อยู่กับตัวเลขแต่ไม่เข้าใจตัวเลข

Wednesday, August 10, 2011
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

อยู่กับตัวเลขแต่ไม่เข้าใจตัวเลข

วันนี้ขึ้นหัวเรื่องค่อนข้างแปลก อยากจะเล่าเรื่องนี้เพื่อให้เป็นบทเรียนสำหรับคนทั่วๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ได้กับหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำในองค์กรต่างๆ ซึ่งมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า (เดาเอา) การขาดซึ่งความคิดเชิงนวัตกรรม ขาดซึ่งความคิดที่จะสร้างแนวทางให้เกิดความต่าง หรืออาจเป็นเพราะมีเส้นผมบดบังสายตา (ความอคติ) หรืออาจเป็นเพราะมัวแต่คิดว่าคนอื่นเก่งกว่าตน ทำให้มองไม่เห็นสิ่งดีๆที่ตนเองมีอยู่ จึงมัวแต่ย่ำรอยเท้าที่คนอื่นๆวางเป็นแนวทางมาก่อน แทนที่จะพยายามคิดถึงสิ่งดีๆหรือจุดได้เปรียบของตนเพื่อวางยุทธศาสตร์การแข่งขันในเวทีการต่อสู้

ผู้เขียนขอบอกว่า ข้อเขียนนี้ไม่มีเจตนาร้ายกับใคร และไม่เคยมีความคิดว่าในเว็บไซ้ท์ “http://www.creativevill.com” จะโยงเรื่องการเมืองด้วย เพราะตั้งใจจะให้เป็นเรื่องของความรู้ทั่วๆไป แต่ข้อเขียนนี้มีเจตนาจะโยงถึงเรื่องแนวคิดเชิงนวัตกรรม หรือแนวคิดที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่เข้าใจดีในวงการการตลาด หรือแนวทางการวางยุทธศาสตร์เพื่อการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อีกประการหนึ่งที่เกิดแรงผลักดันให้เขียนเรื่องซึ่งโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาก็เพราะผู้เขียนอยากเห็นพรรคการเมืองที่ (มีความคิดเชิงสร้างสรรค์ มีความสามารถในการวางยุทธศาสตร์) มีศักยภาพใกล้เคียงกัน เพราะผู้เขียนเองก็เชื่อโดยสัตย์จริงว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีคนเก่งๆมากมาย แต่ควรใช้ความสามารถหรือศักยภาพสร้างแนวนโยบายแข่งขันกันหาเสียงเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่า นโยบายใดน่าจะส่งผลให้เกิดการ “กินดี อยู่ดี มีสุข” กับประชาชนของประเทศ

ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจมานานพอสมควรว่าอะไรเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองเก่าแก่ เช่น ประชาธิปัตย์ เพราะเท่าที่ติดตามการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่เด็กและติดตามการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์มาตลอดเวลากว่า 2 ปีหลัง พรรคประชาธิปัตย์ยังคงได้รับการกล่าวขวัญด้วยคำที่ค่อนข้างแสลงหูอยู่ตลอดเวลาว่า “ดีแต่พูด” หรือ “ทำไม่เป็น” ทั้งๆที่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ได้รับสมญานามเลย ผมจะยกตัวอย่างให้ดูครับ

ในยุคของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (http://www.creativevill.com/?cat=402)%20%20ตั้งแต่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมา แสดงให้เห็นว่าในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศนั้น กำลังซื้อของประชาชนในประเทศดีขึ้น จึงส่งผลให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ผมได้เขียนลงในเว็บไซ้ท์ข้างต้นติดต่อกันมาตลอดครับ

ในปีพ.ศ. 2553-54 การส่งออกของสินค้าไทยทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย (http://www.creativevill.com/?cat=403) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ทั้งนี้เป็นผลจากการพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตของไทย ตลอดจนฝีมือแรงงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการการส่งออกของไทยที่อำนวยให้เกิดความคล่องตัวในการส่งสินค้าออกในยุคที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล (ความจริงเป็นเรื่องของความต่อเนื่อง)

พูดถึงหนี้สาธารณะ ปรากฏว่าแม้รัฐบาลจะมีการกู้เงินเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับร้อยละ 42 เท่านั้น ต่ำกว่าในสมัยที่พรรคไทยรักไทย หรือพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำไป แต่ไม่ปรากฎว่าพรรคประชาธิปัตย์อ้างอิงตัวเลขดังกล่าวเป็นผลงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

