พาเที่ยวพระที่นั่งวิมานเมฆ

Monday, May 2, 2011
By admin
FacebookTwitterGoogle+LinkedInGoogle BookmarksGoogle GmailYahoo MailShare

พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต

 
 
 

ศาลาประดิษฐานพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5

บทความย่อเกี่ยวกับพระที่นั่งวิมานเมฆนี้จะเขียนแยกเป็นสองยุค ยุคแรกเป็นยุคเริ่มต้นก่อสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆในรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนเป็นตำนานรกร้างมาจนสมัยรัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี ยุคปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทำการซ่อมแซมใหญ่พระที่นั่งวิมานเมฆ โดยรักษาสภาพเดิมไว้ให้ดีที่สุด เดินสายไฟใหม่เพื่อความปลอดภัย จัดการทาสีองค์ภายนอกพระที่นั่งใหม่ตามเดิมทั้งหมด ส่วนภายในให้ทาสี ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดเป็นห้องๆไป และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผึ้งหลวงบนต้นไม้ใหญ่หน้าพระที่นั่งวิมานเมฆ

สนามหน้าพระที่นั่งอภิเศกดุสิต

ภาพถ่ายจากปกหลังหนังสือพระที่นั่งวิมานเมฆ

ยุคแรก

พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต มีประวัติสืบเนื่องจากพระราชฐานที่เกาะสีชัง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเสด็จประพาสเป็นประจำเพราะมีอากาศดี แต่มิได้โปรดให้สร้างพลับพลาที่ประทับแรมแต่อย่างใด จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกาะสีชังเริ่มเป็นที่นิยมว่าอากาศดีประกอบกับการค้าขายระหว่างสยามประเทศกับนานาอารยประเทศเริ่มมีมากขึ้น ทำให้มีเรือบันทุกสินค้านิยมจอดขนส่งสินค้าที่บริเวณเกาะสีชัง ประกอบกับเจ้านายชั้นสูงหลายพระองค์เสด็จประทับแรมที่เกาะนี้อยู่เป็นประจำ จึงเริ่มมีการปลูกสร้างอาคารสถานต่างๆ จนถึงปี พ.ศ.2436 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพร้อมพระนางเจ้าพระวรราชเทวี (สมเด็จพระศรีพัชรินทรบรมราชินีนารถ) ไปที่เกาะสีชังและทรงเห็นว่าเป็นที่อากาศและภูมิสถานดี จึงทรงโปรดให้สร้างพระราชฐานเพื่อเป็นที่ประทับในฤดูร้อน และได้ก่อพระฤกษ์ระที่นั่งองค์ใหญ่เป็นหลักแห่งพระราชฐานนี้และทรงโปรดพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งจุฑาธุชราชฐาน” เมื่อปี ร.ศ. ๑๑๑ หรือตรงกับปี พ.ศ. 2436 ต่อมาในปี ร.ศ. ๑๑๒ ได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส พระราชฐานเกาะสีชังจึงถูกทอดทิ้งรกร้างเป็นเวลานาน

คลองที่ไหลผ่านพระตำหนัก

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จกลับจากประพาสทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2440 ทรงมีพระราชดำริให้สร้าง “วังสวนดุสิต” ซึ่งต่อมาเรียกว่า “พระราชวังดุสิต” โดยการซื้อที่ดินสวนระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมและคลองสามเสนจนจดทางรถไฟ ไว้เป็นที่ประทับร้อนด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และทรงโปรดให้ตัดถนน ขุดคลอง ทำสะพาน และสร้างพระราชอุทยานปลูกรุกขชาติต่างๆและพระราชนิเวศน์ ตลอดจนทรงมีพระราชดำริให้ปฏิสังขรณ์ “วัดแหลม” หรือ “วัดเบญจมบพิตร” ซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐาน แต่ก็มิได้ทรงปลูกอาคารหรือพระที่นั่งขนาดใหญ่ขึ้นจวบจนปี พ.ศ. 2444 ทรงเห็นพระที่นั่ง “มันธาตุรัตนโรจน์” ที่ทรงโปรดให้สร้างที่เกาะสีชังแต่ไม่ทันแล้วเสร็จบริบูรณ์ สมควรรื้อไปปลูกไว้ในพระราชวังสวนดุสิตเพื่อใช้เป็นที่ประทับและพระราชทานเปลี่ยนชื่อเป็น “พระที่นั่งวิมานเมฆ” และทรงโปรดให้วางศิลาฤกษ์พระที่นั่งเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๙

พระที่นั่งวิมานเมฆส่วนที่เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 5

