ผู้นำกับผู้ห้อมล้อม

Sunday, September 18, 2011
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ผู้นำและบุคคลห้อมล้อม

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย

 

องค์ประกอบขององค์กรและหรือสังคม

ในองค์กรต่างๆจะประกอบขึ้นด้วยบุคคลหลากหลายซึ่งแต่ละคนจะมีหน้าที่และภาระกิจที่แตกต่างกัน บางคนจัดเป็นผู้นำมีหน้าที่ตัดสินใจที่จะวางแนวทางหรือทิศทางการหรือเป้าหมายที่จะนำพาองค์กรไปข้างหน้า บางคนมีหน้าที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายหรือแนวคิดในการบริหารองค์กรของท่านผู้นำไปเป็นแนวปฏิบัติ บางคนมีหน้าที่ในการศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำรงชีพของประชาชนของสังคมโลกและสังคมที่ท้องถิ่นแล้วนำเสนอผู้นำให้ตัดสินใจในการกำหนดแนวทางหรือทิศทางเพื่อนำพาองค์กรสู่อนาคต บางคนมีหน้าที่ปฏิบัติให้ยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีที่กำหนดไว้ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บางคนมีหน้าที่ทำการประมวลและประเมินผลลัพภ์ที่เกิดจากแผนยุทธศาสตร์และวิธีการปฏิบัติและหรือนำเสนอแนวทางการแก้ไข ดังนั้นในสังคมใดๆหรือองค์กรใดๆก็ตามจะประกอบขึ้นด้วยบุคคลหลายกลุ่มหลายประเภท มีหน้าที่แตกต่างกันไป ดีบ้าง ร้ายบ้าง ไม่มีองค์กรใดจะมีความสมบูรณ์ไปทั้งหมด ประเด็นก็คือจะทำอย่างไรให้คนดีมีมากกว่าคนไม่ดี ทำอย่างไรจึงจะสามารถเลือกคนดีให้เข้าทำงานเพื่อความก้าวหน้าขององค์กร ดังพระราชดำรัสของพระเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สรุปได้ว่า “ให้เลือกคนดีอยู่ในอำนาจและพยายามผลักไสกีดกันคนไม่ดีออกจากวงจรแห่งอำนาจ”

บทความจากไทยรัฐ “กิเลน ประลองเชิง”

หลายวันก่อนได้อ่านข้อเขียนของคุณ “กิเลน ประลองเชิง” ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 7 กันยายน 2554 หน้า 3 คอลัมน์ “ชักธงรบ” อ่านแล้วชอบ ขออนุญาตเล่าต่อนะครับ ในคอลัมน์ได้เขียนถึง “6 ประเภทขุนนางดีและ 6 ประเภทขุนนางร้าย” โดยเขียนเล่าว่าใน “คัมภีร์ซัวหย่วน” มีข้อความตอนหนึ่งได้เขียนถึงฎีกาของขุนนางท่านหนึ่งนามว่า “เว่ยเจิง” ซึ่งถวายกราบทูลแด่องค์ฮ่องเต้ “ถังไท่จงฮ่องเต้” แห่งราชวงค์ถังเมื่อ ค.ศ. 640 (เจินกวนศก 14) กว่า 1300 ปีแล้ว โดยในฎีกาดังกล่าวได้เขียนถึงคุณสมบัติของบรรดาขุนนางที่รับใช้ใกล้ชิด “ฮ่องเต้แห่งราชวงค์ถัง” ว่าสามารถแบ่งออกเป็น “ขุนนางดี 6 ประเภทและขุนนางร้าย 6 ประเภท” แต่ละประเภทมีภาระกิจและหน้าที่แตกต่างกัน และมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน คือ

รูปปั้นขุนนางจีน

รูปปั้นขุนนางจีน

ขุนนางที่มีพฤติกรรมดีงาม 6 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 ขุนนางประเภทปราชญ์ สามารถคาดการณ์ต่างๆได้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องมีลางบอกเหตุ มองเห็นผลได้ผลเสียและวิกฤติแห่งการคงอยู่หรือล่มสลายของอาณาจักร

