ท่องไปอินโดนีเซีย

Saturday, February 5, 2011
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ท่องไปอินโดนีเซีย

3 กุมภาพันธ์ 2554

หลังจากคณะรวบรวมพรรคพวกได้ 7 คน ได้ให้ทัวร์จัดโปรแกรมโดยมีเป้าหมายหลัก คือพักผ่อนท่องเที่ยวดูสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของอินโดนีเซียระหว่างวันเสาร์ที่ 29 มกราคม – วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 สิ่งที่ควรได้ต่อมาคือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของอินโดนีเซียหลังจากที่การเมืองเริ่มมีเสถียรภาพพอสมควร

วันแรกเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เป็นสนามบินอาคารเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค บริเวณทางเข้าตบแต่งด้วยรูปปั้นที่เป็นศิลปวัฒนธรรมไทยสวยงามมาก ตั้งอยู่ท่ามกลางร้านค้าปลอดภาษีจำนวนมาก คาดว่าน่าจะเป็นแหล่งขายของปลอดภาษีที่มีรายได้ดีทีเดียว

คณะออกเดินทางโดยสายการบินไทยเช้าวันเสาร์ที่ 29 ม.ค.เวลา 8.20 น.ไปถึงจาร์กาต้าประมาณเที่ยง ทัวร์ได้นำกระเป๋าเดินทางไปโรงแรม ส่วนพวกเรานั่งรถชมเมืองแล้วไปทานข้าวกลางวันซึ่งเป็นอาหารไทย

รูปปั้นและอนุสาวรีย์ที่อยู่คามสี่แยกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับรามเกียรติ์หรือศิลปวัฒนธรรมอินโดนีเซีย ภาพเหล่านี้ถ่ายขณะนั่งรถชมเมือง นอกจากนั้นยังได้เห็นศิลปะพวกฮินดูอีกมากมาย

หลังจากทานข้าวกลางวันเรียบร้อยแล้วก็ไปดูพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของอินโดฯสร้างขึ้นเมื่อปี คศ.1778 เป็นสถานที่เก็บวัตถุโบราณและชิ้นงานที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมประมาณ 141,000 ชิ้น ซึ่งผลงานทางวัฒนธรรมเหล่านี้สะสมไว้กว่าสองศตวรรษทั้งที่เป็นของอินโดฯเองและอีกส่วนหนึ่งสะสมจากประทศเพื่อนบ้าน ด้านหน้าทางเข้าของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินี้มีสัญลักษณ์รูปปั้นช้างที่รัชกาลที่ 5 ได้มอบให้กับทางการอินโดนีเซียไว้เมื่อครั้งเสด็จประพาสอินโดนีเซีย แสดงถึงการมีสัมพันธไมตรีที่ดีระหว่างไทยและอินโดฯมายาวนาน

หลังจากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้วได้แวะจัตุรัส Merdeka ชมหอคอย Tugu Monas ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองจาร์กาต้าและเป็นที่ระลึกสำหรับความพยายามให้ได้มาซึ่งเอกราชของอินโดนีเซียเมื่อปี ค.ศ. 1945 พรรคพวกแวะลงถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนิดหน่อยครับ

กลับไปเช็คอินที่โรงแรมกลางกรุงจาร์กาต้าเพื่อให้ทุกท่านได้มีโอกาสทำกิจส่วนตัวบ้าง เสร็จแล้วก็เดินชมศูนย์การค้าขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงแรม รู้สึกว่ามีผู้คนคึกคักพอสมควรทีเดียวส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีเชื้อสายจีน ทำให้นึกถึงบรรยากาศห้างสรรพสินค้าของไทยช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่คึกคักด้วยผู้คนทั้งที่เดินช็อปปิ้งบ้าง เดินตากแอร์บ้าง ปัจจุบันไทยมีทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นสูง กลาง และ modern trade ต่างๆกระจายทั่วไป ทำให้เกิดการกระจายตัวของคนเดินห้างด้วย