พระที่นั่งวิมานเมฆพระองค์แรกในพระราชวังดุสิต

พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิตที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สถาปัตยกรรมของพระที่นั่งองค์นี้ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียที่งดงามประณีต ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอลในภาษาอังกฤษ (L) ยาวด้านละ 60 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้นส่วนที่ทำเป็นที่ประทับมีรูปทรงแปดเหลี่ยม 4 ชั้น ชั้นล่างสุดอยู่ติดดิน ทำการก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปเป็นเรือนไม้สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมด ส่วนกว้างที่สุดวัดได้ ๓๕ เมตร ส่วนกว้างทั่วไป ๑๕ เมตร ส่วนสูงวัดถึงเพดานชั้นสี่ สูง ๒๐ เมตร มีจำนวนห้องทั้งหมด ๓๑ ห้อง ทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลวดลายที่เรียกว่าขนมปังขิง (ginger-bread)

พระที่นั่งวิมานเมฆนี้มีคลองและอ่างน้ำล้อมรอบ คลองร่องไม้หอมทางทิศตะวันออก คลองรางเงินทางทิศตะวันตก คลองคาบแผ่นกระจกทางทิศเหนือ และอ่างหยกทางทิศใต้ ทำให้ดูเสมือนพระที่นั่งวิมานเมฆตั้งอยู่บนเกาะ น้ำโดยรอบเกาะมีสีเขียวเหมือนหยก ดูเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก โดยเฉพาะน้ำในอ่างมีสีสันสวยงาม มิได้เกิดขึ้นจากความสกปรก หรือเป็นเพราะน้ำไม่ไหลถ่ายเท หากแต่เกิดจากความเป็นธรรมชาติ จึงได้รับพระราชทานนามว่า “อ่างหยก” พระที่นั่งแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ ๗ เดือน คือเริ่มตั้งแต่ทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ แล้วเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ หลังจากนั้นได้มีงานเฉลิมพระที่นั่งวิมานเมฆร่วมกับการพระราชพิธีจรดกรรบิดกรรไกรพระราชทานหม่อมราชวงศ์ ๕ คน และการขึ้นพระตำหนักสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมขุนนครราชสีมา รวมสามงานระหว่างวันที่ ๒๖ มีนาคมถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๔๔ รวม ๕ วันเป็นเสร็จพิธี

พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ด้วยความสำราญพระราชหฤทัย ทั้งนี้เนื่องจากบรรยากาศของสวนดุสิตเป็นที่โล่งสบาย มีต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับพระบรมมหาราชวังซึ่งสิ่งก่อสร้างทั้งปวงเป็นตึก ระบายลมและความร้อนได้ไม่สะดวก ซึ่งผิดกับพระที่นั่งวิมานเมฆซึ่งเป็นเรือนไม้โปร่งตามิได้ปกปิดมิดชิดเหมือนพระบรมมหาราชวัง ผู้คนที่สัญจรไปมาหรือพายเรือลัดเลาะตามลำคลองในบริเวณสวนดุสิต ก็อาจแลเห็นพระองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้บ่อยครั้ง ความเคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีหลายๆอย่างก็คลายลง จึงทรงเห็นสวนดุสิตเป็นกั่งสวนสวรรค์ ชีวิตความเป็นอยู่ของพระองค์ในวังสวนดุสิตจึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่แท้จริง เห็นได้จากครั้งหนึ่งทรงมีพระราชหัตถเลขาพระราชทานไปยังสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้บริพัตรสุขุมพันธ์ ความว่า “พ่อมาอยู่ที่นี่สบายดีเป็นอันมาก ถ้าอยู่ในวังเห็นจะเต็มทน ทีจะต้องไปเที่ยวอีก ร้อนเหลือกำลัง ……..”

พระที่นั่งอภิเศกดุสิต 

ในเวลาเดียวกันกับที่กำลังก่อสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรูณาโปรดเกล้าฯให้สร้างท้องพระโรง สำหรับวังสวนดุสิตขึ้น เป็นพระที่นั่งไม้ชั้นเดียวหลังยาว บริเวณหน้าพระที่นั่งวิมานเมฆ มีคลองร่องไม้หอมกั้นระหว่างพระที่นั่งทั้งสองพระองค์ จัดเป็นสถาปัตยกรรมรุ่นเดียวกับพระที่นั่งวิมานเมฆ คือได้รับอิทธิพลการก่อสร้างจากตะวันตก มีลวดลายฉลุงดงามที่เรียกกันในยุคนั้นว่า “ขนมปังขิง” หรือ “ginger bread” ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากฝีมือช่างชั้นเอก ตั้งแต่ฝีมือฉลุลายไม้ ปูนปั้นหน้าบันเป็นตราแผ่นดินที่หน้ามุข แม้กระทั่งกระจกสีเป็นลวดลายต่างๆ