ประเภทที่ 2 ขุนนางประเภทที่นอบน้อมถวายคำแนะนำที่ดีเสมอ ให้กำลังใจเหนือหัว ยึดมั่นในกรอบจารีต ประเพณีปฏิบัติ นำถวายคำแนะนำและกุศโลบายที่ดีเป็นประโยชน์เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินลุล่วงไปด้วยดี พร้อมกันก็ถวายคำแนะนำแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด

ประเภทที่ 3 ขุนนางตงฉิน มีความซื่อสัตย์สุจริต ขวนขวายแสวงหาและสนับสนุนนักปราชญ์ราชบัณฑิตย์เข้ามารับใช้ชาติบ้านเมือง

ประเภทที่ 4 ขุนนางประเภทที่มีสติ เห็นชัยชนะและความพ่ายแพ้ล่วงหน้า พยายามป้องกันและกอบกู้สถานการณ์ โดยการขจัดรากเหง้าแห่งปัญหาและภัยอันตราย หรือพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ร้ายๆให้กลายเป็นดี

ประเภทที่ 5 ขุนนางสุจริต เห็นแก่ส่วนรวม รับผิดชอบต่อหน้าที่ รักษากฏหมาย ไม่รับสินบน ไม่เห็นแก่เบี้ยหวัดและบำนาญ ใช้ชีวิตสมถะ ประหยัดมัธยัสถ์

ประเภทที่ 6 ขุนนางซื่อตรง ไม่สอพลอห่อหมก ยามแผ่นดินปั่นป่วนวุ่นวาย กล้าถวายความเห็นอย่างตรงไปตรงมา กล้าทัดทานชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียข้อบกพล่อง โดยไม่เกรงกลัวสีพระพักตร์

ขุนนางที่มีพฤติกรรมเลวร้าย 6 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 ขุนนางขี้ฉ้อ เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ กินตามน้ำ ทวนน้ำ โดยไม่คำนึงความเสียหายที่ตามมา

ประเภทที่ 2 ขุนนางสอพลอ ประเภทนายว่าขี้ข้าพลอย ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ พยายามเสาะแสวงหาสิ่งที่เจ้าเหนือหัวชอบโดยวิธีการต่างๆมาถวาย หรือไม่ก็พยายามชักนำเจ้าเหนือหัวให้หมกมุ่นกับสุรานารี โดยไม่คำนึงถึงมหันตภัยที่จะตามมา

ประเภทที่ 3 ขุนนางกังฉิน หน้าเหนือใจเสือ พูดจาไพเราะหน้าตายิ้มแย้ม แต่ในใจมีแต่ความอิจฉาริษยา ชมชอบใครก็รายงานแต่ข้อดี พยายามหลีกเลี่ยงพูดถึงข้อบกพล่อง ชอบให้ร้ายขุนนางตงฉิน หรือรายงานแต่ข้อเสียของขุนนางตงฉินหรือผู้ที่ต้องการขับใสไล่ส่ง หรือผู้ที่ไม่ยอมซูฮกตน

ประเภทที่ 4 ขุนนางยุแยก ประเภทเจ้าเล่ห์เพทุบาย พูดกลับกลอก ชั่วเป็นดี ดีเป็นชั่ว ดำเป็นขาว ดำเป็นขาว  ประเภทชอบปั้นน้ำเป็นตัว ชอบยุยงให้เกิดการแตกแยกระหว่างกลุ่มราชวงค์ กลุ่มขุนนาง หรือระหว่างกลุ่ม ทั้งในระนาบเดียวกันหรือต่างระนาบกัน

ประเภทที่ 5 ขุนนางโจร ประเภทชอบรวบอำนาจโดยพละการ ฉ้อราษฎรบังหลวง สามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและยศศักดิ์ ตั้งกลุ่มก๊วนร่วมกันทำร้ายคนดี ปั้นน้ำเป็นตัวทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็กแล้วแต่สถานการณ์

