ผ้าไหมไทย

Thursday, July 28, 2011
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

ไหมไทย

ผ้าไหมไทย

มรดกทางวัฒนธรรม

การแต่งกายด้วยผ้าไหมไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่สืบทอดกันมานาน โดยเชื่อว่ามีจุดเริ่มต้นจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นได้ขยายไปทางภาคเหนือ ปัจจุบันผ้าไหมไทยกระจายไปยังภาคต่างๆทั่วประเทศ สำหรับประเทศไทย ผ้าไหมจัดเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชากร ไหมไทยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงาม มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นไหมที่สวยงามที่สุดในโลก

ผ้าไหมไทยเป็นผ้าทอด้วยมือ เนื้อผ้าวาวเป็นประกายโดดเด่นด้วยสีสันตัดกันสะดุดตา แต่ดูกลมกลืนประทับใจ เมื่อสวมใส่จะดูภูมิฐานและมีรสนิยม เมื่อใส่จะรู้สึกเบาและเย็นสบาย ไหมไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นราชินีของเส้นใยทั้งหมดที่มีในโลกปัจจุบัน จนกระทั่งบริษัทผ้าญี่ปุ่นเองได้นำไหมไทยไปทอเป็นชุดกิโมโนถวายให้กับจักพรรดินีของญี่ปุ่นเองรวมทั้งถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถของไทย

ลวดลายหลากหลายของไหมไทย

ไหมไทยมีลวดลายหลากหลายซึ่งเกิดจากวิธีการทอ ส่วนใหญ่มักเป็นลวดลายที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่วนใหญ่เป็นลวดลายที่เกี่ยวข้องและพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง เป็นการสืบทอดฝีมือและภูมิปัญญาอย่างแท้จริง ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น รูปทรงเรขาคณิต ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลายสามเหลี่ยม และลายเส้นตรง หรือถ่ายทอดออกมาเป็นลายดอกไม้ ได้แก่ ลายดอกพิกุล ลายดอกแก้ว ลายต้นสน ลายดอกสร้อย ลายใบไผ่ หรือทำเป็นลายสัตว์ ได้แก่ ลายนาค ลายช้าง ลายนกยูง ลายเกร็ดเต่า ลายแมงมุม หรือลายเชิงเทียน ลายโคม ลายธรรมาสน์ ลายน้ำไหล ลายปราสาท ลายยอดเจดีย์ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายพระพุทธรูป ลายก้างปลา เป็นต้น ผ้าไหมไทยมีรูปแบบการทอและลวดลายที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น ผ้าไหมที่เป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ แหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ผ้าไหมแพรวา  แหล่งผลิตใหญ่และมีชื่อเสียงอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และผ้าไหมยกดอก นิยมทอกันมากในภาคเหนือ ที่จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ แพร่ อุตรดิตถ์ และที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ผ้ายกดอกลำพูน ในภาคอีสาน ที่จังหวัดสุรินทร์ และภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ชุดกิโมโนทำจากไหมไทย

ลักษณะการทอ

ผ้าไหมพื้น เป็นผ้าไหมที่ทอลายขัดโดยใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งธรรมดาสีเดียวตลอดทั้งผืน หรืออาจใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งต่างสีกัน ซึ่งทำให้ได้สีที่งดงามอีกแบบหนึ่ง

ผ้าไหมจก เป็นการทอผ้าที่เพิ่มลวดลายโดยเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ สลับสีสันลวดลายต่างๆ กัน ลักษณะผ้าจะมีสีสันและลวดลายคล้ายกับการปักลายลงบนผืนผ้า

สีจากธรรมชาติ

ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นผ้าไหมที่ทำให้เกิดลวดลายด้วยวิธีการมัดเส้นไหมให้เป็นลวดลายที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืน หรือทั้งสองเส้น แล้วนำไปย้อมสีทีละขั้นตอนตามลวดลายที่มัดไว้เพื่อให้ได้สีและลวดลายตามความต้องการ แล้วจึงนำเส้นไหมที่มัดมาทอให้ผืนผ้าเกิดลวดลายตามที่มัดไว้

ผ้าไหมขิด เป็นผ้าไหมแบบทอ ยกลายในตัวเรียกว่า“เก็บขิด” เป็นการยกเส้นยืนแต่ละแถวให้เส้นพุ่งพิเศษสอดผ่านจากริมผ้าด้านหนึ่งไปสู่ริมผ้าอีกด้านหนึ่งเกิดเป็นลวดลายขิด ผ้าทอลายขิด สังเกตดูจากลายซ้ำของเส้นพุ่งที่ขึ้นเป็นแนวสีเดียวกันตลอด เป็นที่นิยมทอทั่วไปในภาคอีสานบางจังหวัด ในภาคกลางและภาคเหนือ