พระที่นั่งอภิเศกดุสิต

เรือนต้น 

ในปีพุทธศักราช 2447 (รัตนโกสินทรศก ๑๒๒) ระหว่างประทับอยู่ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ ทรงโปรดให้ปลูกเรือนต้นเป็นแบบเรือนไม้ไทยโบราณ ตรงข้ามกับมุขศาลาท่าน้ำพระที่นั่งวิมานเมฆ สำหรับประทับอย่างลพลอง สำราญพระอิริยาบท ทั้งจะได้ใช้เป็นที่รับรองเพื่อนต้นที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย บางคราวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จทรงทำกับข้าวด้วยพระองค์เองที่เรือนต้น

เรือนต้นเรือนไทย

พระที่นั่งอัมพรสถาน

หลังจากที่ได้เสด็จมาประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ปลูกสร้างพระที่นั่งเป็นอาคารตึกแบบตะวันตกอีกองค์หนึ่ง ในพระราชวังดุสิต และทรงพระราชทานนามว่า พระที่นั่งอัมพรสถาน” การก่อสร้างเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2445 แล้วเสร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถานเป็นการถาวร จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

ตำนานพระที่นั่งวิมานเมฆ 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถานเป็นการถาวรแล้ว พระที่นั่งวิมานเมฆยังคงเป็นสถานที่ประทับของเจ้านายจนกระทั่งสิ้นรัชกาล เจ้านายฝ่ายในและข้าราชบริพารทั้งหลายจำต้องอำลาที่ประทับในพระราชวังสวนดุสิตได้กลับมาประทับที่พระบรมมหาราชวัง ตามโบราณราชประเพณี

พระที่นั่งวิมานเมฆด้านทางเข้า

ต่อมาในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายามาประทับอยู่ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 ในปีถัดไปสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา จึงทรงย้ายจากพระที่นั่งวิมานเมฆไปประทับที่พระตำหนักสวนหงส์ ในบริเวณพระราชวังดุสิตนั่นเอง

นับแต่นั้นต่อมา พระที่นั่งวิมานเมฆก็มิได้ใช้เป็นพระราชฐานที่ประทับของเจ้านายพระองค์ใดอีก คงได้แต่ปิดร้างและใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาพัสดุของสำนักพระราชวัง กาลเวลาได้กัดกร่อนทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ชำรุดผุพัง หรือหักพังจนหมดสิ้น เหลือแต่เพียงตำนานความทรงจำไม่รู้ลืมจวบจนปีพุทธศักราช 2525 ฉลองครบรอบพระนคร 200 ปี

ยุคปัจจุบัน

ในปีพุทธศักราช 2525 อันเป็นปีฉลองครบรอบพระนครเป็นเวลา 200 ปี สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ทรงเห็นว่า พระที่นั่งวิมานเมฆยังคงอยู่ในสภาพดี มีศิลปวัตถุและภาพถ่ายฝีพระหัตถของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงประดับอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ซ่อมแซมรักษาพระที่นั่งวิมานเมฆนี้ขึ้น โดยทรงโปรดเกล้าให้รักษาสภาพเดิมไว้ให้ดีที่สุด เมื่อจัดซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2525 จึงนับเป็นวันเริ่มต้นใหม่ของพระที่นั่งวิมานเมฆอีกครั้งหนึ่ง  โดยจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์จักรี

ปัจจุบันส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิตจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงศิลปวัฒนธรรมไทยและโบราณวัตถุต่างๆมากมาย อาคารต่างๆที่เคยเป็นพระที่นั่งและพระตำหนักของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ระดับสูงได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมเป็นที่แสดงงานโบราณวัตถุ งานปฏิมากรรม งานจิตรกรรม ภาพถ่ายพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์

พระทีนั่งวิมาณเมฆปัจจุบัน 

พระทีนั่งวิมาณเมฆปัจจุบัน จัดแสดงเครื่องเงิน เครื่องลายคราม เครื่องกระเบื้อง ตลอดจนงาช้าง เขาสัตว์ เครื่องแก้วเจียรนัย เครื่องเบญจรงค์ เครื่องถม เครื่องของเล่น เครื่องดนตรี ตลอดจนพระบรมสาทิศลักษณ์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ นอกจากนั้นยังจัดแสดงห้องพระบรรทม ห้องทรงงาน ห้องพระโรง ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรงน้ำ ทุกๆห้องล้วนตกแต่งด้วยเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ในอดีต