อินโดฯอยู่ในช่วงที่ชนชั้นกลางกำลังเพิ่มขึ้น ทำให้กำลังซื้อสูงขึ้น มีแบรนด์ระดับโลกมากมาย ต้องไม่ลืมว่าอินโดฯมีประชากรถึง 200 ล้านคนทำให้เป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุนจากคนต่างชาติหากการเมืองมีเสถียรภาพ เรื่องการลงทุนนี้มีบริษัทคนไทยทั้งในระดับใหญ่และระดับกลางไปลงทุนมากมายเช่นแบงค์กรุงเทพ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบล็คแคนย่อน ร้านทอง “Prima Gold” เป็นต้น หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอินโดกำลังเจริญเติบโตก็คือการจราจรซึ่งติดมากในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนแม้จะเป็นเวลา 4 ทุ่มแล้วก็ตามก็ยังมีรถยนต์จำนวนมากวิ่งตามถนนหนทาง

หลังจากเดินชมห้างได้พักหนึ่งก็ถึงเวลาอาหารเย็นสำหรับวันแรกได้รับการต้อนรับจากพรรคพวกชาวไทยที่ไปปฏิบัติราชการและทำธุรกิจที่อินโดนีเซีย รวมทั้งมีลูกค้าของกลุ่มบริษัทสหพัฒนพิบูลย์ด้วย เป็นอาหารจีนครับ ต้องขอแสดงความขอบคุณอีกครั้งหนึ่งมา ณ ที่นี้ครับ เห็นไหมครับว่าไปอินโดฯเที่ยวนี้ได้ทั้งศึกษาศักยภาพของอินโดนีเซีย ได้ทั้งติดต่อธุระกิจ แถมยังได้เที่ยวด้วยครับ

วันที่สอง checkout จากโรงแรมตั้งแต่ตี 5 กว่าๆเพื่อเดินทางจากจาร์กาต้าไปเมืองย็อคยากาต้า(Yogyakarta) ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ มีอยู่ลูกหนึ่งซึ่งยังคงแอคทีฟอยู่ เชื่อกันว่าภูเขาไฟลูกนี้จะระเบิดทุกๆ 4-5 ปี สามารถเห็นควันพวยพุ่งขึ้นมาจากปล่องได้จากเครื่องบินขณะบินลงสนามบินเมืองย็อคยากาต้า

เมื่อถึงสนามบินพบไกด์บอกว่าเพื่อไม่ให้กระทบกับการเข้าชมสถานที่สำคัญๆเพราะอาจเสียเวลาจากการเดินทางย้อนไปย้อนมา ขอสลับรายการนิดหน่อย โดยไปดูโบราณสถานเรียกว่า prambanan ก่อน prambanan เป็นกลุ่มพระวิหาร (Temples) ซึ่งสร้างขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 8-9 เป็นสถานที่สักการะของผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เป็นที่สถิติของรูปปั้นองค์พระศิวะ เทพเจ้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการสร้างสรรและพระวิษณุเทพเจ้าผู้คุ้มครองปกป้องของชาวฮินดู รอบๆวิหารมีแผ่นหินแกะสลักตลอดจนทับหลังซึ่งแกะสลักเป็นรูปและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับรามเกียรติ์ต่างๆสวยงาม พระวิหารเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้เกิดความเสียหายและต้องการการซ่อมแซมโดยเร็ว แต่ก็มีปัญหาเรื่องงบประมาณ อย่างไรก็ตามทางการอินโดนีเซียคงต้องเร่งซ่อมแซมก่อนที่จะเสียหายมากกว่านี้

