จีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

Sunday, December 18, 2011
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

จีนกับความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

การปรับสมดุลเชิงเศรษฐกิจและสังคมของโลก

จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆในโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการใช้ทรัพยากรและการบริโภคทรัพยากรของโลกอย่างเห็นได้ชัด จากที่ประเทศในกลุ่มอเมริกาเหนือก็ดี ประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันตกก็ดีซึ่งเคยใช้ทรัพยากรของโลกอย่างมากมาย ก็เริ่มชะลอตัวหรือถดถอย ในขณะที่ประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้และกลุ่มประเทศเอเซียเริ่มมีอัตราการบริโภคทรัพยากรของโลกสูงขึ้น เพราะจากการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างเชิงเศรษฐกิจและสังคมต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาการศึกษา จนสามารถปรับตัวในเชิงขีดความสามารถในการแข่งขันให้ดีขึ้น จนทำให้บรรดานักพยากรอนาคตของโลกต่างเชื่อมั่นว่า โลกกำลังเปลี่ยนสมดุลจากโลกตะวันตกไปสู่โลกตะวันออกมากขึ้น โดยสรุปการปรับสมดุลเชิงโครงสร้างหลักๆดังนี้

1.  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมดุลเชิงเศรษฐกิจ ได้ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเซียจะมีอัตราเฉลี่ยสูงกว่าประเทศตะวันตก และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เจริญเติบโต และจะมีการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2030 ประเทศจีนจะเป็นประเทศที่มี GDP สูงที่สุด แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเอเซียจึงมีแนวโน้มเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจโลกแทนยุโรปและอเมริกา

2.  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตหรืออุตสาหกรรม ซึ่งมีสาเหตุหลักจากภาวะโลกร้อน การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ความต้องการร่วมกันของประชากรโลกในการปกป้องภาวะโลกร้อน จะทำให้อุตสาหกรรมต้องปรับเปลี่ยนผลิตสินค้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจมีมาตรการกำหนดชัดเจนให้แต่ละผลิตภัณฑ์ต้องบ่งบอกปริมาณแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ที่เกิดจากการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นแต่ละชนิด

3.  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระหว่างผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน และวัยเด็ก โดยปริมาณผุ้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผู้ที่อยู่ในวัยทำงานจะลดลง ส่งผลให้สัดส่วนระหว่างผู้สูงวัยและผู้อยู่ในวัยทำงานสูงขึ้น นั่นหมายความว่า ภาระที่ผู้ทำงานต้องรับเลี้ยงดูผู้สูงวัยจะสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้จ่าย อัตราภาษี ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ

4.  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงสังคม โลกจะเกิดการรวมตัวของประชากรเป็นกระจุกเป็นชุมชนเมืองมากขึ้น ซึ่งหลายๆแห่งได้เกิดขึ้นแล้ว เช่น โตเกียว โซล มุมไบ นิวเดลลี เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กรุงเทพฯ จากาต้า ฯลฯ

ความมุ่งมั่นและเป้าหมายเบื้องต้น

ถ้าหากเรานึกย้อนถึงความมุ่งมั่นของแต่ละประเทศหรือเป้าหมายในการพัฒนาประเทศแล้ว หลายๆประเทศประกาศความมุ่งมั่นในใจค่อนข้างชัดเจนว่าเป้าหมายในแต่ละขั้นตอนการพัฒนามีอะไรบ้าง เช่น

ประเทศเกาหลี มีความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งโดยมีญี่ปุ่นเป็นเป้าหมาย โดยมีความกดดันจากที่เคยเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บแค้นและต้องการเอาชนะ

ประเทศญี่ปุ่น คาดหวังว่าจะต้องเป็นเจ้าโลก ดังนั้นจึงมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงกับท้ารบกับสหรัฐอเมริกา

ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดอยู่เสมอว่าตนเองเป็นพี่เบิ้มของโลก จึงมีแนวคิดในการจัดระเบียบโลกใหม่อยู่ตลอดเวลา