เมื่อพิจารณาถึงเงินสำรองระหว่างประเทศ ปรากฎว่าประเทศมีเงินสำรองเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 170 พันล้านดอลล่าร์ สูงขึ้นกว่าเมื่อปี 2551 ซึ่งมีประมาณ 70-80 พันล้านดอลล่าร์ ทั้งนี้เป็นผลจากการเกินดุลด้านการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด (การนำเข้าเงินลงทุน ตลอดจนรายได้จากการท่องเที่ยว) ซึ่งถือว่าประเทศมีเงินสำรองสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อพิจารณาปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อ ปรากฎว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2553-54 ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2551 แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการเรื่องเงินเฟ้อในภาพรวมค่อนข้างดี แม้ว่าจะมีปัญหากับสินค้าบางตัวที่มีราคาสูงกว่าปกติมากก็ตาม

ที่เล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการบริหารประเทศในยุครัฐบาลอภิสิทธิ เวชาชีวะ ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะมีประจักษ์พยานเป็นตัวเลขทั้งจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ซึ่งสอดคล้องกันทั้งหมด ไม่ใช่เกิดจากความรู้สึก แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่มั่นคงทางเศรษฐกิจในยุคของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมต้องรู้สึกแปลกใจเป็นอันมากที่ผู้บริหารของพรรคฯไม่มีใครนำขึ้นมาอธิบายให้ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้รับทราบ คงปล่อยให้ประชาชนเกิดความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่า พรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศไม่เป็น “ดีแต่พูด” หรือ “ดีแต่ลอกการบ้าน” เพราะนโยบายต่างๆในสมัยที่พรรคไทยรักไทยวางแนวทางไว้ พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดว่า ทำไม่ได้หรือทำแล้วเกิดปัญหาแน่ แต่ครั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาบริหารประเทศ กลับลอกการบ้านแถมยังเกทับอีก ทำให้ประชาชนเกิดฝังใจว่าประชาธิปัตย์คิดไม่เป็นอย่างเดียวแถมยังทำไม่เป็นด้วย  เป็นเวลายาวนานถึง 2 ปี จนทำให้ต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างหมดรูป ทั้งๆที่มีตัวช่วยมากมาย

ผมอยากจะแสดงความเห็นส่วนตัวนะครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองมายาวนานว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งนั้น วิธีที่จะให้คนฟังการหาเสียงต้องด่าหรือใส่ร้าย (ขออภัยที่เขียนคำดังกล่าว เพราะนึกคำที่ดีกว่านี้ไม่ได้) จนกระทั่งพรรคไทยรักไทยได้สร้างวัฒนธรรมการหาเสียงใหม่ โดยชูนโยบายเป็นหลักในการหาเสียงถ้าหากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล เช่น นโยบาย “พักหนี้เกษตรกร” หรือนโยบาย “กองทุนหมู่บ้าน” หรือนโยบาย “ 30 บาทรักษาทุกโรค” หรือนโยบาย “SML” เมื่อเป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็เร่งปฏิบัติตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมทั้งๆที่ถูกยุบพรรคแล้วยุบพรรคอีก ก็ยังชนะการเลือกตั้ง

นโยบายพรรคไทยรักไทยเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นประชานิยม แต่อีกมุมมองหนึ่งกลับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่ประเทศประสบวิกฤติเศรษฐกิจจากผลการลดค่าเงินบาท และเป็นการกระจายเงินลงไปที่ฐานรากของระบบเศรษฐกิจ (http://www.creativevill.com/?cat=361 ลองอ่านเว็บข้างต้นดูนะครับ) ดังนั้นทุกภาคส่วนของสังคมต่างได้รับประโยชน์จากนโยบายการคลังดังกล่าว ซึ่งผลจากนโยบายดังกล่าวยังเป็นการฟูมฟักวิธีคิดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารการเงินของประชาชนในระดับชุมชน ต้องถือว่าเป็นนโยบายที่สอนให้ประชาชนในระดับฐานรากให้สามารถบริหารจัดการในสิ่งที่ตนเองต้องการ นอกจากนั้นพรรคไทยรักไทยยังเสนอนโยบายปราบปรามยาเสพติด และนโยบายอื่นๆอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้พรรคไทยรักไทยจึงชนะการเลือกตั้งทั้งๆที่เป็นพรรคตั้งใหม่ และเมื่อเป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็ปฏิบัติตามนโยบายนั้นจนประชาชนชื่นชอบ โดยไม่รู้เลยว่านโยบายนั้นๆส่วนใหญ่เกืดประสิทธิผลอย่างไร ยกเว้นการปราบปรามยาเสพติด และ สามสิบบาทรักษาทุกโรค เท่านี้ก็เพียงพอให้ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย สามารถชนะเลือกตั้งต่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดต่อกันถึง 4 ครั้ง

หันมาดูแนวทางการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ดู พรรคฯยังใช้แนวทางที่เป็นวัฒนธรรมเดิมๆ จะเป็นแนวทางที่เป็นนโยบายใหม่บ้าง เช่น เรียนฟรี 15 ปี แต่เป็นนโยบายที่มีคนจำนวนมากบอกว่าไม่จริงเพราะยังมีการเก็บเงินยุบยับไปหมด ยิ่งพรรคย้ำมากความรู้สึกต่อต้านว่าโกหกหลอกลวงยิ่งมากขึ้น (ความจริงพรรคฯมีนโยบายเรียนฟรีจริงๆ แต่แนวทางการบริหารจัดการไม่ดี ทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านมากขึ้น) พรรคฯควรจะศึกษาแนวทางแก้ไข แต่เท่าที่ติดตามดูพรรคฯได้แต่ยืนยันการเรียนฟรีตลอดมา นอกจากนั้นในช่วงท้ายการหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์กลับใช้วัฒนธรรมเดิมที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นในบรรยากาศที่ต้องการความปรองดอง พรรคฯอาจบอกว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผล เพราะผลการเลือกตั้งในกทม. พรรคฯชนะขาดลอย แต่สำหรับผม สงสัยนะครับว่า ทำไมโพลทุกสำนักจึงแสดงผลผิดพลาดแบบตรงกันข้าม แต่ผลในต่างจังหวัดใกล้เคียงเป็นส่วนใหญ่

ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่เลิกวัฒนธรรมเก่าๆ หันมาใช้ความเฉลียวฉลาดของบุคคลากรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่น้อยหน้าพรรคเพื่อไทยแน่นอน ช่วยกันคิดนโยบายที่คิดว่าจะเกิดผลดีต่อประชาชน ซึ่งนโยบายในภาพรวม (Macro Policy) อาจเหมือนกัน ก็สามารถนำเสนอแนวทางปฏิบัติ (Micro Policy) ที่แตกต่างกันได้ ประเทศไทยอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ต้องการยุทธศาสตร์ที่จะส่งประสิทธผลต่อการบริหารจัดการอย่างจริงจัง ต้องการยุทธศาสตร์ที่ผ่านการคิดการกรองโดยรอบครอบ ต้องการยุทธศาสตร์ที่สามารถทำให้ประเทศเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่มั่นคงและยั่งยืน ดังนั้นแนวคิดที่ดีถ้าเหมือนกันควรให้เกิดการสานต่อนโยบาย มิฉะนั้นจะเกิดการเริ่มต้นใหม่อยู่ตลอดเวลา ถ้าทำได้ประเทศไทยก็จะมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคที่แข่งกันเสนอนโยบายการบริหารประเทศ และยังมีโอกาสสลับกันเป็นรัฐบาลเหมือนดังประเทศที่พัฒนาแล้ว การเกิดปฏิวัติซึ่งทำให้ประเทศต้องเริ่มต้นใหม่จะได้หมดไป

หลายๆคนพูดถึงการหาเสียงเลือกตั้งในปัจจุบันเป็นเรื่องของการตลาดทางการเมือง (Political Marketing) ซึ่งคล้ายหรือต่างจากการตลาดทางธุรกิจ ถ้าเปรียบนโยบายคือสินค้า พรรคก็ต้องคิดนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน เช่นเดียวกับที่ธุรกิจต้องเสนอสินค้าที่ดีเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค แต่อาจต่างกันที่ว่า นโยบายทางการเมืองมีเป้าหมายสำคัญให้ประชาชนมีการ “กินดี อยู่ดี มีสุข” ส่วนธุรกิจมีเป้าหมายให้ผู้บริโภคชื่นชอบกับสินค้าที่ซื้อเพื่อผลกำไรขององค์กร

ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อยากเขียน อยากจะชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการใดๆก็ตาม ถ้ารู้จักใช้ข้อมูลบนพื้นฐานที่จิตนิ่ง ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างและแนวทางแก้ไข แต่ถ้าจิตไม่นิ่ง การแก้ปัญหาก็จะเกิดการผิดพลาดได้ง่ายเหมือนเส้นผมบังภูเขา ที่สำคัญคือกรอบแนวคิดต้องไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นฐานความคิด เช่น 5+5=10 ตัวเลข 10 เป็น Norm หรือคำตอบที่คนส่วนใหญ่คิด แต่ถ้าวิธีคิดไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบพื้นฐานแล้ว ใช้ความคิดให้เกิดความสร้างสรรค์ เกิดนวัตกรรม คำตอบของ 5+5 อาจเป็น 12, 14, 20 หรืออาจเป็นคำตอบอื่นๆได้อีกมากมาย โดยมีสมมติฐานหลักที่แตกต่างกัน นี่แหละครับผมจึงตั้งหัวเรื่องว่า “อยู่กับตัวเลขแต่ไม่เข้าใจตัวเลข” ยังไงเล่าครับ

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

dsc01367 dsc01366 photo-vr-resize-1000-handicraft-1 pr-600-400-king-9

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1