ผ้าไหมแพรวา เป็นผ้าทอที่มีลักษณะลวดลายผสมกันระหว่างขิดและจกบนผืนผ้าเดียวกัน คำว่า  “แพรวา” มาจากความยาวของผ้าที่ยาวประมาณ 1 วา (2 เมตร) แต่ดั้งเดิมเป็นผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่างๆ ตามวัฒนธรรมของชาวภูไท โดยเอกลักษณ์ดั้งเดิมจะมีสีแดงเป็นพื้น ซึ่งต่อมาได้มีการดัดแปลงลักษณะของผืนผ้าและการใช้สีสันเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นตามสมัยนิยม

ผ้าไหมยกดอก เป็นผ้าทอที่ยกเส้นยืนเพื่อสอดเส้นพุ่งที่เป็นไหมสีอื่น เพื่อทำให้เกิดลวดลายขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ บางแห่งหรือบางครั้งอาจเรียกว่าผ้ายกเท่านั้นการทอผ้าไหมยกดอก

อุตสาหกรรมผ้าไหมไทย

ชุดไหมโบราณกว่า 100 ปี

ความจริงแล้วไหมไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะ “จิม ทอมสัน” ได้สร้างชื่อเสียงให้กับวงการไหมไทยมายาวนาน ผ้าไหมไทยเป็นสินค้าที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนไทยจำนวนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในภาคอิสานและภาคเหนือ เช่น ลำพูน เชียงใหม่ ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ เป็นต้น

ชุดไหมไทย

จังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือที่มีชื่อเสียงเรื่องการทอผ้าไหม โดยเฉพาะไหมไทยยกดอก ซึ่งเล่ากันว่าได้รับการถ่ายทอดจากเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาของเจ้าผู้ครองเมืองลำพูนและได้ถวายองค์เป็นพระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาการทอผ้าไหมยกดอกได้ขยายเผยแพร่ให้ชาวบ้านฝึกทอจนเกิดความชำนาญด้านฝีมือแรงงานและเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีชื่อเสียงในวงกว้างในปัจจุบัน มีการควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่การเลือกเส้นไหมย้อมสีคงทนไม่ตก ทำให้ผ้ามีเนื้อแน่นหนามีน้ำหนัก ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาเพื่อให้มีคุณสมบัติกันน้ำและกันเปื้อน ทำให้เหมาะต่อการใช้สำหรับงานต่างๆมากมาย เช่น งานตกแต่งภายใน หรืองานแฟชั่นต่างๆ นอกจากนั้นอุตสาหกรรมวิสาหกิจผ้าไหมไทยจังหวัดลำพูนได้ร่วมกันอนุลักษณ์ลวดลายไหมยกดอกแบบโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของลำพูน เช่น ลายดอกแก้วหรือลายดอกพิกุล เป็นต้น ทำให้ผ้าไหมไทยนิยมใช้กันในหมู่ชนชั้นสูง

ชุดสุภาพสตรี

จังหวัดสุรินทร์เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่สนใจยิ่ง  หากศึกษาอย่างลึกซึ่งแล้ว  จะค้นพบเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนว่า  จังหวัดสุรินทร์มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองในเรื่องผ้าไหม  ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ   ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการทอ  ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหม  การผลิตเส้นไหมน้อย  และกรรมวิธีการทอ ผ้าไหมสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก”)  มาใช้ในการทอผ้า  ไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก  เรียบ  นิ่ม  เวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย  นอกจากนี้การทอผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์  ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน  และเป็นกรรมวิธีที่ยาก  ซึ่งต้องใช้ความสามารถและความชำนาญจริง  เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว  ซึ่งทำให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่นมีคุณค่า  มีการทอที่เดียวในประเทศไทย

ชุดสุภาพบุรุษ

จังหวัดขอนแก่นเป็นอีกจังหวัดหนึ่งในภาคอิสานที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านไหมไทย โดยเฉพาะผ้าไหมจากอำเภอชนบทซึ่งมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยากต่อการลอกเลียนแบบ และเพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งมรดกวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้าน ทางอำเภอชนบทได้จัดงานประเพณีสืบสานตำนานไหมได้จัดพื้นที่แหล่งเรียนรู้หัตถกรรมทอผ้าไหมแบบครบวงจร นอกจากนั้นทางจังหวัดยังได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ (12 สิงหาคม 2535) ในบริเวณวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น เพื่อเป็นศูนย์สืบสานพระราชปณิธานงานศิลปาชีพด้านผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมของภาคอีสาน รวมทั้งเป็นศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสาน ภายในอาคารจัดแสดงกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่มัดย้อมจนถึงวิธีการทอ อุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับไหมและของเก่าแก่ควรอนุรักษ์ รวมถึงผ้าไหมมัดหมี่โบราณลวดลายต่างๆ ที่พิเศษที่สุดคือที่นี่จัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่ที่แพงที่สุดในโลกฝีมือชาวอ.ชนบท และเคยชนะการประกวดผ้าไหมของเอเชีย พร้อมทั้งได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี

จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาการทอผ้าไหมมานานจน เป็นที่รู้จักกันในแถบอีสานใต้ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมมัดหมี่ หรือ ผ้าไหม พื้นเรียบ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ และรางวัลต่าง ๆ อีกมากมาย ทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดทำโครงการเส้นทางสายไหม OTOP สู่ตลาดสากล ซึ่งเป็นโครงการตามยุทธ์ศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ให้ได้มาตรฐานทั้งในด้านเนื้อผ้า ลาย และสี ทำให้ผ้าไหมของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป อีกทั้งในปัจจุบันจังหวัดบุรีรัมย์ ยังได้มีมติคัดเลือกให้ผ้าไหมลายหางกระรอกคู่ เป็นผ้าลายเอกลักษณ์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ อีกด้วย

ผ้าไหม ไม่เพียงแต่จะใช้สวมใส่เป็นอาภรณ์ปกปิดร่างกายได้เท่านั้น ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เข็มกลัด ผ้าพันคอ หรือแม้แต่ที่ใส่ซองจดหมาย

แฟชั่นไหมไทย

ผ้าไหม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า และสืบทอดภูมิปัญญาของคนไทย นอกจากจะเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของคนไทยแล้ว ลาดลายบนผืนผ้าแต่ละชนิด แต่ละประเภท ยังบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้รับการคิดค้นด้วยภูมิปัญญาสืบทอดต่อกันมาอีกทั้งสีของผ้าที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ ทำให้ผ้าไหมเป็นอาภรณ์ที่เชิดชูบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ให้สง่างาม สร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ไหมจากพม่า

ในต้นปีทศวรรษ 2540 รัฐบาลได้พยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในภูมิภาค ได้ใช้งบประมาณจำนวนมากจัดแฟชั่นโชว์ ซึ่งกิจกรรมในครั้งนั้นมีลักษณะตีปี๊ป พองบประมาณหมดภาพของ “บางกอกแฟชั่น” ก็หายไป น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการคิดทำงานโดยไม่มีการวางแผนที่ดี ไม่ยอมใช้จุดเด่นที่ไทยมีอยู่เป็นจุดสร้างความแตกต่าง ในขณะเดียวการผลักดันเพื่อสร้างความต่อเนื่องไม่มี ทำให้สูญเสียงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทในทำกิจกรรมต่างๆในครั้งนั้น

ชุดแต่งกายไหมจากเวียตนาม

ความจริงแล้วไหมไทยมีจุดเด่นมากมายเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างประเทศ ถ้าหากเราต้องการสร้างภาพ “บางกอกแฟชั่น” เราควรจะเริ่มต้นโดยสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่งจากมรดกทางวัฒนธรรมประกอบกับภูมิปัญญาชาวบ้าน พยายามสร้างนักออกแบบให้มีชื่อเสียงด้วยการประยุกต์ผ้าไหมไทยให้ใช้ในชีวิตประจำวัน รัฐต้องให้การสนับสนุนเพื่อใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาให้ต้นทุนลดต่ำลง ในขณะที่คุณภาพได้มาตรฐานตามต้องการ เมื่อพื้นฐานแข็งแกร่งการประชาสัมพันธ์จะช่วยสร้างความเชื่อถือให้เร็วขึ้น

ชุดไหมจากลาว

นอกจากแนวคิดการสร้าง “บางกอกแฟชั่น” จากผ้าไหมไทยแล้ว แนวคิดในการรวมศูนย์ผ้าไหมเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์การค้าผ้าไหมในภูมิภาคอาเซี่ยนน่าจะช่วยให้กิจกรรมด้านผ้าไหมในอาเซี่ยนมีจุดเด่นมากขึ้นเป็นการเสริมสร้างจุดแข็งให้กับวงการผ้าไหมไทยอีกด้วย

จากอินโดนีเซีย

ในอดีตพิธีแต่งงานเจ้าสาวส่วนใหญ่จะแต่งชุดไทย ปัจจุบันกลับใช้วัฒนธรรมตะวันตกเข้าแทนที่ ความจริงถ้าเรามีนักออกแบบดีๆเข้าใจคุณค่าในมรดกวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย เราก็สามารถใช้ผ้าไหมไทยออกแบบชุดเจ้าสาวทำให้สวมใส่สบายมากขึ้นได้

อยากเห็นคนไทยช่วยกันอนุรักษ์และถ่ายทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยให้เป็นสมบัติของชาติไทยต่อไปนานๆครับ

อ้างอิง:

  1. เอกสารจากงานอาเซี่ยนไหมไทย ศูนย์ประชุมสิริกิต
  2. http://www.thaisilk.th.com/
  3. http://www.gotoknow.org/blog/seri/441689
  4. http://www.thai-tour.com/wb/view_topic.php?id_topic=357

Tags:

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-8 pr-600-400-king-11 photo-vr-resize-1000-handicraft-1 pr-600-400-king-9

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

RSS Bangkok Post

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1