จากนั้นพวกเราได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เบนาดาน(Benadan Museum) พระราชวังของอดีตสุลต่าน เป็นพระราชวังแบบเรียบง่าย ภายในมีอาคารสำคัญสำหรับรับแขกบ้านแขกเมืองและเครื่องใช้ล้ำค่าเครื่องดนตรีจำนวนมาก เกี้ยวประทับของทั้งสองพระองค์ ตลอดจนภาพถ่ายพระราชวงศ์ต่างๆ สุลต่านองค์สุดท้ายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองทรงที่มีพระมเหษีเพียงพระองค์เดียว เห็นภาพพระมเหษีของพระองค์แล้วทุกคนต่างชมว่าทรงมีพระสิริโฉมงดงามมาก ถ้าต้องการทราบรายละเอียดค้นดูจากเน็ตได้ครับ

ภาคบ่ายหลังทานอาหารกลางวันได้เดินทางไปชมโบราณสถานสำคัญของเมืองอีกแห่งหนึ่งเป็นกลุ่มวิหารที่เรียกว่า “โบโรบุดโท” (Borobudur Temple) ซึ่งหมายความเป็นไทยว่าวิหารบนเนินเขา ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2534 การก่อสร้างใช้หินจำนวนกว่า 1 ล้านก้อนหรือคิดเป็นปริมาณกว่า 55,000 ลูกบาทเมตรเรียงกันเป็นชั้นๆถึง 9 ชั้น ต้องเดินขึ้นตามบันไดแม้จะไม่สูงมากนักแต่สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังจะรู้สึกเหนื่อยพอสมควร ข้อดีก็คือแต่ละชั้นจะมีทางเดินรอบๆ สามารถเดินชมแผ่นหินแกะสลักเป็นเรื่องราวทางศาสนาเช่นพุทธประวัติ ทำให้เดินขึ้นถึงชั้นสูงสุดโดยไม่เหนื่อยมากนัก

สำหรับอาหารเย็นมื้อนี้เป็นบุฟเฟ่ ภัตราคารท้องถิ่น มีสะเต๊ะเป็นอาหารชูโรงสำหรับพวกเราหลายๆท่าน มีวงดนตรีพื้นเมืองและฟ้อนรำตามสไตล์อินโดฯให้แขกเพลิดเพลินระหว่างทานอาหาร

วันที่สามไปบาหลี  คณะออกเดินทางจากโรงแรมประมาณ 6 โมงเช้า ไม่ต้องรีบเหมือนวันที่หนึ่งและสอง ถึงบาหลีประมาณเกือบ 9 โมงเช้า เช้านี้ที่บาหลีมีฝนตกพรำๆตลอดเวลา คณะได้ขึ้นรถตู้เพื่อไปชมสวนวิษณุที่มีการใช้วัสดุโลหะสร้างพระวิษณุครึ่งองค์และครุธที่ใหญ่มากของชาวบาหลีเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของชาวฮินดู ที่บาหลีประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งต่างจากที่จาร์การต้าและย็อกยากาต้าที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงรายการดูงานนิดหน่อย เพราะต้องการไปดูการลงทุนทำธุระกิจสปาของบริษัทญี่ปุนซึ่งทำได้อย่างสวยงาม

บ่ายได้ไปดูการลงทุนการทำธุรกิจสปาของกลุ่มบริษัทชิเซโด้ซึ่งมีขนาดใหญ่และบรรยากาศสวยงามมาก มีทั้งซาวน่า ยากูซี่ สระว่ายน้ำ เป็นส่วนๆ โปรแกรมนวดอย่างต่ำ 3 ชม.ประมาณ 250 เหรียญสหรัฐ กลุ่มเป้าหมายคงเป็นชาวญี่ปุ่นหรือนักธุระกิจระดับสูง คาดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่สูงมากและอาจใช้เป็นรูปแบบการลงทุนต่อหรือไปลงทุน ณ ประเทศอื่นๆก็ได้ส่วนคุณภาพการนวดเมื่อเทียบกับของไทยแล้วหลายคนบอกว่ายังห่างชั้นครับ

หลังจากได้เยี่ยมชมเรียบร้อยแล้วก็ไปทานข้าวเย็นเป็นอาหารจานเดียวเรียกเมนูนี้ว่า dirty duck เป็นเป็ดทอดกรอบทั้งตัวพร้อมผัก คณะได้สั่งสะเต๊ะเพิ่ม อาหารการกินแม้จะไม่ได้จูงใจมากนักแต่รสชาดก็ไม่เลวทีเดียว

