราบจากสังคมมากนัก เพราะการจัดตั้งผ่านมาเกือบ 60 ปี BOI ได้จัดงานเพื่อให้สังคมได้มีส่วนรับรู้ถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเพียง 3 ครั้ง

ครั้งที่หนึ่ง จัดขึ้นที่แหลมฉบัง ศรีราชา บนพื้นที่ 400 ไร่ เป็นระยะเวลา 12 วัน ระหว่างวันที่ 17-28 กุมภาพันธ์2438 ภายใต้แนวคิดว่า “ก้าวไกล ไทยทำ” หรือ “Thailand Moves Ahead” โดยได้เชิญบริษัทและองค์กรต่างๆ 344 แห่งทั่วโลกมาร่วมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าในกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศได้เห็นขีดความสามารถและศักยภาพในการผลิตอุตสาหกรรมของไทย

ครั้งที่สอง จัดขึ้นที่เมืองทองธานี นนทบุรี ภายใต้แนวคิด “เชื่อมั่นประเทศไทย บีโอไอ แฟร์ 2000” หรือ “Confidence in Thailand, BOI Fair 2000” ซึ่งตัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-13 กุมภาพันธ์ 2543 เพื่อจุดประกายและฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในประเทศไทยหลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในช่วงปี 2540 รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่ในหลวงทรงพระชนมายุครบ 72 พรรษาในปี 2542 งานนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทชั้นนำต่างๆ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กรวมทั้งสิ้นกว่า 800 บริษัท รวม 72 พาวิลเลี่ยนในการแสดงศักยภาพการผลิต การพัฒนาสินค้า รวมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งการแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่มีความหลากหลายและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆของอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า

ครั้งที่สาม จัดขึ้นที่เมืองทองธานี บนพื้นที่ 240,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “โลกสดใส ไทยยั่งยืน บีโอไอแฟร์ 2011” หรือ “Going Green for The Future” ระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ในงานนี้เป็นการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ และการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ตลอดจนแสดงให้เห็นความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมต่างๆโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเสมือนพันธสัญญา (Green Commitment) ของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

จะเห็นได้ว่าในการจัดงานทั้งสามครั้ง แต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานในครั้งที่สามนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยมากขึ้น เช่นภาคการเกษตรจะพิจารณาถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “อาหารปลอดภัย” ภาคอุตสาหกรรมคำนึงถึงกระบวนการที่จะช่วยลดแก๊สเรือนกระจกซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดปัญหา “โลกร้อน” เช่น โครงการ “บ้านโซล่าเซลล์” โครงการ “Eco Cars” โครงการ “(Zero Emission Cars” รถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้แบตเตอรี่รวมทั้งแนวคิดการสร้างสถานีการ “Recharge Battery”

BOI Fair 2011

ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมงาน “บีโอไอแฟร์ 2011” เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2555 เกิดความรู้สึกประทับใจและความแปลกใจควบคู่กัน จะขอวิจารณ์ถึงความประทับใจก่อนแล้วกันนะครับ

ความประทับใจ 

  1. อาคารแสดงงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีผลงานที่แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของนักวิจัยไทยมีมากน้อยเพียงใด ถ้าหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมหลักให้มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แล้วสนับสนุนการวิจัยและพัฒนามากขึ้นโดยวิถีแนวทางแบบก้าวกระโดด ประเทศไทยอาจเห็นปรากฏการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีแบบอย่างมาแล้วแบบ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศจีน
  2. งานแสดงการพัฒนาถึงเทคโนโลยีรถยนต์ในอนาคต จะเห็นว่าค่ายรถยนต์โดยเฉพาะญี่ปุ่นได้พัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Engines) รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า (Zero Emission Vehicles) และรถยนต์ทีใช้เชื้อเพลิงแบบผสม คือใช้ได้ทั้งระบบน้ำมันปกติและใช้ไฟฟ้า (Hybrid Fuel Vehicles) นอกจากนั้นยังแสดงถึงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และสถานีสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ในอนาคต
  3. บ้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันไม่ไกลนัก จะเป็นบ้านที่ประหยัดและปกป้องสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันอาจยังมีปัญหาเรื่องต้นทุน แต่ถ้าหากสามารถพัฒนาให้เซลล์แสงอาทิตย์หรือพัฒนาระบบให้เกิดประสิทธิภาพได้ดีขึ้น และถ้าหากมีปริมาณการใช้มากขึ้น ต้นทุนจะลดลงมากจนพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นของปกติที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับการใช้น้ำมันในปัจจุบัน

ยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกมาก เอาไว้เขียนต่อนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานพัฒนาเทคโนโลยีจากกลุ่มเครื่องไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์

ความแปลกใจ 

แปลกแต่จริง งาน “BOI Fair” เป็นงานแสดงสุดยอดเทคโนโลยีที่แสดงในประเทศไทย งานนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าดูมาก ได้มีโอกาสเห็นสินค้าอนาคตทั้งใกล้และไกล แนวโน้มของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีโอกาสให้คิดถึงศักยภาพของงานวิจัยและพัฒนาที่เป็นของไทยจริงๆ ปกติแล้วถ้าจะได้เห็นเทคโนโลยีระดับโลกนี้หรือดีกว่านี้ คงต้องไปดูที่ ญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา แต่ปรากฏว่างาน “BOI Fair” กลับมีคนสนใจน้อยมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ 1.ประชาสัมพันธ์น้อยไป 2.การอธิบายไม่พอทำให้ไม่เข้าใจเลยคิดว่าสู้ “มอเตอร์โชว์” หรือ “Electronic Expo” ก็ไม่ได้ หรืออาจด้วยเหตุผลอื่นๆก็ไม่ทราบเหมือนกัน อยากให้นายกรัฐมนตรี ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้ความสนใจบ้างครับจะได้ให้โอกาส BOI ประชาสัมพันธ์ผ่านทีวี โดย BOI ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านโฆษณามากเกินไป และอาจมีส่วนกระตุ้นให้คนไทยสนใจเทคโนโลยีระดับโลกมากขึ้นก็ได้ ช่วยๆกันปลุกระดมให้เกิดความสนใจกันหน่อยเถอะครับของดีที่มีประโยชน์แบบนี้ไม่ใช่จะมีโอกาสได้เห็นกันบ่อยๆนะครับ

ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นเสมือนภาคเศรษฐกิจย่อยหลักของประเทศ แต่ขาดการแสดงให้เห็นขีดความสามารถในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมด้านอาหารและภาคการเกษตรที่ให้เกิดความน่าเชื่อถือในเรื่องอาหารปลอดภัยและอาหารอินทรีย์ซึ่งเป็นแนวโน้มความต้องการใหม่ของโลก ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารและแหล่งส่งออกอาหารที่สำคัญของโลก 

ข้อเสนอแนะ 

ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนการส่งเสริมอุตสาหกรรมกลุ่มอิเลคทรอนิคและกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จนไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการผลิตจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนเวลาและสภาพระดับการพัฒนาของประเทศ เช่นเดียวกับภาคสิ่งทอ ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยในอดีต แต่ปัจจุบันกลับเป็นกลุ่มอิเลคทรอนิคส์และกลุ่มยานยนต์ ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนควรให้การสนับสนุนเพื่อการขยายกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของไทยมากขึ้น ซึ่งอยากนำเสนอเพื่อพิจารณาดังต่อไปนี้

  1. อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับศิลปและวัฒนธรรมไทย เช่น อุตสาหกรรมภาพยนต์ไทยที่มีการส่งเสริมศิลปและวัฒนธรรม ภาพยนต์สารคดี ดนตรี เป็นต้น
  2. อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการแพทย์ เช่น Bio-Engineering Technology, Stem Cell หรือ Genetic Therapy
  3. อุตสาหกรรม Soft Ware
  4. Foreign Technologists and Specialists สำหรับทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตาสหกรรมไทย

 สรุป 

งาน “BOI Fair” ได้แสดงถึงผลงานของ BOI ที่ผ่านมาว่าเกิดผลลัพภ์ต่อผลประโยชน์ของประเทศมากน้อยเพียงใด ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลของดุลการค้าระหว่างประเทศในช่วงระยะเวลาประมาณ 30 ปีและจากงานแสดงการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในอนาคตอันใกล้และแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตที่เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 ตลอดจนแสดงให้เห็นแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะมีการผลิตที่สอดคล้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังทำให้เห็นภาพภาคการผลิตแนวคิดการผลิตเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยได้อย่างดี

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

photo-vr-resize-1000-handicraft-2 dsc01367 pr-600-400-king-3 dsc01365

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1