พระที่นั่งอภิเศกดุสิต 

แต่เดิมพระที่นั่งแห่งนี้เคยใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับวังสวนดุสิต และเป็นที่สำหรับพระราชทานเลี้ยงแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการในงานประจำปี ต่อมาได้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสถา ปัจจุบันเป็นอาคารสำหรับจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมของมูลนิธิศิลปาชีพ อันเป็นงานที่มีความสวยงาม มีคุณค่า เช่น งานถมทอง งานเครื่องเงินเครื่องทอง งานตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ งานไม้แกะสลัก งานทอผ้าทัดหมี่ งานทอผ้าจก งานจักสานหญ้าลิเภา รวมทั้งงานแกะสลักหนัง

พระตำหนักสวนหงส์ 

เป็นพระตำหนักเรือนไม้สองชั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชทานแก่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระราชธิดาลำดับที่ ๖๐ ในรัชกาลที่ ๔) ปัจจุบันช้จัดแสดงเกี่ยวกับภาพงานพระราชพิธีโบราณ เช่น พระราชพิธีสมโภชเดือนขึ้นพระอู่ พระราชพิธีเสด็จสถลมารคและชลมารค พระราชพิธีทรงผนวช ฯลฯ ตลอดจนแสดงการแต่งกายของทหารในการพระราชพิธีต่างๆ

พระตำหนักสวนหงส์

พระตำหนักสวนฝรั่งกังไส 

เป็นพระตำหนักที่สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแด่ พระราชชายาดารารัศมี พระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ปัจจุบันพระตำหนักสวนฝรั่งกังไสเป็นอาคารจัดแสดงภาพเขียนสีน้ำมัน และพระรูปพระบรมวงศานุวงศ์ เครื่องกระเบื้องที่ทรงสั่งซื้อจากประเทศจีนและยุโรป และเครื่องใช้ในพระราชพิธีและเครื่องประกอบพระราชอิสรยศ

พระคำหนักในสวนดุสิต

อาคารรถม้าพระที่นั่งสองหลัง 

เป็นอาคารจัดแสดงรถม้าพระที่นั่งที่เคยใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล โดยจัดแสดงทั้งสิ้นจำนวน ๒๓ องค์

รถพระที่นั่งเทียมม้า

รถพระที่นั่งที่แสดงในบริเวณใกล้พระตำหนักวิมานเมฆ

รถม้าจำลอง

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีพระตำหนักอีกหลายแห่งที่ได้จัดแสดงศิลปกรรมและโบราณวัตถุที่มีค่าและสวยงามอีกมากมาย เนื่องจากภายในพระที่นั่งและพระตำหนักที่มีการจัดแสดงห้ามมิให้มีการถ่ายรูป จึงได้แต่เพียงถ่ายด้านนอกอาคารต่างมาให้ดู แต่ท่านใดที่สนใจจริงๆควรจะไปดูไปชมด้วยตนเอง ถ้าไม่สะใจควรซื้อหนังสือ “พระราชวังดุสิต” ซึ่งประกอบด้วยหนังสือสองเล่ม “พระที่นั่งวิมานเมฆ” และ “พระตำหนัก” ด้านในเป็นภาพต่างๆสวยงามมาก

อ้างอิง:

1. หนังสือ “พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต”, สำนักพระราชวัง, โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, สิงหาคม 2545.

2. หนังสือ “หมู่พระตำหนัก พระราชวังดุสิต”, สำนักพระราชวัง, โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, สิงหาคม 2545.

3. Guide to the Dusit Palace, Vimanmek, Leaflet Distributed at The Ticket Purchasing Counter.

Tags: , ,

Leave a Reply

พระแก้วมรกตจำลองเครื่องทรงฤดูร้อนจากนิลดำ

พระบรมมหาราชวัง เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ

พระที่นั่งไอย์ศูรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน

หุ่นกระบอกงานหัตถกรรมช่างฝีมือไทย

รถยนต์ประหยัดพลังงานไฮบริดระหว่างไฟฟ้า 100% และน้ำมัน

ไหมไทยกับแฟชั่น เอกลักษณ์เด่นของไทย

เรือไม้ประดิษฐ์

Metal Crafting

Gallery

pr-600-400-king-18 dsc01363 dsc01365 photo-vr-resize-1000-handicraft-3

เรียนภาษาอังกฤษ

English Speaking Youtube

มูลนิธิสัมมาชีพ

ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นโลก

อัตราแลกเปลี่ยน ธปท

อัตราแลกเปลี่ยน

The Japan Times

Asahi Shimbun English

Chinadaily

Xinhua News

Koreatimes

Korea Herald

Aljazeera

หนังสือพิมพ์ข่าว

ข่าวหุ้นออนไลน์

ข่าวหุ้น

World Economic Forum

world bank

UA-28221961-1