ประเภทที่ 6 ขุนนางสิ้นชาติ เสกสรรปั้นเรื่อง ไม่อยู่ในทำนองคลองทำ สมรู้ร่วมคิดกับสมัครพรรคพวกร่วมแก๊งปิดบังพระเนตรพระกรรณ ทำให้เจ้าเหนือหัวไม่รู้ถูกผิด ไม่รู้ขาวดำ จนกระทั่งเสื่อมเสียเกียรติภูมิเป็นที่เย้ยหยันของคนทั่วไปทั้งในและนอกราชอาณาจักร

มีข้อเขียนที่บ่งบอกถึงแนวโน้มการถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยว่า

“ขุนนางผู้ใดทำตามมาตรฐานความประพฤติขุนนางที่ดีงาม จะมีชื่อเสียงหอมหวนขจรขจายไปชั่วกาลนาน  ถ้าทำผิดมาตรฐานจะเข้าข่ายความประพฤติขุนนางที่เลวร้าย จะมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ชั่วกัปกัล”

นอกจากนั้นในบทความของคุณ “กิเลน ประลองเชิง” ยังเล่าต่อไปว่า หลังจากที่ “เว่ยเจิง” ถวายฎีกาแล้วยังได้กราบทูลความเป็นจริง —— ราชสำนักต้องการขับใสผลักไล่คนเลว สนับสนุนส่งเสริมคนดีมานานนับสิบปี ทว่าได้แต่พูดกันไป แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ —— เมื่อเป็นเช่นนี้ ดีเลวขัดแย้ง ถูกผิดปะทะ คนที่องค์เหนือหัวโปรดปราน ถึงทำผิดกฏหมายก็ไม่มีความผิด คนที่องค์เหนือหัวไม่โปรดปราน ถึงมิได้กระทำผิดก็ไม่พ้นถูกลงโทษ เข้าทำนอง “รักจนอยากให้เกิด เกลียดจนอยากให้ตาย”

บทวิเคราะห์

อยากให้ท่านผู้อ่านลองวิเคราะห์ดูนะครับว่า นักปราชญ์ราชบัณฑิตสมัยโบราณเขียนเกี่ยวกับบุคคลิกและคุณสมบัติของคนไว้ เมื่อครั้งปี ค.ศ. 640 นั้นเมื่อเทียบเคียงกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร ในระดับประเทศลองวิเคราะห์บรรดาผู้นำประเทศแต่ละท่านมีบุคคลิกและคุณสมบัติเหมือนหรือคล้ายกับที่ “เว่ยเจิง” วิเคราะห์ไว้มากน้อยเพียงใด ขอใช้คำว่า “ผู้นำ” แทนคำว่า “ขุนนาง” เพื่อปรับให้เข้ากับยุคสมัย จะได้เห็นว่าเป็นคนร่วมสมัย ไม่ดูว่าเป็นคนโบราณเกินไป

“ผู้นำที่มีนิสัยขี้อิจฉาริษยา” คนอื่นทำอะไร ตำหนิไปหมด เมื่อมีโอกาสทำก็ไม่ทำ พอคนอื่นจะทำก็บอกว่าจะแนะนำ

“ผู้นำที่ชอบโกหกหลอกลวง ปั้นน้ำเป็นตัว” ชอบกล่าวหาคนทั่วไปทำไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดีอย่างนี้ โดยยังไม่ได้ทำ

“ผู้นำที่ฉ้อฉน ทุจริตคอรัปชั่น” จนโด่งดังไปทั้งประเทศ

“ผู้นำที่ชอบสอพลอ”  ฯลฯ

ความจริงแล้วผู้นำองค์กรไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นเป็นบุคคลที่สำคัญในการที่จะนำพาประเทศหรือสังคมพัฒนาอย่างยั่งยืนและมั่นคง เคยมีหลายๆท่านพูดถึงคุณสมบัติของผู้นำไว้น่าฟัง เช่น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (http://www.creativevill.com/?p=1488) พูดถึงผู้นำควรมีคุณสมบัติเด่นๆดังนี้