ประเทศรัสเซีย คาดหวังเป็นเจ้าโลกแข่งกับสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดสงครามเย็นสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนให้กับโลกในช่วงระยะเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ประเทศจีน มีความมุ่งมั่นในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นเป้าหมายหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจคือความเป็นอันดับหนึ่งของโลก

จากเป้าหมายที่กำหนดในใจและประกาศไว้เบื้องต้น ทำให้เกิดความรู้สึกเสมือนการกำหนดทิศทางเป็นภาพรวมไว้ คล้ายๆกับมีเป้าหมายร่วมกันระหว่างประชาชนและรัฐบาลที่จะกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างประเทศที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การกำหนดยุทธศาสตร์การผลักดันแผนต่างๆไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างคล่องตัวขึ้น

จีนกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน

ผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP)

ราวกลางทศวรรษ 1980 หลังจากเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นครองอำนาจได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดเชิงเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มปฏิรูปแนวคิดทางเศรษฐกิจจากระบบคอมมิวนิสต์เป็นระบบทุนนิยม โดยการพยายามปรับราคาสินค้าเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรมโดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เติ้งในฐานะผู้นำพยายามผลักดันให้เกิดการเพิ่มรายได้ เพิ่มการบริโภคโดยวิธีการลงทุนจากต่างประเทศ เศรษฐกิจของจีนได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างยาวนานเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 10% จนกระทั่งปี 2010 จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา สามารถแซงขึ้นหน้าประเทศญี่ปุ่นจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาเป็นเวลายาวนาน ดูจากตาราง

China GDP (nominal) compared with USA and Japan
countries GDP 1990 GDP 1995 GDP 2007 GDP 2008 GDP 2009 GDP 2010
USA usa 5,233,000 6,379,000 13,750,000 14,300,000 14,270,000 14,620,000
Japan jap 1,914,100 2,549,000 5,103,000 4,880,000 5,049,000 5,391,000
China chi na 2,610,000 2,879,000 4,222,000 4,758,000 5,745,000

อย่างไรก็ตามการกระจายความเจริญยังเป็นปัญหาค่อนข้างมาก เพราะความเจริญส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออกแถบชายฝั่งทะเล มีการลงทุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและลงทุนด้านอุตสาหกรรมต่างๆมากมาย ขณะที่ทางด้านตะวันตกมีการพัฒนาน้อยกว่ามาก ดังนั้นจีนยังคงต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะทำให้ความเจริญกระจายตัวทั่วประเทศ

การลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment)

ผู้นำจีนตระหนักดีว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจะไปได้ดีต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นจีนจึงได้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 14 เมือง ใน 3 มณฑลทางฝั่งทะเลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกันก็กำาหนดสิทธิพิเศษทางด้านภาษี ลดกฏเกณฐ์ต่างๆเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุระกิจ ในความเป็นจริงแล้วโดยปัจจัยพื้นฐานของประเทศก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการดึงดูดการลงทุนอยู่แล้ว เช่น ขนาดตลาดในประเทศใหญ่โตมหาศาล มีจำนวนประชากรจำนวนมากกว่า 1,300 ล้านคนเหมาะสำหรับการทำการตลาดในประเทศ ค่าแรงยังไม่สูงมากนักจึงได้เกิดการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศมากมายเป็นจำนวนประมาณ 20,000-30,000 โครงการคิดเป็นมูลค่าเป็นแสนล้านเหรียญสหรัฐตามตาราง ถ้าเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาจะเห็นว่ามีมูลค่าแตกต่างกันมากระหว่าง 10-30 เท่าในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

เปรียบเทียบ FDI จีนและสหรัฐอเมริกา
Year 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010
China direct investment
Number of projects 26,140 34,171 41,081 43,664 44,001 41,485 37,871 27,514 23,435 27,406
Utilized FDI ($ billion) 46.9 52.7 53.5 60.6 60.3 69.5 74.8 92.4 90 105.7
US direct investment
Number of projects 2,594 3,363 4,060 3,925 3,741 3,205 2,627 1,772 NA NA
Utilized FDI ($ billion) 4.9 5.4 4.2 3.9 3.1 3 2.6 2.9 NA NA