เมื่อทานเสร็จแล้วก็เดินทางต่อเพื่อชมการแสดงซึ่งเป็นการร่ายรำแบบพื้นเมืองเน้นหนักการใช้ส่วนของศรีษะ ดวงตา มือ และแขน น่าดูดีเหมือนกันครับ เดิมทีเข้าใจว่าเป็นการแสดงกลางแจ้งแต่เนื่องจากฝนตกจึงได้ย้ายไปแสดงยังพื้นที่อาคารเปิดคล้ายๆศาลา การแสดงนี้มีต่างชาติเข้าชมมากพอสมควร แสดงอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งเลิกประมาณเกือบสามทุ่ม จึงได้กลับที่พักรีสอร์ทริมทะเล ซึ่งตอนเช้าพวกเราได้มีโอกาสเดินเล่นชายทะเลบาหลีเล็กน้อย บริเวณรีสอร์ทมีร้านขายของที่ระลึก ผมเองสนใจตุ๊กตาไม้ตบแต่งด้วยผ้าพื้นเมือง เลยถ่ายรูปมาให้ดูกันดังที่เห็นครับ

วันที่สี่เดินทางกลับไทย ทุกคนลงไปทานอาหารเช้าเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้รับรู้เรื่องราวทำให้เกิดการตื่นเต้นโดยถ้วนหน้า คือ หนึ่งในคณะของเราเกิดปรากฏการณ์หนังสือเดินทางหาย หลายคนคิดว่าคงเป็นเพราะเก็บดีเกินไป ทำให้หาไม่เจอ จึงบอกให้เพื่อนช่วยหาดูใหม่จนกระทั่งแน่ใจว่าหาพาสปอร์ตไม่เจอแน่แล้ว จึงหาทางไปสถานกงศุลเพื่อขอหนังสือเดินทางหรือหนังสือแสดงตน(certificate of identity) ปรากฏว่าต้องไปแจ้งความตำรวจก่อน ส่วนการออกเอกสารพาสปอร์ตหรือหนังสือแสดงตนต้องออกใหม่ที่สถานทูตที่จาร์กาต้าแล้วส่งไปที่บาหลี อย่างไรก็ตามประสบการณ์นี้ทำให้ได้เห็นความช่วยเหลือของสถานทูตไทยที่จาร์กาต้าและกงศุลไทยกิติมศักดิ์บาหลีที่คอยดูแลคนไทยต่างแดนเป็นอย่างดีต้องขอขอบคุณด้วยครับ และคณะจำเป็นต้องทิ้งเพื่อนสองคนให้อยู่ที่บาหลีต่ออีกหนึ่งคืนซึ่งได้เดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น

เมื่อเสร็จจากกงศุลได้ไปทานอาหารเที่ยงเป็นเซ็ตปลาทอดกรอบ บางคนเลยตั้งชื่อตั้งชื่อเรียนแบบอาหารมื้อเย็นเมื่อวานนี้ว่า dirty fish

ก่อนเดินทางไปสนามบินมีเวลาเหลือพอสมควรเลยไปชมห้างที่อยู่ติดทะเล ที่นี่มีร้าน black canyon ของคุณประวิทย์ คนไทยที่ไปลงทุนที่อินโดฯ มีคนนั่งทานทั้งอาหารและเครื่องดื่มมากทีเดียวครับ

คณะได้บินกลับกรุงเทพฯโดยสายการบินไทยออกจากบาหลีประมาณ 16.00 น. กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 19.10 น. ใช้เวลาบิน ประมาณ 4 ชม. เวลาที่บาหลีเร็วกว่าของไทย 1 ชม.ครับ

อ้างอิง:

1. Eye withness travel

2. Guide Leaflet from Tour Company

3.

Tags: ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01367 pr-600-400-king-18 pr-600-400-king-9 pr-600-400-king-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1