  1. ผู้นำต้องเป็นผู้ที่มองการณ์หรือกาลไกล มองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเฉียบขาด แล้ววางยุทธศาสตร์การพัฒนาไปในทิศทางนั้น  
  2. ผู้นำต้องสามารถสร้างศรัทธาให้คนส่วนใหญ่เชื่อถือและปฏิบัติตาม
  3. ผู้นำต้องมีศิลปในการบริหารความเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่โลกมีความผันผวนสูง
  4. ผู้นำต้องมีความจริงใจ มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการทุกๆอย่างให้ดีขึ้น

นอกจากนั้น น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี (http://www.creativevill.com/?p=2100) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงอื่นๆ ยังเคยเล่าถึงทัศนะคติของราษฎรที่มีต่อผู้ปกครองประเทศในแต่ละลักษณะประเภทตามปรัชญาลัทธิเต๋า ไว้ดังนี้

  1. ผู้ปกครองที่ดีมาก ราษฎรจะเพียงรับรู้ว่ามีเขาอยู่
  2. ผู้ปกครองที่ดีรองลงมา ราษฎรจะรักและยกย่อง
  3. ผู้ปกครองที่ดีรองลงไปอีก ราษฎรจะรู้สึกเกรงกลัว ผู้ปกครองที่เลว ราษฎรจะรู้สึกเกลียดชัง
  4. ผู้ปกครองเมื่อขาดศรัทธาในเต๋า มักต้องการให้ประชาชนมาศรัทธาในตน

แต่อย่างไรก็ตาม “สำหรับนักปกครองที่ยอดเยี่ยมนั้น เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว การทำงานได้ลุล่วงลงแล้ว ราษฎรพากันภาคภูมิใจและกู่ก้องว่า การงานนั้นล้วนสำเร็จลงด้วยความสามารถของเขา

ลองพิจารณาดูซิครับว่า ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนปัจจุบันมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนล่าสุดที่ 28 ใคร ท่านใดมีคุณสมบัติเป็น

นายกรัฐมนตรีของไทยหรือนักปกครองไทยที่เมื่อหมดภาระกิจ หรือภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว การทำงานได้ลุล่วงลงแล้ว ราษฎรไทยพากันภาคภูมิใจ แซ่ซ้องสรรเสริญและกู่ก้องว่า การงานนั้นสำเร็จลงได้ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการของเขา

และท่านจัดผู้ปกครองแต่ละท่านนั้นอยู่ในประเภทใด จัดเองไว้ในใจของท่านครับ เว็บไซ้ท์นี้ไม่ต้องการคำตอบ

หลังจากการปฏิวัติ 2549 ประชาชนทั่วไปต่างหวังว่าเมื่อไรประเทศไทยจะหมดยุคการปฏิวัติสักที การปฏิวัติแต่ละครั้งจะอ้างว่าเป็นเพราะรัฐบาลคอรัปชั่น แต่รัฐบาลใหม่กลับสร้างความรู้สึกกับประชาชนทั่วไปว่ามีคอรัปชั่นมากขึ้น (คำสัมภาษณ์คุณดุสิต นนทนาคร อดีตประธานหอการค้าไทย) ประเทศต่างๆทั่วโลกต่างแปลกใจว่าประเทศที่มีประชาชนทีมีการศึกษาและมีระดับการพัฒนาเข้าสู่ระดับที่มีศักยภาพเป็นผู้นำอาเซี่ยนได้ ทำไมถึงเกิดการปฏิวัติ ทั้งๆที่มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนถึง 19 ล้านเสียง แถมยังมีประชาชนร่วมแสดงความยินดีกับการปฏิวัติอีกด้วย นอกจากนั้นตัวหัวหน้าคณะปฏิวัติยังกล้ายอมรับเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและสมัครเข้าเป็น ส.ส. เข้านั่งในสภาผู้แทนฯได้ น่าแปลกใจถึงกระบวนการคิดของคนไทยหรือไม่ หรือเป็นเพราะคนไทยผ่านระบบการศึกษาที่ไม่ได้สอนให้เกิดกระบวนการวิเคราะห์ หรือเป็นเพราะคนไทยถูกปั่นให้เชื่อฟังในเหตุต่างๆง่ายเกินไป จนขาดการคำนึงถึงผลที่จะตามมา อยากกราบเรียนทุกๆท่านว่าถ้าเราทุกคนช่วยกันเชื่อว่าผู้ปกครองบ้านเมืองคงไม่กล้าที่จะโกงชาติอย่างโจ่งแจ้งแบบที่ผ่านๆมา และถ้าโกงจริงขอให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในยุคต่อๆไปช่วยดำเนินการเช่นเดียวกับหลายๆประเทศที่พัฒนาระบบการเมืองก้าวไกลกว่าของไทย เช่นประเทศเกาหลี ที่จัดการกับประธานาธิบดีจนต้องถูกจำคุกถึง 2 ท่านหลังจากพันจากตำแหน่ง ประเทศไต้หวันก็เช่นเดียวกัน ประเทศอียิปก็กำลังจัดการกับผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตอยู่ ฯลฯ

คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 28 ไม่เคยเป็นข้าราชการและนักการเมือง จึงมั่นใจในตัวท่านว่าไม่มีเบื้องหลังให้ขุดคุ้ย จากความเชื่อว่าท่านนายกฯมีภูมิหลังที่ใสสอาด จึงได้แต่หวังว่าท่านจะช่วยนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและได้รับการยกย่องดังปรัชญาลัทธิเต๋า

“สำหรับนักปกครองที่ยอดเยี่ยมนั้น เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว การทำงานได้ลุล่วงลงแล้ว ราษฎรพากันภาคภูมิใจและกู่ก้องว่า การงานนั้นล้วนสำเร็จลงด้วยความสามารถของเขา

หรือได้รับการยกย่องจารึกลงในประวัติศาสตร์ชาติไทยตามบันทึกฎีกาของ “เว่ยเจิง” ดังนี้

“ขุนนางผู้ใดทำตามมาตรฐานความประพฤติขุนนางที่ดีงาม จะมีชื่อเสียงหอมหวนขจรขจายไปชั่วกาลนาน”   

และฝากให้นึกถึงขุนนางชั่วร้าย 6 ประเภท ที่อาจจะมาปรากฏข้างกายได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อชื่อเสียงในอีกมุมหนึ่งคือ

“ถ้าขุนนางท่านใดทำผิดมาตรฐานจะเข้าข่ายความประพฤติขุนนางที่เลวร้าย จะมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ชั่วกัปกัล” หวังว่าท่านนายกฯยิ่งลักษณ์คงต้องการให้ชื่อเสียงเกียรติคุณถูกจารึกชนิดหอมหวลขจรขจายไปชั่วกาลนานสมกับที่ได้รับการจารึกแล้วว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

สรุป

การพัฒนาของประเทศเป็นไปอย่างลุ่มๆดอนๆมาตลอดระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2475 เพราะเหตุแห่งการปฏิวัติแย่งอำนาจ และการทุจริตคอรัปชั่น ทำให้การพัฒนาไม่ต่อเนื่อง ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนถ่ายการบริหารบ้านเมืองคราวนี้ น่าจะนำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขของปวงประชาให้เกิดการ “กินดี อยู่ดี มีสุข” โดยทั่วหน้า

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์

18 September 2011

อ้างอิง:

  1. คอลัมน์ “กิเลน ประลองเชิง” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันพุธที่ 7 กันยายน 2554 หน้า 3
  2. http://www.creativevill.com/?p=1488“      บทฟังสมคิดพูด
  3. http://www.creativevill.com/?p=2100“     บทได้ยินหมอสุพงษ์เล่า

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-11 dsc01365 pr-600-400-king-9 dsc01366

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1