การลงทุนในประเทศ

จากการลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมทั้งหนักและเบา จีนจึงเป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลกหลายๆประเภท ทำให้จีนมีกลุ่มชนชั้นกลางเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากจีนมีพลเมืองมากกว่า 1,000 คน เมื่อชนชั้นกลางขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงเกิดกำลังซื้อมหาศาล เป็นแรงดึงดูดให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ จีนจึงเรียนรู้และซึมซับเทคโนโลยีทั้งระดับกลางและสูงได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นจีนยังกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายความเจริญสู่พื้นที่ในแถบภาคกลางและภาคตะวันตกโดยมีโครงการหลักๆและสำคัญมากมาย เช่น การสร้างถนนและรถไฟสู่ภาคตะวันตก การสร้างท่อแก๊สยาวประมาณ 4,000 กม. โรงงานผลิตไฟฟ้า ระบบชลประทานเพื่อการส่งถ่ายน้ำจากเขตทางเหนือสู่ทางใต้ จึงจีนเองเชื่อว่าจะเป็นการกระจายการใช้ทรัพยากรของประเทศ ในขณะเดียวกันจะช่วยกระจายรายได้ซึ่งปัจจุบันแตกต่างกันมากระหว่างพื้นที่ทางฝั่งทะเลกับพื้นที่ในภาคกลางและภาคตะวันตก

การส่งออกและนำเข้า

ปัจจุบันจีนมีบทบาทสำคัญในเรื่องการค้าระหว่างประเทศของโลกเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่จีนเปิดประเทศและเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลกแล้วในต้นทศวรรษ 1980 การค้าระหว่างประเทศของจีนได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบายการพัฒนาการลงทุนในเบื้องต้นจีนไม่ต้องการให้ต่างชาติมาลงทุนโดยอาศัยที่ค่าแรงงานในประเทศที่ต่ำมากๆประกอบกับไม่ต้องการให้ตลาดภายในประเทศเป็นที่รองรับสินค้าต่างชาติ จีนจึงกำหนดนโยบายให้เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลักแล้วค่อยๆผ่อนคลายในเวลาต่อมา ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีการค้าระหว่างประเทศใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเป็นปริมาณ 2,908,000 ล้านเหรียญ คิดเป็น 10.5% ของการค้าโลก มีการส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกประมาณ 1,581,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 10.6% ของปริมาณการส่งออกของโลก มีการนำเข้าประมาณ 1,327,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็น 10.49% ของปริมาณการนำเข้าของโลกและที่สำคัญจีนเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าอย่างต่อเนื่องอย่างยาวนาน

สถิติที่เกี่ยวกับมูลค่าการค้าของประเทศสำคัญต่างๆ 2010
countries Export % to Import % to Total % to
(million) world (million) world Trade world
world 14,920,000 100.0% 12,647,000 100.0% 27,567,000 100.0%
European Union 1,952,000 13.1% 1,977,000 15.63% 3,929,000 14.3%
united States 1,289,000 8.6% 1,936,000 15.31% 3,225,000 11.7%
Japan 765,200 5.1% 639,100 5.05% 1,404,300 5.1%
Germany 1,337,000 9.0% 1,099,000 8.69% 2,436,000 8.8%
China 1,581,000 10.6% 1,327,000 10.49% 2,908,000 10.5%
สถิติที่เกี่ยวกับมูลค่าการส่งออกนำเข้าของประเทศสำคัญต่างๆ 2010
countries Export % to Import % to Balance
(million) world (million) world of Trade
world 14,920,000 12,647,000 2,273,000
European Union 1,952,000 13.1% 1,977,000 15.63% -25,000
united States 1,289,000 8.6% 1,936,000 15.31% -647,000
Japan 765,200 5.1% 639,100 5.05% 126,100
Germany 1,337,000 9.0% 1,099,000 8.69% 238,000
China 1,581,000 10.6% 1,327,000 10.49% 254,000
country trade balance
countries country trade balance (million us$)
2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010
canada 58,900 47,100 54,200 45,700 25,100 -6,700 400
France -700 -29,900 -37,700 -42,500 -72,000 -75,400 -69,000
Germany 176,600 215,000 197,000 240,000 328,000 165,000 217,000
Italy 7,100 2,700 -11,600 -8,800 -700 10,300 -1,300
Japan 137,000 99,400 81,300 94,600 80,600 25,700 99,000
Russia 69,590 120,000 139,200 122,400 174,000 98,800 139,400
United Kingdom -92,200 -111,000 -153,900 -180,000 -177,000 -122,300 -140,900
usa -681,000 -799,500 -838,000 -847,000 -813,000 -450,300 -633,000
China 30,700 120,400 217,800 303,600 309,000 272,500 199,000

ดัชนีมหภาคสำคัญ

หลักสำคัญที่ผู้นำจีนญึดถือในการพัฒนาประเทศคือ การเพิ่มรายได้ เพิ่มการบริโภค และการประยุกต์วิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในขณะเดียวกันรัฐบาลจีนได้ใช้ยุทธศาสตร์ด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ซึ่งสามารถทำให้ประสบผลสำเร็จได้ดีมาก

การเพิ่มรายได้

นับจากปลายทศวรรษ 1980 ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ให้กับประชากรเพื่อให้พ้นจากความยากจน โดยการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างมั่นคง ทำให้ประชากรของจีนมีรายได้สูงขึ้นและหลุดพ้นจากความยากจนเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากฐานข้อมูลขององค์กรการเงินระหว่างประเทศประมาณการว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของจีนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1980-2010 ประมาณ 20 เท่าคือเพิ่มขึ้นจาก us$ 205 ในปี 1980 เป็น us$ 4,382 ในปี 2010 ทำให้ความแตกต่างเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 44.7 เท่าและ 59.8 เท่าเป็น 9.8 เท่าและ 10.7 เท่าตามลำดับ ดูจากตารางข้างล่าง

comparison ratio of gdp per capita (nominal) among countries (us$)
Country 1980 1985 1990 1995 2000 2005 2010
Japan 9,172 11,293 24,774 41,969 36,800 35,633 42,783
United States 12,249 17,690 23,198 27,827 35,252 42,629 46,860
China 205 290 341 601 946 1,726 4,382
Japan/china ratio 44.7 38.9 72.7 69.8 38.9 20.6 9.8
usa/china ratio 59.8 61.0 68.0 46.3 37.3 24.7 10.7

ความมั่นคงด้านการเงิน

เงินสำรองระหว่างประเทศ

จากการพัฒนาโดยมุ่งมั่นทั้งการเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จีนจึงยึดหลักการบริหารจัดการทั้งด้านการเงินการคลังอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้จีนเกิดความมั่นคงทางด้านการเงินเป็นอย่างยิ่ง จีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2,622,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจัดว่ามากที่สุดในโลก ทำให้ทั้งสหรัฐและประเทศในกลุ่มอียูซึ่งกำลังเกิดปัญหาในเรื่องหนี้สินหวังให้จีนเข้าช่วยเหลือด้วยการซื้อพันธบัตรลงทุน ซึ่งจีนเองก็ค่อนข้างระมัดระวังมากในการลงทุนเพราะเกรงปัญหาการลดหนี้นั่นเอง สิ่งที่น่าสังเกตก็คือประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่มอียูต่างมีเงินสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเซียและรัสเซีย

National Reserve in us$ and gold
countries national reserve in us$ & gold (million us$)
2005 2006 2007 2008 2009 2010
united States 86,940 65,890 65,890 70,570 130,800 na
Japan 845,000 881,000 881,000 954,000 1,024,000 na
United Kingdom 48,730 47,040 47,040 57,300 66,720 na
Germany 97,170 111,600 111,600 136,200 180,800 na
France 77,350 98,240 98,000 204,400 133,100 na
Russia 181,300 303,000 470,000 435,000 439,000 483,100
China 795,000 1,073,000 1,493,000 2,033,000 2,206,000 2,622,000

ดุลบัญชีเดินสะพัด

ถ้าพิจารณาถึงดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว จีนได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างสูง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะจีนได้เปรียบดุลการค้าและการบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยว

current account balance
countries current account balance (million us$)
2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010
united States -646,500 -829,100 -811,500 -747,100 -568,800 -380,100 -561,000
Japan 170,200 158,300 170,500 201,300 187,800 131,200 182,300
United Kingdom -33,460 -38,400 -88,100 -111,000 -72,540 -32,370 -40,340
Germany 73,590 119,800 147,800 185,100 267,000 109,700 162,300
France -30,500 -30,110 -28,320 -35,940 -58,000 -43,670 4,696
Russia 46,040 89,310 94,470 68,500 97,600 42,080 68,850
China 30,320 129,100 249,900 363,300 368,200 269,200 272,500

หนี้สิน

ถ้าจำแนกหนี้สินออกเป็นสองประเภทคือหนี้สินต่างประเทศ (external debts) และหนี้สาธารณะ (public debts) แล้ว เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาอื่นๆ หรือแม้แต่ประเทศที่เชื่อว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จัดได้ว่าจีนมีหนี้สินต่ำมากทั้งสองประเภท โดยในปี 2010 จีนมีหนี้ต่างประเทศเพียง 7.1% และมีหนี้สาธารณะเพียง 17.5% ของมูลค่าผลผลิตมวลรวมของประเทศเท่านั้น ต่างจากสหรัฐฯ เยอรมันนี อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีทั้งหนี้ต่างประเทศและหนี้สาธารณะสูงกว่าจีนหลายเท่า

external debts (million us$)
2005 2006 2007 2008 2009 2010
1 usa 8,837,000 10,040,000 12,250,000 12,250,000 13,450,000 13,980,000
2 jap 1,545,000 1,547,000 1,492,000 1,492,000 2,132,000 2,246,000
3 ger 3,626,000 3,904,000 4,489,000 4,489,000 5,208,000 4,713,000
4 fra 2,826,000 3,461,000 4,306,000 5,370,000 5,021,000 4,698,000
5 uk 7,107,000 8,280,000 10,450,000 10,450,000 9,088,000 8,981,000
6 chi 242,000 315,000 363,000 420,800 347,100 406,000
% external debts to gdp
% ext./gdp
countries 2008 2009 2010
1 united States 85.7% 94.3% 95.6%
2 Japan 30.6% 42.2% 41.7%
3 Germany 117.6% 161.0% 142.6%
4 France 180.3% 190.6% 183.9%
5 United Kingdom 375.0% 413.5% 397.6%
6 China 10.0% 7.3% 7.1%
% public debts to gdp
% public debts
countries 2008 2009 2010
1 united States 60.8% 39.7% 58.9%
2 Japan 170.4% 192.1% 196.4%
3 Germany 67.0% 77.2% 74.8%
4 France 62.6% 79.7% 83.5%
5 United Kingdom 47.2% 68.5% 76.5%
6 China 15.7% 18.2% 17.5%

ศักยภาพเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในการพัฒนาประเทศให้เป็นหนึ่งได้นั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการนำพาประเทศสู่ความเป็นผู้นำ ซึ่งผู้นำของจีนในทุกๆระดับตระหนักถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ให้การสนับสนุนและพัฒนางานวิจัย ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนการจดสิทธิบัตรของจีนตามตาราง นอกจากนั้นสิ่งที่พิสูจน์ถึงศักยภาพในขีดความสามารถเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือ จีนเป็นประเทศที่สามของโลกในการส่งยานอวกาศที่มีมนุษย์ออกนอกโลก นอกจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย

country with patent granted statistics
country 2000 2005 2006 2007 2008 2009
US 132,531 134,621 154,763 145,285 147,245 135,193
Germany 40,152 49,636 56,093 51,234 53,902 44,739
France 20,368 21,882 25,688 24,476 25,611 22,427
Japan 166,990 187,588 186,568 217,366 239,458 224,795
Rep. of Korea 29,414 63,868 102,633 106,579 79,654 56,771
China 6,415 21,520 26,292 33,405 48,814 68,307
Singapore 119 958 995 1,242 1,369 1,324
Thailand 45 84 158 161 110 41

GDP milestone

จากรายงานขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ World Economic Forum เกี่ยวกับช่วงเวลาการพัฒนาผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP) ของประเทศสำคัญๆ โดยรวบรวมจากช่วงเวลาที่ผ่านมาและประเมินผลของ GDP ในอนาคต พบว่าในปี 2015 จะมีเพียง 2 ประเทศ คือสหรัฐอเมริกาและจีนเท่านั้นที่มี GDP เกิน us$ 10 ล้านล้าน และมีนักพยากรณ์อนาคตหลายท่านประเมินว่า GDP ของจีนจะไล่ทันสหรัฐในปี 2020

Countries GDP year achieved milestones
2 Trillion USD 3 Trillion USD 5 Trillion USD 10 Trillion USD
Year Achieved Country Year Achieved Country Year Achieved Country Year Achieved Country
1977 United States 1981 United States 1988 United States 2001 United States
1986 Japan 1990 Japan 1995 Japan 2015 China
1992 Germany 2007 China 2010 China 2033 India
2004 United Kingdom 2007 Germany 2027 India
2004 France 2014 France
2005 China 2015 Brazil
2007 Italy 2015 United Kingdom
2010 Brazil 2016 Russia
2012 Russia 2016 India
2012 India

IMF, WEO database September 2011 edition.

ศักยภาพความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน

สิ่งที่เป็นสัจจธรรมคือ การเป็นผู้นำเศรษฐกิจและสังคมของโลกได้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญๆหลายๆปัจจัย ตั้งแต่การมีความสมบูรณ์ในเชิงทรัพยากรพอประมาณทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถในด้านการพัฒนาและประยุกต์เชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความสามารถในเชิงการบริหารจัดการ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก จีนคงต้องใช้เวลาในการพัฒนาปัจจัยสำคัญเหล่านี้เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศให้สามารถเป็นผู้นำของโลกได้

สรุป

จีนใช้เวลาประมาณเกือบ 35 ปี (1976-2011) ในการปรับระบบเศรษฐกิจและสังคมจากระบบคอมมิวนิสต์เป็นระบบทุนนิยมเพื่อให้สามารถดำรงความเป็นหนึ่งในผู้นำของโลก จากแนวทางที่มุ่งมั่นในการเสริมสร้างรายได้ การกระจายการใช้ทรัพยากร แนวทางการบริหารจัดการที่มุ่งพัฒนาเสริมสร้างความเจริญเติบโตและสร้างเสถียรภาพทั้งเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้จีนมีดัชนีเศรษฐกิจมหภาคค่อนข้างมั่นคงเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่จำนวนมาก อย่างไรก็ตามจีนคงต้องพัฒนาเศรษฐกิจระดับจุลภาค ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศได้ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาอีกพักใหญ่ จึงจะสามารถบอกได้อย่างสมบูรณ์ว่า จีนเป็นผู้นำของโลกอย่างแท้จริง

อ้างอิง:

http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_(nominal)

http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_past_and_future_GDP_(nominal)

http://www.theodora.com/wfb/abc_world_fact_book.html

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99

IMF, WEO database September 2011 edition.

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01365 pr-600-400-king-3 pr-600-400-king-13 photo-vr-resize-1000-handicraft-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1